07/09/2026
❤️❤️
"สายสัมพันธ์วันนี้ กำหนดสายสัมพันธ์ในอนาคต
ไม่มีเทคโนโลยีใดแทนที่พ่อแม่ของลูกได้"
พ่อแม่โปรดจดจำไว้ว่า..."ลูกเป็นเด็กได้เพียงครั้งเดียว"
และช่วงวัย 0-7 ปีเป็นช่วงเวลาทองในการพัฒนาและเติบโตทั้งร่ายกาย-จิตใจ-สายสัมพันธ์ที่แข็งแรงที่สุด
⦿ ช่วงเวลา 5 ขวบปีแรกเป็นช่วงเวลาที่สำคัญต่อการพัฒนาหลายๆ ด้านในชีวิตของเด็กคนหนึ่ง การพัฒนาเริ่มตั้งแต่วินาทีที่ลูกอยู่ในท้องของแม่และพัฒนาต่อเนื่องอย่างรวดเร็วในช่วงระยะเวลาสั้นๆ นี้
⦿ ลูกสามารถได้ยินเสียงเราจากในท้องตั้งแต่อายุครรภ์ของแม่ประมาณ 16 ถึง 22 สัปดาห์ (หรือราวเดือนที่ 4-5)
⦿ ช่วง 5 ขวบปีแรกของชีวิตมนุษย์มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เพราะช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาที่สมองของมนุษย์พัฒนาได้อย่างรวดเร็วและดีที่สุด
"สมองของเด็กทารกพัฒนาและเติบโตอย่างรวดเร็ว"
🧠 สมองของเด็ก 1 ขวบ มีขนาดใหญ่เป็นสองเท่าของสมองของเด็กแรกเกิด
🧠สมองของเด็ก 5 ขวบมีขนาดใหญ่เกือบ 90% ของขนาดสมองผู้ใหญ่
เพราะสมองของเด็กช่วง 5 ขวบปีแรกสามารถพัฒนาได้เร็วที่สุดเมื่อเทียบกับช่วงเวลาอื่นๆ ในชีวิตของมนุษย์
🧠 สมองสามารถสร้างการเชื่อมโยงของเซลล์ประสาทเป็นจำนวนมากในทุกวินาที
🧠 สมองของเด็กจะพัฒนาได้ดีที่สุด เมื่อพ่อแม่หรือคนรอบตัวสร้างสายสัมพันธ์ที่ดีกับเด็กผ่านการตอบสนอง ให้นม อุ้ม กอด อ่านนิทาน ร้องเพลงกล่อม คุยเล่น มองหน้า สบตา ยิ้มให้ และอื่นๆ ซึ่งพ่อแม่ควรมอบให้ลูกอย่างเร็วที่สุดและบ่อยที่สุดเท่าที่จะทำได้
🧠 สมองส่วนหน้า (Frontal Lobe) ทำหน้าที่หลักในการควบคุมการคิด การตัดสินใจ ความจำ ภาษา และการเคลื่อนไหวของร่างกาย ยังพัฒนาไม่สมบูรณ์จนกว่าเด็กๆ จะอายุ 7 ปี ทำให้เด็กเล็กใช้อารมณ์นำเหตุผล
แต่ทั้งนี้จำเป็นต้องสอนเขาใช้ความคิดเพื่อกระตุ้นให้สมองส่วนหน้าพัฒนาให้มากที่สุด เพื่อรอการเบ่งบานและใช้งานได้ดีขึ้นในวัย 7 ปี ซึ่งการพัฒนาสมองส่วนนี้ต้องเน้นกิจกรรมที่ใช้การควบคุมร่างกาย-จิตใจ ยับยั่ง หยุดเมื่อต้องหยุด เพื่ออดทน และประเมินตัวเองให้เป็น
เช่น
-พูดคุยบอกความต้องการ ปฏิเสธ ต่อรอง
-ฟังนิทาน อ่านหนังสือ
-ทำงานบ้าน ช่วยงานที่ทำได้
-วิ่งเล่น ปีนป่าย จนเหงื่อชุ่มฉ่ำ
ด้วยเหตุนี้สมองของเด็กวัย 0-7 ปีจึงเป็นช่วงกำลังสร้างและฟอร์มตัว ทำให้การแทรกแซงของเทคโนโลยีมีผลกับสมองมากกว่าวัยอื่น ช่วงเวลาทองนี้ หากผ่านแล้ว ผ่านเลย ย้อนกลับมาสร้างไม่ได้ และถ้าพังแล้วอาจจะต้องซ่อมกันยาวนาน
**********
ยิ่งกว่าสมองของลูก คือรากฐานทางจิตใจ
พ่อแม่คือผู้ที่สร้างฐานทางใจที่สำคัญในชีวิตของลูก
ฐานทางใจสร้างจากสายสัมพันธ์ที่แข็งแรงมั่นคง
❤️ จุดเริ่มต้นของสายสัมพันธ์ตลอดชีวิตเริ่มต้นที่บ้าน
ซึ่งวัยเยาว์ของลูกคือโอกาสทองในการสร้างสัมพันธ์ที่ดีที่สุด
ช่วงเวลาที่พ่อแม่อยู่กับลูกเล็ก ขอให้เราอยู่ตรงนั้นจริงๆ
ทั้ง "หัวใจ" และ "สายตา"
ดังนั้นขอให้ผู้ใหญ่
"วางหน้าจอลง"
"สบตาลูก"
"ยิ้มให้และหัวเราะไปกับเขา"
"เพื่ออยู่กับเขา" อย่างแท้จริง
❤️ ทุกครั้งที่พ่อแม่เล่นกับลูก คุยกับลูก ทำให้เขาหัวเราะ
ไม่ได้สร้างแค่เพียง "ความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่ง" และ "สุขภาพจิตที่ดี"
แต่สิ่งเหล่านี้ได้สอนทักษะชีวิตพื้นฐานให้กับลูกด้วย
ไม่ว่าจะเป็น
"การปฏิสัมพันธ์กับเพื่อน"
"การจัดการอารมณ์"
"การทำข้อสอบในวัยเรียน"
"การทำงานในวัยผู้ใหญ่"
และสักวันหนึ่ง "การมีครอบครัวเป็นของตัวเอง"
❤️ "ยิ่งสร้างความสัมพันธ์กับลูก
ยิ่งเร็ว ยิ่งดี
ยิ่งสม่ำเสมอ ยิ่งยั่งยืน"
เพราะลูกจะรับรู้ได้ว่าพ่อแม่มีอยู่จริง
และจะเป็นเช่นนั้นไปตลอดชีวิตแม้จะเป็นวัยรุ่นที่จากกันไกล
ลูกยังรับรู้ได้ถึงสายสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่กับตัวเขาได้
เพราะสายสัมพันธ์ที่ดีจะนำพาใจของลูกที่โตแล้ว
กลับบ้านมาหาพ่อแม่เสมอ
**********
3 วิธีที่พ่อแม่ควรทำโดยปราศจากหน้าจอ
เพื่อพัฒนาทักษะการสื่อสารและสร้างสายสัมพันธ์กับลูก
🙈 (1) เล่นกับลูกวัยทารก-เตาะแตะ
โดยใช้ร่างกายและเสียงของเรา
เช่น
-การเล่นเกมจ๊ะเอ๋ (Peek-a-boo)
-การอุ้มกอด
-การเล่นเกมตบแปะ
-การให้ลูกปีนป่ายไปบนตัวเรา
-การเล่นเครื่องบิน (เราเป็นเครื่องบินพาลูกบินสูง)
-การเล่นเกมแมงมุม-ปูไต่
และอื่นๆ
🖐🏻 การเล่นรูปแบบนี้ช่วยส่งเสริมการปฏิสัมพันธ์ขั้นสูงทางร่างกายและอารมณ์ ลูกสามารถรับรู้สีหน้า ท่าทางซึ่งเป็นภาษากายของพ่อแม่ได้อย่างเต็มที่ ส่งผลให้ลูกพัฒนาการรับรู้ทางอารมณ์ และการเข้าใจผู้อื่น ซึ่งเป็นพัฒนาการที่สำคัญในการสื่อสารเพื่อเข้าสังคมในอนาคต และสำรับพ่อแม่ ตัวเราได้รับรู้อารมณ์ของลูก ซึ่งช่วยสร้างความรู้สึกร่วมกัน เกิดเป็นความทรงจำที่มีคุณค่าต่อเราและลูก
♫ นอกจากการเล่นโดยใช้ร่างกาย การเล่นในรูปแบบเสียง
ในที่นี้หมายรวมถึงการร้องเพลง การอ่านนิทานให้ลูกฟัง
เด็กทารกรับรู้และจดจำเสียงของพ่อแม่ตั้งแต่พวกเขายังอยู่ในครรภ์
เสียงเป็นสิ่งที่ช่วยสร้างความทรงจำเกิดเป็นความผูกพัน
แม้ว่าในอนาคตลูกจะจำได้เลือนลาง
แต่เสียงเป็นความทรงจำที่ทรงพลัง
และย้ำเตือนช่วงเวลาที่แสนสุขได้ดีที่สุด
ผู้ใหญ่บางคนเมื่อได้ฟังเพลงที่เคยได้ฟังครั้งเป็นเด็ก
ก็สามารถจดจำถึงความรู้สึกที่เกิดขึ้นในวัยนั้นของเราได้
ดังนั้นยิ่งเราเป็นเจ้าของเสียง
เล่านิทานให้ลูกฟัง
ร้องเพลงกล่อมลูกนอน
ลูกจะจดจำเสียงของเราได้อย่างแม่นยำ
ทำให้เขามีความทรงจำที่แสนอบอุ่นให้นึกถึงเมื่อเติบโตไป
***
📚(2) ทำกิจกรรมที่มีจุดสนใจร่วมกัน
เช่น
-การอ่านหนังสือนิทานด้วยกัน
-ไปเดินเล่นในสวนด้วยกัน
-ดูแลสัตว์เลี้ยงด้วยกัน
การที่พ่อแม่ทำกิจกรรมที่มีจุดสนใจร่วมกับลูกช่วยให้เราแบ่งปันประสบการณ์และความทรงจำร่วมกัน ทุกครั้งที่นึกถึงช่วงเวลานั้น เราจะนึกถึงกันและกันด้วย
นอกจากนี้ในด้านการสื่อสาร เมื่อเราทำกิจกรรมร่วมกับลูก เรามีความสนใจเดียวกัน ทำให้สื่อสารเรื่องเดียวกัน
ลูกได้พัฒนาการคงความสนใจระยะยาวขึ้นส่งผลให้เขามีสมาธิที่ดี
เมื่อเติบโตไปสู่วัยถัดไป เขาจะสามารถคงความสนใจกับสิ่งที่สำคัญตรงหน้าร่วมกับผู้อื่นได้ เช่น เมื่อลูกไปโรงเรียน เขาสามารถสนใจสิ่งต่างๆ ร่วมกับเพื่อนและคุณครู ทำให้เขาไม่พลาดที่จะฟังและเรียนรู้สิ่งสำคัญ
สำหรับทักษะทางสังคมเด็กที่มีความสนใจร่วมกับผู้อื่น
และแบ่งปันความสนใจของเขาให้กับผู้อื่นได้
จะสามารถเข้าใจความต้องการของตัวเองและผู้อื่นได้ชัดเจน ซึ่งความสามารถนี้จะพัฒนาไปสู่การมีความเห็นอกเห็นใจ
***
👂🏻(3) รับฟังและตอบสนอง
การสื่อสารเริ่มต้นจากการรับฟังเพื่อรับรู้ ซึ่งนำไปสู่การตอบสนอง เมื่อพ่อแม่ให้ความสนใจกับลูก โดยไม่มีหน้าจอมาขวางกั้น เราสามารถรับรู้ถึงความรู้สึกลูกได้ชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะเมื่อเราได้มองเข้าไปในตาของลูกชัดๆ ความเข้าใจนำไปสู่การตอบสนองที่เหมาะสม
เด็กที่ได้รับการรับฟังและการตอบสนองอยู่เสมอ เขาจะได้รับความสนใจอย่างเพียงพอและรับรู้ว่าตัวเองเป็นที่รักของพ่อแม่ ซึ่งทำให้เขาได้รับการเติมเต็มทางใจขั้นพื้นฐานในชีวิต นั่นคือการได้รับความรักและรับรู้ว่าตัวเองมีคุณค่าสำหรับใครสักคน
เมื่อก้าวออกไปสู่สังคม เด็กจะสามารถเรียนรู้ที่เปิดรับสิ่งใหม่ และผู้คน เขาได้เรียนรู้การเป็นผู้ฟังที่ดีจากพ่อแม่ และเรียนรู้ที่จะตอบสนองอย่างเหมาะสมจากประสบการณ์ที่เขาได้รับตลอดมา
**********
ในทางกลับกัน "เด็กที่ได้รับการเลี้ยงดูด้วยหน้าจอเพียงลำพัง" เขาจะพลาดโอกาสเหล่านี้ไป
💔 (1) "โอกาสที่จะได้ปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น"
ขาดการสื่อสารและความเข้าใจด้านอารมณ์
เมื่อไม่ได้ปฏิสัมพันธ์กับพ่อแม่ เพราะมีหน้าจอมาขวางกั้น
เด็กจะไม่ได้เรียนรู้สีหน้า ท่าทาง อารมณ์ และการตอบสนองในชีวิตจริง
ส่งผลให้เมื่อเข้าสู่สังคม เขาจะไม่แน่ใจว่าควรทำตัวและตอบสนองอย่างไรดี
ยิ่งไปกว่านั้นการที่ไม่ได้รับการรับฟังและการพูดโต้ตอบในวัยก่อน 3 ขวบ เด็กอาจจะไม่สามารถพัฒนาการสื่อสารได้อย่างเต็มที่
ส่งผลให้เขามีพัฒนาการทางภาษาที่ล่าช้ากว่าวัย
เช่น เด็กควรพูดเป็นประโยคได้ แต่กลับพูดเป็นคำๆ
และบางคนอาจจะใช้ภาษาจากในสื่อ ภาษาการ์ตูน หรือ ภาษาต่างดาว
มาใช้พูดคุย ทำให้ไม่มีใครเข้าใจเขา และตัวเขาเองก็ไม่สามารถสื่อสารบอกความต้องการได้อย่างเต็มที่
เด็กที่สื่อสารได้ไม่ดี มักจะมีปัญหาทางอารมณ์ผนวกมาด้วย เนื่องจากตนเองไม่สามารถสื่อสารให้คนอื่นเข้าใจได้ หรือ ตัวเองก็ไม่เข้าใจความต้องการของผู้อื่นเช่นกัน การสื่อสารที่ไม่ดีทำให้เด็กแก้ปัญหาได้ไม่ดี
***
💔 (2) "โอกาสที่จะได้เป็นเด็กและพัฒนาตามวัย"
เด็กที่เติบโตมากับหน้าจอ มักจะขาดโอกาสให้การเล่นเคลื่อนไหว
และ การช่วยเหลือตัวเองตามวัย ส่งผลให้กล้ามเนื้อมัดใหญ่-มัดเล็กไม่พัฒนาไปตามวัย หรือ ใช้งานได้ แต่ไม่ทนทานพอจะใช้งานต่อเนื่อง เช่น
-แทนที่จะได้ฝึกหยิบจับอุปกรณ์กินข้าวเอง ก็มีคนป้อนให้ ขณะที่ตัวเองก็ดูหน้าจอไป ส่งผลให้เมื่อถึงวัยที่ต้องหยิบจับอุปกรณ์ด้วยท่าจับ 3 นิ้ว "finger tripod" หรือ Tripod Grip) ซึ่งใช้ในการจับดินสอบขีดเขียน การเล่นดนตรี การหยิบจับของด้วยปลายนิ้วจะทำไม่ได้ดี ทำให้เด็กๆ ไม่อยากทำกิจกรรมเหล่านั้น
-แทนที่เขาจะได้วิ่งเล่น ขี่จักรยาน ปีนป่าย เขากลับอยู่แต่ในบ้าน และดูหน้าจอแทนการไปเล่น ส่งผลให้แกนกลางลำตัวไม่แข็งแรง เมื่อต้องนั่งทรงท่านานๆ เช่น นั่งเรียนหนังสือ นั่งรอ เล่นกีฬา เล่นดนตรี เด็กๆ อาจจะเมื่อยล้าง่ายๆ ส่งผลให้เสียสมาธิจากความเมื่อยล้านั้น
เมื่อเด็กไม่ได้เล่น เขาไม่ได้มีวัยเด็กที่ควรจะเป็น
การเล่นเป็นพัฒนาการขั้นหนึ่งที่จะนำไปสู่การเข้าสังคม
การเล่นทำให้เด็กเรียนรู้การคิด การสื่อสาร การรอคอย การแก้ปัญหา และการจัดการอารมณ์
เด็กที่ไม่ได้เล่นจึงไม่รู้ว่าต้องสร้างความสนุกด้วยตัวเองอย่างไรดี เด็กที่เล่นไม่เป็นมักจะอดทนกับความเบื่อไม่ได้ส่งผลให้รอคอยไม่ได้ หรือ เมื่อเขาจะต้องเข้าไปสื่อสารกับคนอื่นก่อน เขาไม่รู้ต้องเริ่มอย่างไร ทำให้เมื่อเข้าสู่วัยเข้าสังคม-โรงเรียนมักจะมีปัญหาตามมา
"แม้เทคโนโลยีไม่ได้ส่งผลโดยตรง แต่กลับส่งผลทางอ้อมให้เด็กขาดโอกาสในการพัฒนาเรื่องที่จำเป็นในวัยที่ต้องใช้ร่างายและความคิดริเริ่ม"
***
💔 (3) "โอกาสที่จะได้เรียนรู้ สมาธิและความจำที่หายไป"
หากอ้างอิงตามทฤษฎีทางสติปัญญา (Cognitive Developmental Theory) ของ Jean Piaget (นักจิตวิทยา) ได้แบ่งขั้นพัฒนาการทางสติปัญญาออกเป็น 4 ขั้น
ในเด็กวัย 0-2 ปี อยู่ในขั้นแรกที่เรียกว่า "ขั้นใช้ประสาทสัมผัสและกล้ามเนื้อ (The Sensorimotor Stage)" ในขั้นนี้ เด็กเรียนรู้โลกผ่านการเคลื่อนไหวร่างกายอย่างง่าย ได้แก่ ดูด จับ ดู และมอง ผนวกกับการใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้า ได้แก่ การมองเห็น การได้ยิน การได้กลิ่น การรับรส และการสัมผัสทางกาย
ดังนั้น หากเราได้พาเด็กๆ ออกไปเรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริง นั้นย่อมเป็นผลดีกับเขามากกว่าการเรียนรู้ผ่านสื่อการสอนหรือผ่านหน้าจอ
การให้เด็กวัยนี้นั่งนิ่งๆ ผ่านการดูหน้าจอ อาจจะส่งผลต่อให้เด็กมีพัฒนาการที่ล่าช้ากว่าปกติ เพราะแม้หน้าจอจะทำให้เด็กนิ่งได้ แต่อย่าลืมว่าภาพที่ปรากฎบนหน้าจอต่อเวลาหนึ่งวินาทีนั้นมีจำนวนหลายภาพเปลี่ยนไปเรื่อยๆ อย่างรวดเร็ว ไม่ใช่ภาพนิ่งอย่างที่เราเข้าใจ ดังนั้นการดูหน้าจอระยะเวลานานส่งผลต่อสมาธิของเด็กได้โดยตรง
เด็กที่สมาธิใช้งานไม่ได้ ส่งผลให้การฟังและความจำใช้งานมีจำกัด ส่งผลต่อการเรียนรู้เรื่องใหม่ๆ โดยตรง เพราะการเรียนรู้สิ่งใหม่ เด็กต้องอาศัยการฟัง การดู และจดจำสิ่งนั้น เพื่อนำไปใช้งาน จากนั้นฝึกฝนซ้ำๆ จนกลายเป็นทักษะ แต่ปัจจุบัน เด็กแทบไม่ได้ใช้ความจำใดๆ เพราะเพียงแค่ถามจาก AI ก็ตอบเขาทันที เด็กๆ แทบไม่ได้ใช้ความพยายามในการคิดด้วยตัวเองก่อนเลย
ผู้ใหญ่เองก็เช่นกัน ความจำใช้งานเราหายไปมากตั้งแต่มีเทคโนโลยีเข้ามาแทนที่ สังเกตได้ว่าเราจำเบอร์โทรศัพท์ของกันและกันไม่ได้แล้ว คิดเลขในใจก็ช้าลง และลืมอะไรง่ายขึ้น
**********
📵🤔❓
คำถาม "เทคโนโลยีหรือหน้าจอควรถูกกำจัดออกไปไหม"
คำตอบ "ไม่จำเป็นต้องกำจัดหน้าจอ แต่ให้เมื่อเหมาะสมกับวัย และเมื่อให้แล้วต้องสร้างความสมดุลในชีวิต"
"คำแนะนำในการใช้เทคโนโลยี"
ถ้าหากเด็กปฐมวัยมีความจำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีเหล่านี้จริงๆ (ดูหน้าจอ) อ้างอิงจาก The American Academy of Pediatrics (AAP) แนะนำไว้ ดังนี้
ข้อที่ 1 เด็กที่มีอายุต่ำกว่า 18 เดือนไม่ควรดูหน้าจอใดๆ เลย มากที่สุดที่เด็กวัยนี้สามารถเข้าถึงหน้าจอ คือ อาจจะแค่เป็น video call เพื่อให้คนไกลได้เห็นลูกหลานของตัวเองเท่านั้น ในกรณีอื่นควรหลีกเลี่ยงโดยเด็ดขาด
ข้อที่ 2 เด็กที่มีอายุตั้งแต่ 18 เดือน ถึง 2 ปี ถ้าหากมีความจำเป็น (จำเป็นมากๆ ไม่ใช่ดูเพื่อเป็นการผ่อนคลายหรือเล่นสำหรับเด็ก) เป็นต้องดูหน้าจอจริงๆ ไฟล์นั้น (วิดีโอนั้น) ต้องมีคุณภาพความละเอียดสูง และมีผู้ใหญ่คอยควบคุมกำกับดูแลตลอดเวลา ระยะเวลาในการดูแต่ละครั้งไม่ควรเกิน 5 นาที ในหนึ่งวันไม่ควรเกิน 1 ครั้ง
ข้อที่ 3 เด็กที่มีอายุ 2-5 ปีถ้าหากจำเป็นจริงๆ ที่ต้องดูหน้าจอ ผู้ใหญ่ควรให้การกำกับดูแลตลอดเวลา และระยะเวลาในการดู คือ ไม่ควรเกิน 1 ชั่วโมงต่อ 1 วัน และรายการหรือ application นั่นควรมีเนื้อหาเหมาะสมกับวัยของเด็ก
ข้อที่ 4 เด็กที่มีอายุ 6 ปีขึ้นไปควรได้รับการจำกัดเวลา ตามตารางกิจกรรมต่อวันที่เหมาะสมของเด็ก (เด็กๆ ควรทำกิจวัตรประจำวันที่สำคัญต่อคุณภาพชีวิตที่ดีของเขาก่อนการมาดูหน้าจอ เช่น การกินข้าว อาบน้ำ แปรงฟัน เก็บที่นอน ทำงานบ้าน ทำการบ้าน หน้าจอ
ก่อนจะมอบหน้าจอให้เพราะกลัวลูกเบื่อ
ขอให้พ่อแม่คิดถึงตัวเลือกอื่นก่อนเสมอ
แนะนำกิจกรรมที่ควรทำแทนการดูหน้าจอ
https://www.facebook.com/photo/?fbid=1001758650616889&set=a.199391690853593
**********
⚠️ ก่อนจะมอบหน้าจอให้กับลูก พ่อแม่และผู้ใหญ่ควรตระหนักอยู่เสมอว่า ลูกเราไม่ได้มีปัญหาเหล่านี้
(1) พัฒนาการที่ล่าช้า เช่น กล้ามเนื้อมัดเล็ก-ใหญ่ทำงานได้ไม่ตรงตามวัย มีปัญหาด้านภาษาและการสื่อสาร การคิดแก้ปัญหาที่ไม่ตรงตามวัย
(2) มีปัญหาด้านอารมณ์และพฤติกรรมรุนแรง เช่น ไม่สามารถจัดการอารมณ์ได้เหมาะสม ทำผิดกฎ 3 ข้ออยู่เสมอ (ทำร้ายตัวเอง ทำร้ายผู้อื่น ทำลายข้าวของ)
(3) มีปัญหาโรคออทิสติก (ASD) โรคสมาธิสั้น (ADHD และ ADD) และโรคติกส์ (Tics) ภาวะความผิดปกติทางระบบประสาทที่ทำให้กล้ามเนื้อในร่างกายกระตุกหรือเปล่งเสียงออกมาโดยไม่ได้ตั้งใจ โดยผู้ป่วยไม่สามารถควบคุมได้ มักพบครั้งแรกในช่วงวัยเด็กอายุ 3-7 ปี
(4) ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ตามวัย หรือ รับผิดชอบงานที่ได้รับมอบหมายได้
(5) ไม่มีใครอยู่ดูแลและคอยให้คำแนะนำกับลูกในการใช้หน้าจอได้
(6) มีปัญหาทางสายตา เช่น สายตาสั้น ตาขี้เกียจ (Amblyopia หรือ Lazy Eye)
หากลูกหรือพ่อแม่ยังประสบปัญหาเหล่านี้ เราควรชะลอเวลาในการมอบหน้าจอให้กับเขาลง เพื่อให้เด็กๆ สามารถพัฒนาและเติมเต็มในส่วนที่เขายังต้องการความช่วยเหลืออยู่
**********
📱 "สิ่งที่ต้องทำก่อนมอบเทคโนโลยีให้ลูก"
คือการกำหนดขอบเขตที่ชัดเจนตั้งแต่แรก
ง่ายกว่าการไปห้ามหรือลดปริมาณลงภายหลัง
"ทำข้อตกลงร่วมกับลูก"
ก่อนจะมอบเทคโนโลยีให้กับลูกที่อยู่ในวัยดูหน้าจอได้แล้ว พ่อแม่และผู้ใหญ่ควรกำหนดข้อตกลงร่วมกับลูกให้ชัดเจน เพราะการมาลดปริมาณและห้ามทีหลังนั้นทำได้ยากมาก
ตัวอย่างข้อตกลงร่วมกัน (อันนี้เป็นตัวอย่างของบ้านที่ลูกอายุ 9 ปี แต่ละบ้านสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามความเหมาะสม)
(1) ลูกต้องดูแลตัวเองได้ เช่น ตื่นนอน กินข้าว อาบน้ำ แปรงฟัน เตรียมตัวไปโรงเรียน ออกกำลังกาย
(2) ลูกต้องดูแลการบ้านหรืองานบ้านที่ได้รับมอบหมายได้
(3) ลูกสามารถดูหน้าจอได้วันละ 30 นาทีในวันจันทร์-พฤหัสบดี หลังทำกิจวัตร การบ้านและงานบ้านเสร็จแล้ว หรือ ในช่วงเวลา 19.00-19.30 ส่วนวันศุกร์เป็นเวลา Movie Time พ่อแม่และลูกจะผลัดกันเลือกหนังมาดูด้วยกัน
(4) ลูกสามารถดูหน้าจอได้ 1ชั่วโมงในวันเสาร์-อาทิตย์ หลังจากทำการบ้านและงานบ้านเสร็จแล้ว หรือ ในช่วงเวลา .........
(5) หากลูกไม่สามารถดูแลตัวเองได้ และไม่สามารถรับผิดชอบการบ้านและงานที่ได้รับมอบหมายได้ พ่อแม่มีความจำเป็นต้องงดหน้าจอลูก จนกว่าลูกจะสามารถรับผิดชอบได้
(6) หากลูกทำผิดกฎ 3 ข้อ ได้แก่ ทำร้ายผู้อื่น ทำร้ายตัวเอง และทำลายข้าวของ พ่อแม่มีความจำเป็นต้องงดหน้าลูกทันที และลูกจะได้คืนเมื่อพ่อแม่เห็นว่า ลูกสามารถทำตามกติกาได้
(7) เวลากินข้าว เวลาก่อนนอน และเวลาที่เราเล่นบอร์ดเกม พ่อแม่และลูกจะงดใช้หน้าจอร่วมกัน
ส่วนเด็กวัยรุ่นไปจนถึงผู้ใหญ่ ให้เราพิจารณาจากตารางชีวิตในแต่ละวัน เราควรสร้างข้อตกลงกับตัวเอง เพื่อให้เรายังมีสมดุลระหว่างชีวิตส่วนตัวและชีวิตครอบครัวได้อยู่
ตัวอย่างกิจกรรมที่ควรทำในตารางเวลาชีวิต เรียงลำดับจากสิ่งที่สำคัญ (สิ่งที่จำเป็น) ที่สุดไปสู่สิ่งที่อยากทำ
-กิจวัตรประจำวัน ได้แก่ กินข้าว นอน อาบน้ำ-แปรงฟัน ออกกำลังกาย
-งานหรือหน้าที่ที่ได้รับมอบ ได้แก่ การเรียน การบ้าน งานที่ทำงาน
-พักผ่อนอิสระ ได้แก่ การใช้โซเชียลเน็ตเวิร์ก เล่นเกม
**********
❤️
ในปัจจุบันเราหลีกเลี่ยงเทคโนโลยีต่างๆ ไม่ได้ แต่เราเลือกที่จะสร้างสายสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งพอที่จะทำให้เทคโนโลยีเหล่านั้นไม่ใช่คนหลักที่ลูกจะนึกถึงและปรึกษา แต่เป็นเราที่ลูกนึกถึง และอยากให้เราเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของเขา
ทั้งนี้พ่อแม่เป็นคนเลือกว่าเราจะสร้างสัมพันธ์กับลูกแบบใดในวัยเยาว์ของเขา สายสัมพันธ์นั้นจะเป็นฐานทางใจของลูกไปตลอดชีวิตของเขา เด็กๆ โตเร็วกว่าที่เราคิด และช่วงเวลาที่สำคัญที่สุด ขอให้เราอยู่ตรงนั้นทั้งตัวและหัวใจ
"สายสัมพันธ์ระหว่างเรากับลูกในวันนี้
กำหนดสายสัมพันธ์ระหว่างเรากับลูกในอนาคต
และสามารถส่งผลไปถึงสายสัมพันธ์ระหว่างลูกกับคนที่เขารักต่อไป
❤️
ด้วยรักจากใจ
เม
เพจตามใจนักจิตวิทยา
อ้างอิง
Piaget, J. (1964). Part I: Cognitive development in children: Piaget development and learning. Journal of research in science teaching, 2(3), 176-186.
AAP.org. (n.d.). Retrieved Sep. 7, 2026, from https://www.aap.org/en-us/Pages/Default.aspx