คลินิกหมอชญาดา อ้อมอุ่นสูตินรีเวช : ฝากครรภ์ อัลตราซาวน์ ลำปาง

คลินิกหมอชญาดา อ้อมอุ่นสูตินรีเวช : ฝากครรภ์ อัลตราซาวน์ ลำปาง อัลตราซาวน์ ฝากครรภ์ ลำปาง มะเร็งรั?

เวลาให้บริการ
จันทร์ - ศุกร์ : 17.00 - 20.00 น.
เสาร์ : 9.00 - 12.00 น.

ติดต่อ โทรศัพท์ 054-310880 (ในเวลาเปิดบริการ)
หรือ inbox ใน page messenger ครับ
วันหยุดแจ้งในเพจครับ ^^

🙂🙂
16/09/2026

🙂🙂

📖 หนังสือแนะนำ “โรงเรียนพ่อแม่“ เล่มเดียวจบ ครบทุกการเลี้ยงลูก”

ในตลาดหนังสือการเลี้ยงลูก หรือที่เรียกกันว่า Parenting มีให้เลือกมากมาย จนบางครั้งพ่อแม่อาจรู้สึกสับสน ไม่รู้จะเริ่มต้นจากเล่มไหนดี

แต่จากประสบการณ์การเลี้ยงลูกตลอด 12 ปีที่ผ่านมา มีหนังสืออยู่เล่มหนึ่งที่รู้สึกว่า “อ่านแล้วอ่านอีก” และทุกครั้งที่อ่าน ก็ยังคงได้อะไรใหม่ ๆ เสมอ หนังสือเล่มนั้นคือ “โรงเรียนพ่อแม่” เขียนโดย นายแพทย์ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์

หนังสือเล่มนี้ไม่ได้เป็นเพียงคู่มือที่บอกว่าควรเลี้ยงลูกอย่างไร แต่เป็นเหมือน “ห้องเรียนชีวิต” ที่ค่อย ๆ พาพ่อแม่ทำความเข้าใจลูกอย่างเป็นธรรมชาติ เนื้อหาครอบคลุมตั้งแต่พื้นฐานของพัฒนาการเด็ก วิธีคิด วิธีมองโลกของลูก ไปจนถึงวิธีสื่อสารและการรับมือกับสถานการณ์ต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน โดยใช้ภาษาที่เรียบง่าย เข้าใจง่าย และนำไปใช้ได้จริง

เนื้อหาทั้งเล่มพาผู้อ่านค่อย ๆ ทำความเข้าใจ “การเติบโตของเด็ก” อย่างเป็นลำดับ ตั้งแต่ช่วงแรกของชีวิตไปจนถึงวัยรุ่น แต่ละช่วงมีจุดเน้นของตัวเอง และเชื่อมโยงกันอย่างต่อเนื่อง ทำให้มองเห็นภาพรวมของพัฒนาการเด็กได้อย่างชัดเจนทีละขั้น

ในช่วงต้น หนังสือวางพื้นฐานสำคัญเกี่ยวกับพัฒนาการเด็ก ทั้งแนวคิดเรื่องการเติบโตเป็นลำดับขั้น ช่วงเวลาสำคัญของชีวิต และหน้าที่ของเด็กในแต่ละวัย ซึ่งกลายเป็นแกนหลักที่ถูกใช้ตลอดทั้งเล่ม เพื่ออธิบายว่าเหตุใดเด็กในแต่ละช่วงวัยจึงมีพฤติกรรม และความต้องการที่แตกต่างกัน

เช่น ในวัยทารก เน้นเรื่องความไว้วางใจ การตอบสนองของพ่อแม่ และการสร้างพื้นฐานทางอารมณ์ ผ่านความสัมพันธ์ระหว่างแม่กับลูก รวมถึงการพัฒนาของสมองและการรับรู้ในช่วงปีแรก ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อพัฒนาการในระยะยาว

เมื่อเข้าสู่วัย 2–3 ปี หนังสืออธิบายถึงการเริ่มต้นของความเป็นตัวของตัวเอง การทดลอง และการเรียนรู้ผ่านร่างกายของเด็ก พร้อมทั้งกล่าวถึงบทบาทของพ่อแม่ในการตั้งขอบเขตและกติกาอย่างเหมาะสม เพื่อให้เด็กได้เรียนรู้อย่างอิสระ โดยไม่ถูกจำกัดหรือควบคุมมากเกินไป

ต่อมาในช่วงวัย 4–7 ปี เนื้อหาจะเน้นเรื่อง “การเล่น” ในรูปแบบต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการเล่นทราย การวาดภาพ หรือการใช้มือทำกิจกรรม ซึ่งล้วนมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาความคิด การวางแผน และความคิดสร้างสรรค์ของเด็ก โดยการเล่นไม่ใช่เพียงกิจกรรมยามว่าง แต่เป็นกระบวนการเรียนรู้ที่มีความหมาย

เมื่อเข้าสู่วัยประถม หนังสือกล่าวถึงการสร้างความรับผิดชอบ การเรียนรู้ และการพัฒนาความสามารถในด้านต่าง ๆ รวมถึงการฝึกวินัยและการทำงานร่วมกับผู้อื่น ซึ่งเป็นช่วงที่เด็กเริ่มสร้างความภูมิใจในตัวเองจากสิ่งที่ทำได้

และในช่วงวัยรุ่น เนื้อหาจะพูดถึงการค้นหาตัวตน การเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ และบทบาทของพ่อแม่ในการคอยสนับสนุนและเข้าใจลูก ในช่วงเวลาที่มีความซับซ้อนมากขึ้น

ตลอดทั้งเล่ม หนังสือย้ำให้เห็นถึงความสำคัญของช่วงเวลาในชีวิตเด็ก โดยเฉพาะช่วงปีแรก ๆ ที่เป็นรากฐานของทุกสิ่งที่ตามมา รวมถึงบทบาทของพ่อแม่ในการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเติบโต ทั้งทางร่างกาย อารมณ์ และความคิด

ท้ายที่สุด หนังสือเล่มนี้ไม่ได้เพียงบอกวิธีเลี้ยงลูก แต่ทำให้ผู้อ่านเข้าใจว่า “เด็กแต่ละวัยต้องการอะไร” และ “พ่อแม่ควรอยู่ตรงไหน” ในแต่ละช่วงเวลา ซึ่งหนังสือได้เรียบเรียงความรู้ทั้งหมดให้เชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ จนกลายเป็นภาพรวมของการเลี้ยงลูกที่ชัดเจนในเล่มเดียว
♥️
แม่ดวงค่ะ

#โรงเรียนพ่อแม่

เมื่อวานมีคนไข้มาตรวจแล้วบอกว่าโต๊ะที่คลินิกไม่แข็งแรง แนะนำให้ใช้โต้ะกลมแบบนี้แทนขาหยั่ง  เวลาหมอตรวจจะได้มั่นใจไม่ทราบ...
10/09/2026

เมื่อวานมีคนไข้มาตรวจแล้วบอกว่าโต๊ะที่คลินิกไม่แข็งแรง แนะนำให้ใช้โต้ะกลมแบบนี้แทนขาหยั่ง เวลาหมอตรวจจะได้มั่นใจ
ไม่ทราบว่าจะหาซื้อได้ที่ไหนคะ🥹

#ดูแข็งแรงดีนะ #โต๊ะใหม่ใกล้ฉัน
#คลินิกหมอชญาดา #โต๊ะในลำปาง

❤️❤️
07/09/2026

❤️❤️

"สายสัมพันธ์วันนี้ กำหนดสายสัมพันธ์ในอนาคต
ไม่มีเทคโนโลยีใดแทนที่พ่อแม่ของลูกได้"
พ่อแม่โปรดจดจำไว้ว่า..."ลูกเป็นเด็กได้เพียงครั้งเดียว"
และช่วงวัย 0-7 ปีเป็นช่วงเวลาทองในการพัฒนาและเติบโตทั้งร่ายกาย-จิตใจ-สายสัมพันธ์ที่แข็งแรงที่สุด
⦿ ช่วงเวลา 5 ขวบปีแรกเป็นช่วงเวลาที่สำคัญต่อการพัฒนาหลายๆ ด้านในชีวิตของเด็กคนหนึ่ง การพัฒนาเริ่มตั้งแต่วินาทีที่ลูกอยู่ในท้องของแม่และพัฒนาต่อเนื่องอย่างรวดเร็วในช่วงระยะเวลาสั้นๆ นี้
⦿ ลูกสามารถได้ยินเสียงเราจากในท้องตั้งแต่อายุครรภ์ของแม่ประมาณ 16 ถึง 22 สัปดาห์ (หรือราวเดือนที่ 4-5)
⦿ ช่วง 5 ขวบปีแรกของชีวิตมนุษย์มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เพราะช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาที่สมองของมนุษย์พัฒนาได้อย่างรวดเร็วและดีที่สุด
"สมองของเด็กทารกพัฒนาและเติบโตอย่างรวดเร็ว"
🧠 สมองของเด็ก 1 ขวบ มีขนาดใหญ่เป็นสองเท่าของสมองของเด็กแรกเกิด
🧠สมองของเด็ก 5 ขวบมีขนาดใหญ่เกือบ 90% ของขนาดสมองผู้ใหญ่
เพราะสมองของเด็กช่วง 5 ขวบปีแรกสามารถพัฒนาได้เร็วที่สุดเมื่อเทียบกับช่วงเวลาอื่นๆ ในชีวิตของมนุษย์
🧠 สมองสามารถสร้างการเชื่อมโยงของเซลล์ประสาทเป็นจำนวนมากในทุกวินาที
🧠 สมองของเด็กจะพัฒนาได้ดีที่สุด เมื่อพ่อแม่หรือคนรอบตัวสร้างสายสัมพันธ์ที่ดีกับเด็กผ่านการตอบสนอง ให้นม อุ้ม กอด อ่านนิทาน ร้องเพลงกล่อม คุยเล่น มองหน้า สบตา ยิ้มให้ และอื่นๆ ซึ่งพ่อแม่ควรมอบให้ลูกอย่างเร็วที่สุดและบ่อยที่สุดเท่าที่จะทำได้
🧠 สมองส่วนหน้า (Frontal Lobe) ทำหน้าที่หลักในการควบคุมการคิด การตัดสินใจ ความจำ ภาษา และการเคลื่อนไหวของร่างกาย ยังพัฒนาไม่สมบูรณ์จนกว่าเด็กๆ จะอายุ 7 ปี ทำให้เด็กเล็กใช้อารมณ์นำเหตุผล
แต่ทั้งนี้จำเป็นต้องสอนเขาใช้ความคิดเพื่อกระตุ้นให้สมองส่วนหน้าพัฒนาให้มากที่สุด เพื่อรอการเบ่งบานและใช้งานได้ดีขึ้นในวัย 7 ปี ซึ่งการพัฒนาสมองส่วนนี้ต้องเน้นกิจกรรมที่ใช้การควบคุมร่างกาย-จิตใจ ยับยั่ง หยุดเมื่อต้องหยุด เพื่ออดทน และประเมินตัวเองให้เป็น
เช่น
-พูดคุยบอกความต้องการ ปฏิเสธ ต่อรอง
-ฟังนิทาน อ่านหนังสือ
-ทำงานบ้าน ช่วยงานที่ทำได้
-วิ่งเล่น ปีนป่าย จนเหงื่อชุ่มฉ่ำ
ด้วยเหตุนี้สมองของเด็กวัย 0-7 ปีจึงเป็นช่วงกำลังสร้างและฟอร์มตัว ทำให้การแทรกแซงของเทคโนโลยีมีผลกับสมองมากกว่าวัยอื่น ช่วงเวลาทองนี้ หากผ่านแล้ว ผ่านเลย ย้อนกลับมาสร้างไม่ได้ และถ้าพังแล้วอาจจะต้องซ่อมกันยาวนาน
**********
ยิ่งกว่าสมองของลูก คือรากฐานทางจิตใจ
พ่อแม่คือผู้ที่สร้างฐานทางใจที่สำคัญในชีวิตของลูก
ฐานทางใจสร้างจากสายสัมพันธ์ที่แข็งแรงมั่นคง
❤️ จุดเริ่มต้นของสายสัมพันธ์ตลอดชีวิตเริ่มต้นที่บ้าน
ซึ่งวัยเยาว์ของลูกคือโอกาสทองในการสร้างสัมพันธ์ที่ดีที่สุด
ช่วงเวลาที่พ่อแม่อยู่กับลูกเล็ก ขอให้เราอยู่ตรงนั้นจริงๆ
ทั้ง "หัวใจ" และ "สายตา"
ดังนั้นขอให้ผู้ใหญ่
"วางหน้าจอลง"
"สบตาลูก"
"ยิ้มให้และหัวเราะไปกับเขา"
"เพื่ออยู่กับเขา" อย่างแท้จริง
❤️ ทุกครั้งที่พ่อแม่เล่นกับลูก คุยกับลูก ทำให้เขาหัวเราะ
ไม่ได้สร้างแค่เพียง "ความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่ง" และ "สุขภาพจิตที่ดี"
แต่สิ่งเหล่านี้ได้สอนทักษะชีวิตพื้นฐานให้กับลูกด้วย
ไม่ว่าจะเป็น
"การปฏิสัมพันธ์กับเพื่อน"
"การจัดการอารมณ์"
"การทำข้อสอบในวัยเรียน"
"การทำงานในวัยผู้ใหญ่"
และสักวันหนึ่ง "การมีครอบครัวเป็นของตัวเอง"
❤️ "ยิ่งสร้างความสัมพันธ์กับลูก
ยิ่งเร็ว ยิ่งดี
ยิ่งสม่ำเสมอ ยิ่งยั่งยืน"
เพราะลูกจะรับรู้ได้ว่าพ่อแม่มีอยู่จริง
และจะเป็นเช่นนั้นไปตลอดชีวิตแม้จะเป็นวัยรุ่นที่จากกันไกล
ลูกยังรับรู้ได้ถึงสายสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่กับตัวเขาได้
เพราะสายสัมพันธ์ที่ดีจะนำพาใจของลูกที่โตแล้ว
กลับบ้านมาหาพ่อแม่เสมอ
**********

3 วิธีที่พ่อแม่ควรทำโดยปราศจากหน้าจอ
เพื่อพัฒนาทักษะการสื่อสารและสร้างสายสัมพันธ์กับลูก

🙈 (1) เล่นกับลูกวัยทารก-เตาะแตะ
โดยใช้ร่างกายและเสียงของเรา
เช่น
-การเล่นเกมจ๊ะเอ๋ (Peek-a-boo)
-การอุ้มกอด
-การเล่นเกมตบแปะ
-การให้ลูกปีนป่ายไปบนตัวเรา
-การเล่นเครื่องบิน (เราเป็นเครื่องบินพาลูกบินสูง)
-การเล่นเกมแมงมุม-ปูไต่
และอื่นๆ
🖐🏻 การเล่นรูปแบบนี้ช่วยส่งเสริมการปฏิสัมพันธ์ขั้นสูงทางร่างกายและอารมณ์ ลูกสามารถรับรู้สีหน้า ท่าทางซึ่งเป็นภาษากายของพ่อแม่ได้อย่างเต็มที่ ส่งผลให้ลูกพัฒนาการรับรู้ทางอารมณ์ และการเข้าใจผู้อื่น ซึ่งเป็นพัฒนาการที่สำคัญในการสื่อสารเพื่อเข้าสังคมในอนาคต และสำรับพ่อแม่ ตัวเราได้รับรู้อารมณ์ของลูก ซึ่งช่วยสร้างความรู้สึกร่วมกัน เกิดเป็นความทรงจำที่มีคุณค่าต่อเราและลูก
♫ นอกจากการเล่นโดยใช้ร่างกาย การเล่นในรูปแบบเสียง
ในที่นี้หมายรวมถึงการร้องเพลง การอ่านนิทานให้ลูกฟัง
เด็กทารกรับรู้และจดจำเสียงของพ่อแม่ตั้งแต่พวกเขายังอยู่ในครรภ์
เสียงเป็นสิ่งที่ช่วยสร้างความทรงจำเกิดเป็นความผูกพัน
แม้ว่าในอนาคตลูกจะจำได้เลือนลาง
แต่เสียงเป็นความทรงจำที่ทรงพลัง
และย้ำเตือนช่วงเวลาที่แสนสุขได้ดีที่สุด
ผู้ใหญ่บางคนเมื่อได้ฟังเพลงที่เคยได้ฟังครั้งเป็นเด็ก
ก็สามารถจดจำถึงความรู้สึกที่เกิดขึ้นในวัยนั้นของเราได้
ดังนั้นยิ่งเราเป็นเจ้าของเสียง
เล่านิทานให้ลูกฟัง
ร้องเพลงกล่อมลูกนอน
ลูกจะจดจำเสียงของเราได้อย่างแม่นยำ
ทำให้เขามีความทรงจำที่แสนอบอุ่นให้นึกถึงเมื่อเติบโตไป
***
📚(2) ทำกิจกรรมที่มีจุดสนใจร่วมกัน
เช่น
-การอ่านหนังสือนิทานด้วยกัน
-ไปเดินเล่นในสวนด้วยกัน
-ดูแลสัตว์เลี้ยงด้วยกัน
การที่พ่อแม่ทำกิจกรรมที่มีจุดสนใจร่วมกับลูกช่วยให้เราแบ่งปันประสบการณ์และความทรงจำร่วมกัน ทุกครั้งที่นึกถึงช่วงเวลานั้น เราจะนึกถึงกันและกันด้วย
นอกจากนี้ในด้านการสื่อสาร เมื่อเราทำกิจกรรมร่วมกับลูก เรามีความสนใจเดียวกัน ทำให้สื่อสารเรื่องเดียวกัน
ลูกได้พัฒนาการคงความสนใจระยะยาวขึ้นส่งผลให้เขามีสมาธิที่ดี
เมื่อเติบโตไปสู่วัยถัดไป เขาจะสามารถคงความสนใจกับสิ่งที่สำคัญตรงหน้าร่วมกับผู้อื่นได้ เช่น เมื่อลูกไปโรงเรียน เขาสามารถสนใจสิ่งต่างๆ ร่วมกับเพื่อนและคุณครู ทำให้เขาไม่พลาดที่จะฟังและเรียนรู้สิ่งสำคัญ
สำหรับทักษะทางสังคมเด็กที่มีความสนใจร่วมกับผู้อื่น
และแบ่งปันความสนใจของเขาให้กับผู้อื่นได้
จะสามารถเข้าใจความต้องการของตัวเองและผู้อื่นได้ชัดเจน ซึ่งความสามารถนี้จะพัฒนาไปสู่การมีความเห็นอกเห็นใจ
***
👂🏻(3) รับฟังและตอบสนอง
การสื่อสารเริ่มต้นจากการรับฟังเพื่อรับรู้ ซึ่งนำไปสู่การตอบสนอง เมื่อพ่อแม่ให้ความสนใจกับลูก โดยไม่มีหน้าจอมาขวางกั้น เราสามารถรับรู้ถึงความรู้สึกลูกได้ชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะเมื่อเราได้มองเข้าไปในตาของลูกชัดๆ ความเข้าใจนำไปสู่การตอบสนองที่เหมาะสม

เด็กที่ได้รับการรับฟังและการตอบสนองอยู่เสมอ เขาจะได้รับความสนใจอย่างเพียงพอและรับรู้ว่าตัวเองเป็นที่รักของพ่อแม่ ซึ่งทำให้เขาได้รับการเติมเต็มทางใจขั้นพื้นฐานในชีวิต นั่นคือการได้รับความรักและรับรู้ว่าตัวเองมีคุณค่าสำหรับใครสักคน

เมื่อก้าวออกไปสู่สังคม เด็กจะสามารถเรียนรู้ที่เปิดรับสิ่งใหม่ และผู้คน เขาได้เรียนรู้การเป็นผู้ฟังที่ดีจากพ่อแม่ และเรียนรู้ที่จะตอบสนองอย่างเหมาะสมจากประสบการณ์ที่เขาได้รับตลอดมา
**********
ในทางกลับกัน "เด็กที่ได้รับการเลี้ยงดูด้วยหน้าจอเพียงลำพัง" เขาจะพลาดโอกาสเหล่านี้ไป
💔 (1) "โอกาสที่จะได้ปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น"
ขาดการสื่อสารและความเข้าใจด้านอารมณ์
เมื่อไม่ได้ปฏิสัมพันธ์กับพ่อแม่ เพราะมีหน้าจอมาขวางกั้น
เด็กจะไม่ได้เรียนรู้สีหน้า ท่าทาง อารมณ์ และการตอบสนองในชีวิตจริง
ส่งผลให้เมื่อเข้าสู่สังคม เขาจะไม่แน่ใจว่าควรทำตัวและตอบสนองอย่างไรดี
ยิ่งไปกว่านั้นการที่ไม่ได้รับการรับฟังและการพูดโต้ตอบในวัยก่อน 3 ขวบ เด็กอาจจะไม่สามารถพัฒนาการสื่อสารได้อย่างเต็มที่
ส่งผลให้เขามีพัฒนาการทางภาษาที่ล่าช้ากว่าวัย
เช่น เด็กควรพูดเป็นประโยคได้ แต่กลับพูดเป็นคำๆ
และบางคนอาจจะใช้ภาษาจากในสื่อ ภาษาการ์ตูน หรือ ภาษาต่างดาว
มาใช้พูดคุย ทำให้ไม่มีใครเข้าใจเขา และตัวเขาเองก็ไม่สามารถสื่อสารบอกความต้องการได้อย่างเต็มที่
เด็กที่สื่อสารได้ไม่ดี มักจะมีปัญหาทางอารมณ์ผนวกมาด้วย เนื่องจากตนเองไม่สามารถสื่อสารให้คนอื่นเข้าใจได้ หรือ ตัวเองก็ไม่เข้าใจความต้องการของผู้อื่นเช่นกัน การสื่อสารที่ไม่ดีทำให้เด็กแก้ปัญหาได้ไม่ดี
***
💔 (2) "โอกาสที่จะได้เป็นเด็กและพัฒนาตามวัย"
เด็กที่เติบโตมากับหน้าจอ มักจะขาดโอกาสให้การเล่นเคลื่อนไหว
และ การช่วยเหลือตัวเองตามวัย ส่งผลให้กล้ามเนื้อมัดใหญ่-มัดเล็กไม่พัฒนาไปตามวัย หรือ ใช้งานได้ แต่ไม่ทนทานพอจะใช้งานต่อเนื่อง เช่น
-แทนที่จะได้ฝึกหยิบจับอุปกรณ์กินข้าวเอง ก็มีคนป้อนให้ ขณะที่ตัวเองก็ดูหน้าจอไป ส่งผลให้เมื่อถึงวัยที่ต้องหยิบจับอุปกรณ์ด้วยท่าจับ 3 นิ้ว "finger tripod" หรือ Tripod Grip) ซึ่งใช้ในการจับดินสอบขีดเขียน การเล่นดนตรี การหยิบจับของด้วยปลายนิ้วจะทำไม่ได้ดี ทำให้เด็กๆ ไม่อยากทำกิจกรรมเหล่านั้น
-แทนที่เขาจะได้วิ่งเล่น ขี่จักรยาน ปีนป่าย เขากลับอยู่แต่ในบ้าน และดูหน้าจอแทนการไปเล่น ส่งผลให้แกนกลางลำตัวไม่แข็งแรง เมื่อต้องนั่งทรงท่านานๆ เช่น นั่งเรียนหนังสือ นั่งรอ เล่นกีฬา เล่นดนตรี เด็กๆ อาจจะเมื่อยล้าง่ายๆ ส่งผลให้เสียสมาธิจากความเมื่อยล้านั้น
เมื่อเด็กไม่ได้เล่น เขาไม่ได้มีวัยเด็กที่ควรจะเป็น
การเล่นเป็นพัฒนาการขั้นหนึ่งที่จะนำไปสู่การเข้าสังคม
การเล่นทำให้เด็กเรียนรู้การคิด การสื่อสาร การรอคอย การแก้ปัญหา และการจัดการอารมณ์
เด็กที่ไม่ได้เล่นจึงไม่รู้ว่าต้องสร้างความสนุกด้วยตัวเองอย่างไรดี เด็กที่เล่นไม่เป็นมักจะอดทนกับความเบื่อไม่ได้ส่งผลให้รอคอยไม่ได้ หรือ เมื่อเขาจะต้องเข้าไปสื่อสารกับคนอื่นก่อน เขาไม่รู้ต้องเริ่มอย่างไร ทำให้เมื่อเข้าสู่วัยเข้าสังคม-โรงเรียนมักจะมีปัญหาตามมา
"แม้เทคโนโลยีไม่ได้ส่งผลโดยตรง แต่กลับส่งผลทางอ้อมให้เด็กขาดโอกาสในการพัฒนาเรื่องที่จำเป็นในวัยที่ต้องใช้ร่างายและความคิดริเริ่ม"
***
💔 (3) "โอกาสที่จะได้เรียนรู้ สมาธิและความจำที่หายไป"
หากอ้างอิงตามทฤษฎีทางสติปัญญา (Cognitive Developmental Theory) ของ Jean Piaget (นักจิตวิทยา) ได้แบ่งขั้นพัฒนาการทางสติปัญญาออกเป็น 4 ขั้น
ในเด็กวัย 0-2 ปี อยู่ในขั้นแรกที่เรียกว่า "ขั้นใช้ประสาทสัมผัสและกล้ามเนื้อ (The Sensorimotor Stage)" ในขั้นนี้ เด็กเรียนรู้โลกผ่านการเคลื่อนไหวร่างกายอย่างง่าย ได้แก่ ดูด จับ ดู และมอง ผนวกกับการใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้า ได้แก่ การมองเห็น การได้ยิน การได้กลิ่น การรับรส และการสัมผัสทางกาย
ดังนั้น หากเราได้พาเด็กๆ ออกไปเรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริง นั้นย่อมเป็นผลดีกับเขามากกว่าการเรียนรู้ผ่านสื่อการสอนหรือผ่านหน้าจอ
การให้เด็กวัยนี้นั่งนิ่งๆ ผ่านการดูหน้าจอ อาจจะส่งผลต่อให้เด็กมีพัฒนาการที่ล่าช้ากว่าปกติ เพราะแม้หน้าจอจะทำให้เด็กนิ่งได้ แต่อย่าลืมว่าภาพที่ปรากฎบนหน้าจอต่อเวลาหนึ่งวินาทีนั้นมีจำนวนหลายภาพเปลี่ยนไปเรื่อยๆ อย่างรวดเร็ว ไม่ใช่ภาพนิ่งอย่างที่เราเข้าใจ ดังนั้นการดูหน้าจอระยะเวลานานส่งผลต่อสมาธิของเด็กได้โดยตรง
เด็กที่สมาธิใช้งานไม่ได้ ส่งผลให้การฟังและความจำใช้งานมีจำกัด ส่งผลต่อการเรียนรู้เรื่องใหม่ๆ โดยตรง เพราะการเรียนรู้สิ่งใหม่ เด็กต้องอาศัยการฟัง การดู และจดจำสิ่งนั้น เพื่อนำไปใช้งาน จากนั้นฝึกฝนซ้ำๆ จนกลายเป็นทักษะ แต่ปัจจุบัน เด็กแทบไม่ได้ใช้ความจำใดๆ เพราะเพียงแค่ถามจาก AI ก็ตอบเขาทันที เด็กๆ แทบไม่ได้ใช้ความพยายามในการคิดด้วยตัวเองก่อนเลย
ผู้ใหญ่เองก็เช่นกัน ความจำใช้งานเราหายไปมากตั้งแต่มีเทคโนโลยีเข้ามาแทนที่ สังเกตได้ว่าเราจำเบอร์โทรศัพท์ของกันและกันไม่ได้แล้ว คิดเลขในใจก็ช้าลง และลืมอะไรง่ายขึ้น
**********
📵🤔❓
คำถาม "เทคโนโลยีหรือหน้าจอควรถูกกำจัดออกไปไหม"
คำตอบ "ไม่จำเป็นต้องกำจัดหน้าจอ แต่ให้เมื่อเหมาะสมกับวัย และเมื่อให้แล้วต้องสร้างความสมดุลในชีวิต"
"คำแนะนำในการใช้เทคโนโลยี"
ถ้าหากเด็กปฐมวัยมีความจำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีเหล่านี้จริงๆ (ดูหน้าจอ) อ้างอิงจาก The American Academy of Pediatrics (AAP) แนะนำไว้ ดังนี้
ข้อที่ 1 เด็กที่มีอายุต่ำกว่า 18 เดือนไม่ควรดูหน้าจอใดๆ เลย มากที่สุดที่เด็กวัยนี้สามารถเข้าถึงหน้าจอ คือ อาจจะแค่เป็น video call เพื่อให้คนไกลได้เห็นลูกหลานของตัวเองเท่านั้น ในกรณีอื่นควรหลีกเลี่ยงโดยเด็ดขาด
ข้อที่ 2 เด็กที่มีอายุตั้งแต่ 18 เดือน ถึง 2 ปี ถ้าหากมีความจำเป็น (จำเป็นมากๆ ไม่ใช่ดูเพื่อเป็นการผ่อนคลายหรือเล่นสำหรับเด็ก) เป็นต้องดูหน้าจอจริงๆ ไฟล์นั้น (วิดีโอนั้น) ต้องมีคุณภาพความละเอียดสูง และมีผู้ใหญ่คอยควบคุมกำกับดูแลตลอดเวลา ระยะเวลาในการดูแต่ละครั้งไม่ควรเกิน 5 นาที ในหนึ่งวันไม่ควรเกิน 1 ครั้ง
ข้อที่ 3 เด็กที่มีอายุ 2-5 ปีถ้าหากจำเป็นจริงๆ ที่ต้องดูหน้าจอ ผู้ใหญ่ควรให้การกำกับดูแลตลอดเวลา และระยะเวลาในการดู คือ ไม่ควรเกิน 1 ชั่วโมงต่อ 1 วัน และรายการหรือ application นั่นควรมีเนื้อหาเหมาะสมกับวัยของเด็ก
ข้อที่ 4 เด็กที่มีอายุ 6 ปีขึ้นไปควรได้รับการจำกัดเวลา ตามตารางกิจกรรมต่อวันที่เหมาะสมของเด็ก (เด็กๆ ควรทำกิจวัตรประจำวันที่สำคัญต่อคุณภาพชีวิตที่ดีของเขาก่อนการมาดูหน้าจอ เช่น การกินข้าว อาบน้ำ แปรงฟัน เก็บที่นอน ทำงานบ้าน ทำการบ้าน หน้าจอ
ก่อนจะมอบหน้าจอให้เพราะกลัวลูกเบื่อ
ขอให้พ่อแม่คิดถึงตัวเลือกอื่นก่อนเสมอ
แนะนำกิจกรรมที่ควรทำแทนการดูหน้าจอ
https://www.facebook.com/photo/?fbid=1001758650616889&set=a.199391690853593
**********
⚠️ ก่อนจะมอบหน้าจอให้กับลูก พ่อแม่และผู้ใหญ่ควรตระหนักอยู่เสมอว่า ลูกเราไม่ได้มีปัญหาเหล่านี้
(1) พัฒนาการที่ล่าช้า เช่น กล้ามเนื้อมัดเล็ก-ใหญ่ทำงานได้ไม่ตรงตามวัย มีปัญหาด้านภาษาและการสื่อสาร การคิดแก้ปัญหาที่ไม่ตรงตามวัย
(2) มีปัญหาด้านอารมณ์และพฤติกรรมรุนแรง เช่น ไม่สามารถจัดการอารมณ์ได้เหมาะสม ทำผิดกฎ 3 ข้ออยู่เสมอ (ทำร้ายตัวเอง ทำร้ายผู้อื่น ทำลายข้าวของ)
(3) มีปัญหาโรคออทิสติก (ASD) โรคสมาธิสั้น (ADHD และ ADD) และโรคติกส์ (Tics) ภาวะความผิดปกติทางระบบประสาทที่ทำให้กล้ามเนื้อในร่างกายกระตุกหรือเปล่งเสียงออกมาโดยไม่ได้ตั้งใจ โดยผู้ป่วยไม่สามารถควบคุมได้ มักพบครั้งแรกในช่วงวัยเด็กอายุ 3-7 ปี
(4) ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ตามวัย หรือ รับผิดชอบงานที่ได้รับมอบหมายได้
(5) ไม่มีใครอยู่ดูแลและคอยให้คำแนะนำกับลูกในการใช้หน้าจอได้
(6) มีปัญหาทางสายตา เช่น สายตาสั้น ตาขี้เกียจ (Amblyopia หรือ Lazy Eye)
หากลูกหรือพ่อแม่ยังประสบปัญหาเหล่านี้ เราควรชะลอเวลาในการมอบหน้าจอให้กับเขาลง เพื่อให้เด็กๆ สามารถพัฒนาและเติมเต็มในส่วนที่เขายังต้องการความช่วยเหลืออยู่
**********
📱 "สิ่งที่ต้องทำก่อนมอบเทคโนโลยีให้ลูก"
คือการกำหนดขอบเขตที่ชัดเจนตั้งแต่แรก
ง่ายกว่าการไปห้ามหรือลดปริมาณลงภายหลัง
"ทำข้อตกลงร่วมกับลูก"
ก่อนจะมอบเทคโนโลยีให้กับลูกที่อยู่ในวัยดูหน้าจอได้แล้ว พ่อแม่และผู้ใหญ่ควรกำหนดข้อตกลงร่วมกับลูกให้ชัดเจน เพราะการมาลดปริมาณและห้ามทีหลังนั้นทำได้ยากมาก
ตัวอย่างข้อตกลงร่วมกัน (อันนี้เป็นตัวอย่างของบ้านที่ลูกอายุ 9 ปี แต่ละบ้านสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามความเหมาะสม)
(1) ลูกต้องดูแลตัวเองได้ เช่น ตื่นนอน กินข้าว อาบน้ำ แปรงฟัน เตรียมตัวไปโรงเรียน ออกกำลังกาย
(2) ลูกต้องดูแลการบ้านหรืองานบ้านที่ได้รับมอบหมายได้
(3) ลูกสามารถดูหน้าจอได้วันละ 30 นาทีในวันจันทร์-พฤหัสบดี หลังทำกิจวัตร การบ้านและงานบ้านเสร็จแล้ว หรือ ในช่วงเวลา 19.00-19.30 ส่วนวันศุกร์เป็นเวลา Movie Time พ่อแม่และลูกจะผลัดกันเลือกหนังมาดูด้วยกัน
(4) ลูกสามารถดูหน้าจอได้ 1ชั่วโมงในวันเสาร์-อาทิตย์ หลังจากทำการบ้านและงานบ้านเสร็จแล้ว หรือ ในช่วงเวลา .........
(5) หากลูกไม่สามารถดูแลตัวเองได้ และไม่สามารถรับผิดชอบการบ้านและงานที่ได้รับมอบหมายได้ พ่อแม่มีความจำเป็นต้องงดหน้าจอลูก จนกว่าลูกจะสามารถรับผิดชอบได้
(6) หากลูกทำผิดกฎ 3 ข้อ ได้แก่ ทำร้ายผู้อื่น ทำร้ายตัวเอง และทำลายข้าวของ พ่อแม่มีความจำเป็นต้องงดหน้าลูกทันที และลูกจะได้คืนเมื่อพ่อแม่เห็นว่า ลูกสามารถทำตามกติกาได้
(7) เวลากินข้าว เวลาก่อนนอน และเวลาที่เราเล่นบอร์ดเกม พ่อแม่และลูกจะงดใช้หน้าจอร่วมกัน
ส่วนเด็กวัยรุ่นไปจนถึงผู้ใหญ่ ให้เราพิจารณาจากตารางชีวิตในแต่ละวัน เราควรสร้างข้อตกลงกับตัวเอง เพื่อให้เรายังมีสมดุลระหว่างชีวิตส่วนตัวและชีวิตครอบครัวได้อยู่
ตัวอย่างกิจกรรมที่ควรทำในตารางเวลาชีวิต เรียงลำดับจากสิ่งที่สำคัญ (สิ่งที่จำเป็น) ที่สุดไปสู่สิ่งที่อยากทำ
-กิจวัตรประจำวัน ได้แก่ กินข้าว นอน อาบน้ำ-แปรงฟัน ออกกำลังกาย
-งานหรือหน้าที่ที่ได้รับมอบ ได้แก่ การเรียน การบ้าน งานที่ทำงาน
-พักผ่อนอิสระ ได้แก่ การใช้โซเชียลเน็ตเวิร์ก เล่นเกม
**********
❤️
ในปัจจุบันเราหลีกเลี่ยงเทคโนโลยีต่างๆ ไม่ได้ แต่เราเลือกที่จะสร้างสายสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งพอที่จะทำให้เทคโนโลยีเหล่านั้นไม่ใช่คนหลักที่ลูกจะนึกถึงและปรึกษา แต่เป็นเราที่ลูกนึกถึง และอยากให้เราเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของเขา
ทั้งนี้พ่อแม่เป็นคนเลือกว่าเราจะสร้างสัมพันธ์กับลูกแบบใดในวัยเยาว์ของเขา สายสัมพันธ์นั้นจะเป็นฐานทางใจของลูกไปตลอดชีวิตของเขา เด็กๆ โตเร็วกว่าที่เราคิด และช่วงเวลาที่สำคัญที่สุด ขอให้เราอยู่ตรงนั้นทั้งตัวและหัวใจ
"สายสัมพันธ์ระหว่างเรากับลูกในวันนี้
กำหนดสายสัมพันธ์ระหว่างเรากับลูกในอนาคต
และสามารถส่งผลไปถึงสายสัมพันธ์ระหว่างลูกกับคนที่เขารักต่อไป
❤️
ด้วยรักจากใจ
เม
เพจตามใจนักจิตวิทยา
อ้างอิง
Piaget, J. (1964). Part I: Cognitive development in children: Piaget development and learning. Journal of research in science teaching, 2(3), 176-186.
AAP.org. (n.d.). Retrieved Sep. 7, 2026, from https://www.aap.org/en-us/Pages/Default.aspx

✨️✨️✨️
03/09/2026

✨️✨️✨️

คู่มือการทำความสะอาดจุ๋มจิ๋ม

ทำความสะอาดอย่างไรให้ปลอดภัย ไม่ติดเชื้อสำหรับเด็กผู้หญิง

เด็กหญิงต่างจากเด็กชาย ในบทความนี้มากล่าวถึงการทำความสะอาดกีเด็กกันฮะ (เรียกตามยุคสมัย สมัยก่อนอาจเรียก "จิ๋ม" หรือ จุ๋มจิ๋ม หรือ โบ๊ะ สรุปยังสงสัยว่าหยาบคายไหมนะนี่ คำนี้)

มือใหม่หลายบ้านพอได้ลูกสาว มักเกร็งมากเวลาล้างก้น เพราะชิ้นส่วนละเมียดละไมเหลือเกิน กลัวทำลูกเจ็บ หรือกลัวล้างไม่สะอาดจนหมักหมม มาดูหลักการทางกายภาพและเทคนิคทางการแพทย์ที่ถูกต้องกัน

กฎเหล็กข้อที่ 1: "เช็ดจากหน้าไปหลัง" (บนลงล่าง) เท่านั้น!

นี่คือหัวใจสำคัญที่สุดของการดูแลเด็กหญิงครับ! เพราะโครงสร้างทางกายภาพของเด็กผู้หญิง รูเปิดท่อปัสสาวะ ช่องคลอด และรูก้นอยู่ใกล้กันมาก

ถ้าเช็ดสวนจากหลังมาหน้า พ่อแม่จะลากเชื้อแบคทีเรีย (โดยเฉพาะ E. coli) จากคราบอุจจาระแถวรูตูด ปาดกลับขึ้นมาเข้าท่อปัสสาวะและช่องกีได้ ส่งผลให้เกิด "การติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ" อาจทำให้เกิดการติดเชื้อได้

ขั้นตอนการเช็ดแบบ Step-by-Step

อุปกรณ์ที่ต้องเตรียม สำลีสะอาด ชุบน้ำต้มสุกที่เย็นแล้ว (หรืออุ่นนิดๆ กำลังดี) ไม่จำเป็นต้องใช้สบู่ในวัยแรกเกิด แต่ถ้าใช้ตอนอาบน้ำ ให้เลือกสบู่อาบน้ำเด็กสูตรอ่อนโยนที่สุด

จัดท่า: วางลูกนอนหงาย กางแยกขาออกสองข้างเบาๆ

เปิดร่องแคม: ใช้มือข้างที่ไม่ถนัด แหวกตรงแคมใหญ่ออกเบาๆ ให้เห็นร่องระหว่างแคมใหญ่และแคมเล็ก

เช็ดร่องข้างซ้าย: ใช้สำลีชุบน้ำสะอาด เช็ดตรงร่องระหว่างแคมใหญ่และแคมเล็ก เริ่มจากบนลงล่าง ลากยาวครั้งเดียว แล้วทิ้งสำลีก้อนนั้นเลย (ห้ามเช็ดถูวนไปวนมา)

เช็ดร่องข้างขวา: หยิบสำลีแผ่น/ก้อนใหม่ เช็ดแบบเดียวกันอีกข้าง จากบนลงล่าง แล้วทิ้ง

ปิดจ๊อบตรงกลาง: หยิบสำลีก้อนใหม่ เช็ดลงตรงกลาง (ผ่านตำแหน่งช่องคลอด) ลากยาวผ่านลงไปจนถึงรูก้นแล้วทิ้งก้อนนั้นทันที เป็นอันจบกระบวนการ

คราบขาวๆ มูกๆ ตรงจิ๋มลูก... คืออะไร? (ขัดออกได้ไหม?)

พ่อแม่หลายคนเห็นคราบขาวๆ เกาะอยู่ตามร่องแคม แล้วพยายามเอาคอตตอนบัดหรือผ้าไปขัดถูจนแดง... หมอขอร้องว่า "อย่าขัด" ครับ กีมิใช่กระทะเหล็กกล้า ไม่ต้องขัด

คราบไขขาวสารคัดหลั่งขาวนวล คล้ายแป้งเปียกหรือไขนุ่มๆ ที่เกาะตามผิวหนังทั่วไปตัว รวมถึงลงมาถึงร่องกีในช่วงแรกเกิด เรียกว่า Vernix Caseosa เป็นไขปกติที่พบได้ตามธรรมชาติ เวลาเช็ดทำความสะอาด ให้เช็ดผ่านเบาๆ คราบจะค่อยๆ หลุดไปเองตามธรรมชาติ ไม่ต้องขัดจนเนียนกริบ

มูกขาว หรือ เลือดออกกะปริดกะปรอยช่วง 1-2 สัปดาห์แรก เด็กหญิงแรกเกิดบางคนอาจมีมูกขาวใส หรือมีตกขาวปนเลือดออกมาเล็กน้อยเหมือนประจำเดือน ไม่ต้องตกใจ เกิดจาก "ฮอร์โมนเอสโตรเจนของแม่" ที่ส่งผ่านรกในท้องหลุดลดระดับลงกะทันหันหลังคลอด เป็นภาวะชั่วคราวและหายไปเองได้

3 สิ่งต้องห้ามเด็ดขาด

ห้ามใช้แป้งฝุ่นโรยกี ละอองแป้งจะเข้าไปจับตัวกับความชื้น กลายเป็นคราบหมักหมมอุดตัน และอาจส่งผลต่อระบบทางเดินหายใจของลูก

ห้ามใช้ครีม/โลชั่นที่มีน้ำหอม: สารเคมีและน้ำหอมจะทำให้ผิวจุดซ่อนเร้นระคายเคืองอย่างรุนแรง

ห้ามออกแรงดึงหรือแกะร่องแคมที่ติดกัน: เด็กหญิงบางคนอาจมีภาวะแคมเล็กติดกันได้ ให้เช็ดทำความสะอาดภายนอกเบาๆ แล้วพามาให้หมอเด็กช่วยประเมิน ห้ามใช้มือแกะแยกเองเด็ดขาด

เมื่อไหร่ที่ต้องพาไปพบแพทย์?

หากพบว่า สารคัดหลั่งมีกลิ่นคาวจัด, กลายเป็นหนองสีเขียว/เหลืองเข้ม, ผิวบริเวณอวัยวะเพศบวมแดงอักเสบชัดเจน หรือลูกร้องไห้โยแองอแงทุกครั้งที่ปัสสาวะ ให้พามาพบหมอเด็กเพื่อตรวจเช็กนะครับ

ดูแลอวัยวะเพศลูกสาวไม่ยากอย่างที่คิดครับ แค่จำหลักการ "อ่อนโยน น้ำสะอาด เช็ดจากหน้าไปหลัง" เท่านี้ก็ปลอดภัยหายห่วงแล้ว

กีสะอาด สบายขาหนีบ

#หมอวินเพจเลี้ยงลูกตามใจหมอ

สั่งหนังสือเกี่ยวกับสุขภาพเด็กและการเลี้ยงลูกของหมอวินทั้ง 5 เล่ม
รวมถึง นิทานชุด ‘เด็กชายช่างสงสัย’ ได้ที่

อินบอกซ์ http://m.me/tamjaimorbooks
และ https://tamjaimorbooks.page365.net/

S. SUPERHEALTHY เลี้ยงลูกให้แข็งแรงแบบซูเปอร์ [NEW 2569] ***

A. เลี้ยงลูกให้กินง่าย แก้ไขเด็กกินยาก ฉบับปรับปรุง
(ปลูกฝังพฤติกรรมการกินที่ดี แก้ปัญหากินยาก)
B. อย่าปล่อยให้พ่อแม่รังแกฉัน (การเลี้ยงลูกเชิงบวก)
C. The Parent's Guide to The First Year
เคล็ด(ไม่)ลับ สำหรับพ่อแม่มือใหม่
D. สู่วิถีเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ฉบับชีวิตจริง
Survival Guide to Breastfeeding
E. นิทานชุด มิน เด็กชายช่างสงสัย (3 เล่ม - เสียงอะไรน่ะ, แปรงฟัน แปรงฟัน, ก็ผมไม่อยากนอนนี่นา)

🇹🇭🇹🇭🇹🇭
30/08/2026

🇹🇭🇹🇭🇹🇭

วอลเลย์บอลหญิงไทยไปโอลิมปิกแล้ว!


ค่ำวันนี้ ทีมวอลเลย์บอลหญิงไทย เอาชนะ ทีมชาติจีน เจ้าภาพ ในรอบชิงชนะเลิศวอลเลย์บอลหญิงชิงแชมป์เอเชีย 2026 ที่เมืองเทียนจิน ประเทศจีน

หลังต้องต่อสู้กันอย่างสูสีถึง 5 เซต ก่อนที่ไทยจะเป็นฝ่ายชนะ 3-2 เซต และคว้าแชมป์เอเชียมาครองได้สำเร็จ

แต่สิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าแชมป์ คือชัยชนะครั้งนี้ทำให้ทีมชาติไทยคว้าโควตาไปแข่งขันวอลเลย์บอลหญิงในกีฬาโอลิมปิก 2028 โดยตรง

ถือเป็นความฝันที่แฟนวอลเลย์บอลไทยรอคอยมานานมาก หลังจากพยายามกันมาหลายปี

ในที่สุด วอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทยก็กำลังจะได้ไปโอลิมปิกเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์


ก่อนเขียนบทความ หมอเห็นโค้ชอ๊อดให้สัมภาษณ์ว่า ชัยชนะและแชมป์ครั้งนี้เป็นเหมือน 'ปาฏิหาริย์'

แต่ในฐานะคนที่ตามเชียร์วอลเลย์บอลหญิงไทยมาตั้งแต่ยุค '7 เซียน' จนถึงปัจจุบัน

หมอกลับคิดว่า ชัยชนะในวันนี้เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึง 'ความพยายาม' ที่ต่อเนื่องมานานหลายปี และ 'จิตใจที่ไม่ยอมแพ้' มากกว่า

การต้องเล่นรอบชิงชนะเลิศกับจีน ซึ่งนอกจากจะเป็นทีมที่แข็งแกร่งมากแล้ว ยังเป็นเจ้าภาพ ท่ามกลางเสียงเชียร์ของคนในสนาม ย่อมเต็มไปด้วยความกดดันอยู่แล้ว

ยิ่งเมื่อต้องต่อสู้กันถึง 5 เซต มีทั้งช่วงที่เล่นได้ดี สลับกับช่วงที่เสียแต้ม นักกีฬาคงทั้งตื่นเต้นและกดดันอย่างมาก

ส่วนคนดูก็แทบหัวใจจะวาย

สิ่งที่นักกีฬาต้องจัดการจึงไม่ใช่แค่ลูกวอลเลย์บอลตรงหน้า

แต่ยังต้องจัดการกับความกังวล ความเหน็ดเหนื่อย และความผิดหวังจากแต้มก่อนหน้าที่เสียไป

พูดง่ายๆ คือ ต้องสู้กับใจของตัวเองด้วย


ความเข้มแข็งทางใจไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่กังวล หรือไม่รู้สึกกดดัน

แต่มันคือความสามารถที่จะดึงสติตัวเองกลับมาอยู่กับสิ่งที่กำลังเผชิญอยู่ตรงหน้า แม้ในขณะนั้นจะกลัว ผิดหวัง หรือเหนื่อยมากแค่ไหนก็ตาม

และสิ่งหนึ่งที่หมอรู้สึกชื่นชมมาก คือเรายังเห็นรอยยิ้มบนใบหน้าของนักกีฬา แม้ในจังหวะที่ผิดพลาดหรือเสียแต้ม

เห็นแล้วชื่นใจจริงๆ


ชีวิตของเรานั้นก็ไม่ต่างจากการแข่งขันกีฬานัก

เราอาจพยายามกับบางเรื่องมาเป็นเวลานานมาก แต่ยังไม่สำเร็จสักที

จนบางครั้งก็อดสงสัยไม่ได้ว่า สิ่งที่พยายามมาตลอดนั้น จะมีวันที่เป็นจริงหรือเปล่า

ชัยชนะของทีมวอลเลย์บอลหญิงไทยในวันนี้ทำให้เราเห็นว่า

ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ ไม่ได้หมายความว่าเราไม่เคยล้มเหลว แต่มันอาจเกิดขึ้นได้ เพราะแม้จะผิดหวังมาหลายครั้ง เราก็ยังกลับมาสู้ต่อ ยังพยายาม และยังมีความหวังอยู่เสมอ เชื่อว่าสักวันหนึ่ง เราจะทำได้

จนในที่สุด ความฝันเรื่องโอลิมปิกที่แฟนวอลเลย์บอลไทยเฝ้ารอกันมาหลายปี ก็กลายเป็นความจริง


ขอแสดงความยินดีกับนักกีฬาวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทย ทีมงานทุกคน รวมถึงนักกีฬารุ่นก่อนๆ ที่ช่วยกันวางรากฐานมาตลอดเส้นทางที่ผ่านมา

แล้วพบกันที่ Los Angeles 2028 ค่ะ

#หมอมินบานเย็น

ขอบพระคุณกำลังใจดีๆที่มีให้กันเสมอมาค่าา ❤️❤️ขอบคุณทีมงานดีๆ ขอให้คนไข้ที่รักษาทุกคนแข็งแรงและมีความสุขตลอดไปค่ะ เพี้ยงง...
24/08/2026

ขอบพระคุณกำลังใจดีๆที่มีให้กันเสมอมาค่าา ❤️❤️
ขอบคุณทีมงานดีๆ ขอให้คนไข้ที่รักษาทุกคนแข็งแรงและมีความสุขตลอดไปค่ะ เพี้ยงงงง 🙏🙏🙏🙏❣️

📣 ปุกาดๆๆๆ วันเสาร์ที่ 22 ส.ค. นี้ ช่วงบ่าย 🚣‍♀️🚣 มี การแข่งขันเรือพาย เทศบาลนครลำปาง บริเวณ ท่าน้ำสิงห์ชัย. 🚗 การจราจรบ...
20/08/2026

📣 ปุกาดๆๆๆ วันเสาร์ที่ 22 ส.ค. นี้ ช่วงบ่าย 🚣‍♀️🚣 มี การแข่งขันเรือพาย เทศบาลนครลำปาง บริเวณ ท่าน้ำสิงห์ชัย. 🚗 การจราจรบริเวณหน้าคลินิกอาจติดขัดกว่าปกติเพราะมีของขายมากมาย ใครว่างๆไม่มีอะไรทำ ก็มาตรวจเดินซื้อขนมกินเล่นได้จ้าาา น่าจะหนุกมากกก

ปล. ห้ามพายเรือมาคลินิกเด็ดขาดเพราะกลัวคนไข้ตกน้ำจ้าาา รักนะ จุ๊บบบบ😘😘😘
#คลินิกหมอชญาดา
#แข่งเรือลำปาง #ท่าน้ำสิงห์ชัย
#โหลๆปุกาดนี่คือเสียงตามสายเทศบาลนครลำปาง😁😁

15/08/2026

โทษพ่ออยู่ตั้งนาน😅

ขอแสดงความยินดีย้อนหลังกับคุณพ่อคุณแม่มือใหม่ถอดด้ามค่า ❤️🩵❤️🩵 สุขสันต์วันแม่ค่าาาาพิเศษเฉพาะวันนี้ Checkinที่คลินิกสามท...
12/08/2026

ขอแสดงความยินดีย้อนหลังกับคุณพ่อคุณแม่มือใหม่ถอดด้ามค่า ❤️🩵

❤️🩵 สุขสันต์วันแม่ค่าาาา

พิเศษเฉพาะวันนี้ Checkinที่คลินิกสามท่านแรก รับเข็มกลัดคนท้องจากNiftyฟรี!!! 😍😍😍

#สุขสันต์วันแม่ #คลินิกหมอชญาดาลำปาง 😍😍

ให้นมมาสี่ปีกว่าแล้วนะรู้ยังงง ❤️❤️ #ทำให้เด็กมันดูวววว😎😎  #รับรางวัลให้นมแม่เกินหกเดือน  #งานวันแม่2026รพลำปาง❤️❤️
10/08/2026

ให้นมมาสี่ปีกว่าแล้วนะรู้ยังงง ❤️❤️

#ทำให้เด็กมันดูวววว😎😎 #รับรางวัลให้นมแม่เกินหกเดือน #งานวันแม่2026รพลำปาง❤️❤️

ที่อยู่

346/4-5 ถ. บ้านเชียงราย อ เมือง จ ลำปาง
Nakhon Lampang
52100

เวลาทำการ

จันทร์ 17:00 - 21:00
อังคาร 17:00 - 21:00
พุธ 17:00 - 21:00
พฤหัสบดี 17:00 - 21:00
ศุกร์ 17:00 - 21:00
เสาร์ 09:00 - 13:00

เบอร์โทรศัพท์

054310880

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ คลินิกหมอชญาดา อ้อมอุ่นสูตินรีเวช : ฝากครรภ์ อัลตราซาวน์ ลำปางผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์