{พุทธธรรมเพื่อการพัฒนาจิต}{Buddha's Teaching for Mental Developing}

{พุทธธรรมเพื่อการพัฒนาจิต}{Buddha's Teaching for Mental Developing} This page is on behalf of Wat Umong Meditation Center Chaingmai

๑. การอบรมคุณธรรม จริยธรรม แก่นักเรียน นักศึกษา ข้าราชการ
ประชาชนทั่วไป ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ
๒. จัดปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน เนื่องในโอกาสวันสำคัญทางพุทธศาสนา
วันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช
และวันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ
๓. การเปิดปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานแก่ผู้ใฝ่ปฏิบัติธรรมทั่วไปทุกวัน ทั้งที่เข้า
ปฏิบัต

ิส่วนตัวและเป็นคณะ ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ

ระเบียบปฏิบัติที่ผู้เข้ารับการอบรมควรทราบ
สิ่งที่ควรเตรียมพร้อมเมื่อจะเข้าปฏิบัติธรรม
๑. ดอกไม้ ธูป เทียน สำหรับขอศีลและขอกรรมฐาน จำนวน ๒ ชุด
๒. ชุดขาวสุภาพ เสื้อจะเป็นแขนสั้นหรือแขนยาวก็ได้ กางเกงควรเป็นขา
ยาว ผ้าถุงผู้หญิงควรยาวเลยหัวเข่า ชุดไม่ควรบางหรือรัดรูปจนเกินไป
๓. ของใช้ส่วนตัวที่จำเป็น เช่น สบู่ ยาสีฟัน แปรงสีฟัน ผ้าเช็ดตัว
(เครื่องสำอาง และเครื่องประดับไม่ควรนำไปด้วย ยกเว้นนาฬิกาข้อมือ)
๔. หากมีโรคประจำตัวควรนำยาติดตัวไปด้วย
๕. หากเป็นฤดูฝน ควรนำร่มไปด้วย

คุณสมบัติของผู้สมัคร
๑. เป็นผู้มีสุขภาพจิตปกติ ไม่วิกลจริต
๒. เป็นผู้มีจิตศรัทธาต่อการปฏิบัติธรรมอย่างแท้จริง
๓. เป็นผู้สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้ง่าย
๔. เป็นผู้มีคารวะธรรม อ่อนน้อมถ่อมตน อยู่ง่าย กินง่าย
๕. ไม่เป็นโรคติดต่อที่อาจแพร่เชื้อสู่คนอื่น
การสมัคร
๑. แสดงบัตรประจำตัวประชาชน หรือบัตรประจำตัวอื่นๆ
๒. กรอกใบสมัครลงทะเบียนให้ละเอียดด้วยลายมือที่อ่านง่าย
๓. หากต้องการเอกสารรับรอง ให้ระบุไว้ในใบสมัครด้วย
๔. ยื่นใบสมัครทันทีเมื่อกรอกเสร็จ เพื่อ[/color]สะดวกแก่การให้บริการ

กิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์
๑. ช่วยจัดเตรียมภาชนะ น้ำดื่ม สำหรับใช้รับประทานอาหาร
๒. ช่วยล้างภาชนะที่ใช้ดื่ม และใช้ในการรับประทานอาหารแต่ละมื้อ
๓. ช่วยทำความสะอาดอาคารที่พัก อาคารปฏิบัติธรรม ห้องน้ำ สถานที่รับประทานอาหาร และพื้นที่โดยรอบ
๔. ช่วยซักเสื้อผ้า ผ้าห่ม ปลอกหมอนที่ใช้แล้ว เพื่อลดภาระของสถานปฏิบัติธรรม

สิ่งที่ควรปฏิบัติในช่วงเข้าปฏิบัติธรรม
๑. รักษาศีล ๘ อย่างเคร่งครัด
๒. งดสูบหรี่ สิ่งมึนเมาและสิ่งเสพติดทุกประเภท
๓. ต้องสำรวม กาย วาจา ใจ อยู่ตลอดเวลา
๔. พูดน้อย ไม่พูดคุยเสียงดัง และห้ามใช้เครื่องเล่นทุกชนิด
๕. ขณะรับประทานอาหาร งดการพูดคุยกัน และรู้จักประมาณ
๖. ปฏิบัติตามกิจวัตรประจำวันที่ทางสถานปฏิบัติธรรมกำหนดไว้
๗. งดใช้โทรศัพท์ในเวลาอบรม หรือช่วงเวลาปฏิบัติธรรม
๘. งดการอ่านหนังสือที่ไม่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติธรรม เพื่อลดความฟุ้งซ่าน
ความลังเลสงสัย
๙. ควรอยู่แต่ภายในวัด หากมีกิจธุระจำเป็นที่จะต้องออกนอกสถานที่ ต้องแจ้งผู้ดูแลสถานที่ให้รับทราบ

16/10/2025

@

02/09/2022

การแผ่เมตตามี ๒ ประการคือ
๑.อโนธิสผรณา การแผ่เมตตาไม่โดยเจาะจงผู้รับ แผ่ไปทุกสารทิศ สัพเพสัตตา สัพเพปาณา สัพเพภูตา เป็นต้น ..
๒. โอธิสผรณา แผ่เมตตาโดยเจาะจงผู้รับ

There are 2 ways for sharing Loving-Kindness ;
1.Unspecify Loving-Kindness
2. Specify Loving-Kindness

02/09/2022
24/04/2020

เรื่อง เนรคุณต่อผู้มีพระคุณ เรื่องเกิดขึ้นที่อำเภอป้อมปราบ ในตระกูลพ่อค้าที่มีความมั่งคั่ง มีพ่อแม่ และลูกชายคนหนึ่ง จากการที่ตามใจลูกมาตั้งแต่เด็กจนโตเป็นหนุ่ม ลักษณะและอุปนิสัยของลูกชายนั้น เป็นคนแข็งกร้าวชอบเอาแต่ใจตนเองเป็นใหญ่ นิสัยขี้โมโห โกรธง่าย เพราะถูกพ่อแม่เลี้ยงมา แบบเอาใจมากเลยทำให้นิสัยเสีย พอพ่อแม่อายุย่างเข้า ๖๐ ปี ก็ได้มอบทรัพย์สมบัติและกิจการต่างๆ ให้เป็นของลูกโดยให้ลูกเป็นผู้ดูแลทั้งสิ้น เมื่อได้รับมรดกดังกล่าวแล้ว ลูกชายคนนี้ก็ยิ่งมีความหยิ่งจองหองและปากเปราะมาก บางครั้งแม่ของตัวเอง จะทานข้าวจะไปธุระ หรือจะไปนอน ตัวเองซึ่งเป็นลูกชายไม่เคยที่จะมาดูแลสุขทุกข์แต่อย่างใด บางครั้งแม่จะขอเงินบางส่วน ไปทำบุญปล่อยนกปล่อยปลา ลูกชายก็ตะคอกใส่ โดยไม่คำนึงถึง ว่าผู้นั้นเป็นผู้บังเกิดเกล้าของตน โดยไม่กลัวบาปและบางครั้งแม่พูดผิด หรือทำของตกหล่น เป็นที่ไม่พึงพอใจลูกก็ด่าว่าโดยไม่มีการให้อภัย เป็นเรื่องบาปมากที่สุด จนข้างบ้านเรือนเคียงรู้สึกมีความหดหู่ใจ ต่อบุตรที่เนรคุณต่อผู้มีพระคุณ ครั้งต่อมาเมื่อแม่ของตนเองสิ้นบุญลง กิจการต่างๆ ก็เริ่มทรุดลง สำหรับตัวเองก็เสเพล ดื่มเหล้า เที่ยวผู้หญิง แล้วก็เล่นการพนัน เพียง ๕ ปี กิจการต่างๆ ก็ล้มละลายและภายในครอบครัวก็มีเรื่องแตกแยกกัน สภาพการเงินก็เลวลงกว่าที่เป็นอยู่ จนตัวเองคิดมาก และสุขภาพไม่แข็งแรง ป่วยสารพัดโรค ทำให้ตนเองที่เคยขับขี่รถเบนซ์ ก็กลายเป็นต้องมาขี่จักรยาน ๒ ล้อแทน และทำงานในบริษัท ในหน้าที่เด็กเดินหนังสือ ไม่ถึง ๒ เดือนก็ถูกไล่ออก เพราะนิสัยเดิมเป็นคนมุทะลุ โกรธง่าย จองหอง จึงเป็นเหตุให้ทำงานไม่ได้ ผลสุดท้ายก็ต้องไปนั่งขอทาน ตามสะพาน ตามศาลเจ้าต่างๆ เรื่องนี้เป็นอุทาหรณ์ให้เห็นว่า ผู้บังเกิดเกล้าเป็นสิ่งที่เราจะต้องยกย่องนับถือ และเทิดทูนเหนือสิ่งอื่นใด และต้องไม่เนรคุณ และลบหลู่ต่อท่านอย่างเด็ดขาด มิฉะนั้นแล้วกรรมจะตามสนองเหมือนอย่างนี้ และฟ้าดินจะลงโทษอย่างหนัก เมื่อตายแล้วจะต้องตกนรกทันที ขอให้ทุกท่านจงโชคดี และละความชั่วหมั่นสร้างบุญ

จาก "หลานสมเด็จฯ"

ชีวิตไร้สาระขณะนี้ ยังไม่สายเกินที่จะแก้ไข
แม้เวลาเหลือน้อยลงเพียงใด ควรภูมิใจที่ได้ทำดีทัน
มีใครเห็นหรือไม่เป็นไรเล่า จงเลือกเอาความดีที่สร้างสรรค์
ใครจะเห็นหรือไม่ไม่สำคัญ ใจเรานั้นรู้ว่าดี เท่านี้พอ.

11/03/2020
03/09/2018

ธรรมะต่ออายุ
“ดูก่อนอานนท์ ครั้งหนึ่งเมื่อเราตถาคตอยู่ที่อุเทนเจดีย์ เมืองไพศาลี เราได้พูดกับเธอว่า อานนท์ เมืองไพศาลีนี้น่ารื่นรมย์ อุเทนเจดีย์ก็น่ารื่นรมย์ ใครก็ตามถ้าเจริญอิทธิบาท 4 ประการ ทำให้มาก ทำให้คล่องตัวดุจยาน ทำให้เป็นดุจพื้นที่มั่นคง อบรมฝึกปรือ เริ่มอย่างดีอย่างถูกต้อง เขาผู้นั้นถ้าปรารถนา จะพึงอยู่ได้ตลอดกัปหนึ่ง หรือเกินกว่ากัปหนึ่ง อานนท์ อิทธิบาท 4 นี้ เราตถาคตเจริญ ทำให้มากแล้ว....ถ้าเราตถาคตปรารถนา จะพึงอยู่ได้ตลอดกัปหนึ่ง หรือเกินกว่ากัปหนึ่ง”

พุทธดำรัสนี้ตรัสกับพระอานนท์ สาเหตุที่ตรัสเรื่องนี้ เนื่องมาจากเกิดแผ่นดินไหว พระอานนท์ตกใจ จึงเข้าไปเฝ้าพระพุทธองค์ รายงานว่าแผ่นดินไหวพระเจ้าข้า

พระพุทธองค์ตรัสว่า แผ่นดินไหวด้วยสาเหตุ 8 ประการ คือ

(1) พระโพธิสัตว์ก้าวลงสู่ครรภ์พระมารดา (2) พระโพธิสัตว์ประสูติ (3) พระโพธิสัตว์ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า (4) ไหวเพราะพระพุทธเจ้าทรงหมุนกงล้อคือพระธรรม (หมายถึงแสดงธัมมจักกัปปวัตตนสูตร) (5) ไหวด้วยลม (6) ไหวด้วยผู้มีฤทธิ์บันดาล (7) ไหวเพราะพระพุทธเจ้าทรงปลงอายุสังขาร (8) ไหวด้วยการปรินิพพานของพระพุทธเจ้า

พอฟังดังนี้ พระอานนท์ซึ่งเป็นผู้ฉลาดอยู่แล้ว ก็ “เก๊ต” ทันทีว่า ชะรอยพระพุทธองค์ทรงปลงอายุสังขารแล้ว (ปลงอายุสังขารคือตัดสินพระทัยปรินิพพาน) จึงกราบทูลว่า “ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ขอพระองค์ทรงยืดพระชนมมายุต่อไปอีกหน่อยหนึ่งเถิด พระเจ้าข้า”

พระพุทธองค์ตรัสกับพระอานนท์ว่า “สายเสียแล้วอานนท์ ก่อนนี้เราได้ให้ “นิมิตโอภาส” (บอกใบ้) แก่เธอหลายครั้ง หลายสถานที่ แต่เธอก็ไม่รับรู้ ไม่เชิญให้เราตถาคตอยู่ต่อ บัดนี้เรารับคำเชิญของมารให้ปรินิพพานแล้ว”

พระอานนท์เสียใจมาก ว่ากันว่าปลีกตัวไปเหนี่ยวสายยูประตูกระท่อม ร้องไห้คร่ำครวญพักใหญ่ ด้วยความเสียดายอาลัยอาวรณ์ว่าพระพุทธองค์จะปรินิพพานแล้ว ตัวท่านเองก็ยังเป็น “เสขะ” (ยังต้องฝึกฝนอยู่ ยังไม่บรรลุพระอรหันต์) แล้วจะทำอย่างใด จนพระพุทธองค์เสด็จมาปลอบโยนว่า ให้พยายามต่อไป ในไม่ช้าเธอจะทำที่สิ้นสุดทุกข์แน่นอน

ผมโคว้ตข้อความจากพระไตรปิฎก แบบฟรีโคว้ต คือไม่นำมาทุกตัวอักษร แต่ก็ยังมีภาษาชาววัดอยู่มาก บางครั้งก็วงเล็บไว้ บางครั้งก็ไม่ได้วงเล็บ หวังว่าท่านผู้อ่านคงพอเข้าใจ

ประเด็นที่จะนำเสนอวันนี้ คนเราต่ออายุได้จริงหรือ ? ก่อนเขียนอะไรต่อไป ขอเล่าเรื่องที่ได้ยินมาก่อนนะครับ ท่านเจ้าคุณพระธรรมโกศาจารย์ (ประยูร ธมฺมจิตฺโต) อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่าให้ผมฟังว่า วันหนึ่งท่านไปเทศน์ถวายในหลวง ในงานพระราชพิธีสวดพระบรมศพสมเด็จย่า (ขอพูดด้วยคำศัพท์สามัญนะครับ)

ท่านได้แสดงเรื่องอิทธิบาทว่าสามารถยืดอายุได้ แต่คงไม่ได้ขยายรายละเอียด พอเทศน์จบ ในหลวงขณะถวายเครื่องไทยธรรมแก่พระผู้เทศน์ พระองค์รับสั่งถามว่า อิทธิบาททำให้อายุยืนอย่างไร ท่านเจ้าคุณไม่นึกว่าจะถูกถามอย่างนี้ จึงพยายามอธิบายถวายว่า อิทธิบาท เริ่มด้วยฉันทะ ความจงใจ ความตั้งใจ

ถ้าคนเรามีความตั้งใจจะมีชีวิตอยู่ และมีความรักงานที่ทำอยู่ ตั้งใจยังไม่อยากตายจนกว่างานจะสำเร็จ ก็สามารถยืดอายุไปได้ อะไรทำนองนั้น ในหลวงฟังแล้ว ตรัสว่า “เข้าใจแล้ว อิทธิบทสี่ ทำให้มีชีวิตอยู่ได้ยืนยาว”

เรื่องนี้รับฟังมาเอง อีกเรื่องหนึ่งไม่ได้ฟังมาแต่ทราบต่อจากคนอื่น ดูเหมือนท่านผู้หญิงบุตรี วีระไวทยะ (ผิดก็ขออภัย) กราบถวายพระพรให้พระองค์ทรงมีพระชนม์ร้อยปี ในหลวงรับสั่งว่า พระองค์ท่านจะทรงมีพระชนม์อยู่ร้อยยี่สิบปี

การต่ออายุนั้นโบราณทำกันมาหลายแบบหลายพิธี เช่น

(1) “พิธีบังสุกุลเป็น” เมื่อมีคนป่วยหนัก ท่าทางจะไม่รอด ญาติพี่น้องจะนิมนต์พระมาทำพิธีบังสุกุลเป็น ตามปกติพระจะบังสุกุลคนตายเท่านั้น แต่ในกรณีนี้ท่านจะบังสุกุลคนเป็น จึงเรียกพิธีนี้ว่า “บังสุกุลเป็น” บทสวดก็มีต่างหาก ไม่เหมือนบังสุกุลทั่วไป และก็ปรากฏว่าได้ผล ผู้ป่วยมักจะหายวันหายคืน

(2) นิมนต์พระมาสวดมนต์ให้ผู้ป่วยฟัง ส่วนมากจะสวด “โพชฌงคปริตร” เนื่องจากมีเหตุการณ์ในสมัยพุทธกาล พระสาวกผู้ใหญ่คือ พระมหากัสสปะ พระโมคคัลลานะ ป่วยหนัก พระพุทธองค์ทรงมีบัญชาในพระสาวกสวดโพชฌงคปริตรให้ท่านทั้งสองฟังแล้วหายป่วย คราวหนึ่งพระพุทธองค์ทรงพระประชวร จึงรับสั่งให้พระสาวกสวดโพชฌงคปริตรถวาย พระองค์ทรงสดับแล้ว ก็หายพระประชวร

(3) การทำบุญทั่วไป ทำบุญ เช่น ให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนา เป็นการสร้างบุญกุศล หรือสร้าง “เงื่อนไข” ที่ดีๆ ขึ้นในตัวเรา อานุภาพบุญกุศลก็อาจช่วยยืดอายุได้สักระยะหนึ่ง สัปดาห์ก่อนโน้นในคอลัมนี้นี่แหละ ผมได้เล่าถึงเหลี่ยวฝานได้รับพยากรณ์จากหมอดูว่าจะเกิดเหตุอย่างนั้นๆ ในชีวิต อายุเท่านั้นจะแต่งงาน ได้เลื่อนขั้น แต่ไม่มีบุตร อายุเท่านั้นจะตาย ปรากฏว่าเป็นจริงทุกอย่างจนตกใจ ต่อมาได้พบพระภิกษุรูปหนึ่ง ท่านแนะนำให้เจริญภาวนา แผ่เมตตาให้มาก ทำบุญให้ทานให้มาก ต่อมาท่านก็ได้บุตรชาย และเมื่อครบอายุที่หมอบอกว่าจะตาย ท่านก็ไม่ตาย อยู่มาได้ถึง 120 ปีจึงสิ้นชีวิต ทั้งหมดนี้แสดงถึงบุญกุศลสามารถต่ออายุได้จริง เรื่องทำนองนี้เหนือสามัญวิสัยจะรู้ได้โดยปุถุชนเช่นเราๆ ท่านๆ แต่ไม่เชื่ออย่าดูหมิ่น

พูดถึงเรื่อง การต่ออายุด้วยอำนาจพระปริตร มีเล่าไว้ในอรรถกถาธรรมบท (ธัมมปทัฏฐกถา) น่าสนใจ สามีภรรยาคู่หนึ่ง สามีเป็นอดีตฤๅษีชีไพร มีบุตรชายเล็กๆ รูปร่างน่าเกลียดน่าชัง สามีพาภรรยาและบุตรไปเยี่ยมหลวงพ่อ เพื่อนเก่า เวลาตนหรือภรรยาไหว้ ท่านฤๅษีก็อวยพรให้มีอายุมั่นขวัญยืน แต่พอให้เด็กไหว้ท่านบ้าง ท่านกลับนั่งเฉย ไม่อวยพรอะไร ทั้งสองจึงถามว่า ทำไมเวลาให้เด็กไหว้ ท่านไม่อวยพรอะไรเลย

“เด็กคนนี้จะอายุไม่ยืน” หลวงพ่อฤๅษีกล่าว ทำให้ทั้งสองตกใจมาก

“จะอยู่ได้มากน้อยแค่ไหน หลวงพ่อ” ผู้สามีถาม

“ไม่เกินเจ็ดวัน เด็กนี้จะต้องตาย” ฤๅษีผู้เคร่งฌานฟันธง

“จะให้ทำอย่างไรครับ ลูกชายผมถึงจะมีชีวิตยืนยาว” เขาถามท่าทางกังวลมาก

“อาตมาไม่ทราบ รู้แต่ว่าอายุจะไม่ยืน แต่จะทำอย่างไรจึงจะต่ออายุได้ ข้อนี้ไม่ทราบ แต่มีท่านผู้หนึ่งอาจช่วยได้” ฤๅษีบอก ความหวังที่ริบหรี่ค่อยเรืองรองขึ้นมาบ้าง

“ท่านผู้นี้คือ พระสมณโคดมพุทธเจ้า” หลวงพ่อฤๅษีบอก

ทั้งสองสามีภรรยาจึงพาบุตรชายไปไหว้พระสมณโคดมพุทธเจ้า ขณะทั้งสองไหว้ พระพุทธองค์ก็ตรัสอวยพรให้มีอายุมั่นขวัญยืนแบบเดียวกับฤๅษี พอให้เด็กไหว้ พระองค์กลับประทับนิ่งไม่ตรัสอะไร เมื่อกราบทูลถามก็ได้รับคำตอบเช่นเดียวกับที่ฤๅษีบอก ทั้งสองจึงกราบทูลขอให้ทรงต่ออายุให้บุตรชายของตน

พระพุทธองค์ทรงรับสั่งให้พระสงฆ์เตรียมปะรำพิธีสวดพระปริตร เอาด้ายสายสิญจน์ขึงเป็นวงกลม 7 ชั้น ให้เอาเด็กนอนภายในวงสายสิญจน์ พระสงฆ์เปลี่ยนกันสวดพระปริตรเป็นชุดๆ ไม่ขาดตอน ตลอดเจ็ดวันเจ็ดคืน ว่ากันว่ายักษ์ที่จะมาเอาชีวิตเด็กไม่มีโอกาสคร่าชีวิตเด็กได้ เพราะขณะพระสงฆ์สวดพระปริตร บรรดาเทพน้อยใหญ่พากันมาฟังการสาธยายพระปริตร เทพที่มีศักดิ์น้อย เมื่อเทพผู้มเหสักข์ (มีศักดิ์มาก) พากันมา ก็ถอยออกไปยืนอยู่รอบนอก แล้วที่นี้ยักษ์ซึ่งไม่มีซีอะไรสักขั้นไม่ว่ามากหรือน้อย ยิ่งต้องถอยออกมาห่างๆ หาโอกาสไปจับเด็กกินไม่ได้ ก็เลยอดว่าอย่างนั้นเถอะ

พระคัมภีร์กล่าวว่า พอพ้นเจ็ดวัน เคราะห์กรรมของเด็กว่าจะสิ้นอายุก็หมดสิ้นไป เด็กน้อยจึงรอดชีวิต ไม่รอดเปล่าๆ กลับอยู่มาได้จนอายุ 120 ปี อดีตเด็กน้อยคนนี้จึงมีชื่อภายหลังว่า “อายุวัฒนกุมาร” (กุมารผู้มีอายุยืน)

เนื่องจากเป็นคัมภีร์รุ่นหลัง จึงต้องฟังด้วยโยนิโสมนสิการ คัมภีร์อรรถกถานี้แต่งสมัยพุทธศตวรรษที่ 10 ที่ศรีลังกา แต่พยายามโยงให้ถึงสมัยพุทธกาล คือให้เข้าใจว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นในสมัยพระพุทธเจ้า มีอะไรบางอย่างค้างใจผม เช่น

ธรรมเนียมขึงด้ายสายสิญจน์รอบปะรำพิธี ไม่ปรากฏว่าในสมัยพุทธกาลมีการใช้ด้ายสายสิญจน์ ยิ่งสวดพระปริตรเพื่อป้องกันภัยต่างๆ กระเดียดไปทางไสยศาสตร์ มากกว่าเพื่อเจริญพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ ดังที่ปรากฏแพร่หลายในศรีลังกาจนไทยรับเอาแบบอย่างมา

เรื่องนี้มีแง่ถกเถียงกันได้มาก แต่จะไม่ถกเถียงละครับ เพราะบทความนี้เขียนไปเรื่อยๆ ตามสไตล์ มิใช่บทความทางวิชาการ

การต่ออายุในกรณี “อายุวัฒนกุมาร” เป็นการอาศัยเงื่อนไขภายนอกเป็นหลัก คืออาศัยความศักดิ์สิทธิ์ของพระปริตร มิได้เกิดจากเงื่อนไขภายในคือกรรม (การกระทำ) ของผู้นั้นเอง ถ้ามันจะศักดิ์สิทธิ์ หรือมีผลสำเร็จจริง ก็อาจเป็นเพราะเงื่อนไขอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย แต่ก็ควรฟังๆ ไว้ “ไม่เชื่อก็อย่าดูหมิ่น”

แต่ในตัวอย่างที่จะเล่าต่อไปนี้ ไม่ว่าจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ก็ตาม เป็นผลของเงื่อนไขภายในตัวคนคนนั้นเอง พูดให้ชัดก็คือเป็นผลแห่งกรรมดีที่เขาทำขึ้นเอง

เล่ากันว่า เณรน้อยถูกอาจารย์พยากรณ์ตามตำราที่เรียนมาว่า จะสิ้นอายุภายในเจ็ดวัน เณรน้อยเสียใจมาก จึงหนีออกจากวัด หวังไปตายเอาดาบหน้า ระหว่างทางผ่านทุ่งนาแห่งหนึ่ง เห็นปลาหลายตัว กำลังดิ้นกระแด่วๆ ในน้ำซึ่งกำลังแห้งขอด เกิดความสงสาร จึงนำเอาปลานั้นไปปล่อยที่หนองน้ำ ด้วยอานิสงส์ปล่อยปลาที่กำลังจะตายลงหนองน้ำ เท่ากับให้ชีวิตแก่สัตว์ที่กำลังจะตาย เณรน้อยนั้นเลยไม่สิ้นชีวิต เมื่อเลยเจ็ดวันที่อาจารย์ขีดเส้นไว้แล้ว จึงกลับมาวัด อาจารย์เห็นเณรไม่ตายดังคำทำนาย จึงเอาตำรามาเผาทิ้งเสียเลย

ความจริงถ้าเณรไม่สร้างเงื่อนไขใหม่แก่ชีวิต เณรก็อาจจะตายตามวันเวลาที่หมอดูว่า แต่บังเอิญเณรได้สร้างบุญกุศลขึ้นมาใหม่ ชีวิตของเณรจึงต่อไปได้

ที่นี้มาพิจารณาดู อิทธิบาทสี่ ที่พระพุทธองค์ตรัสว่า ใครเจริญจนสมบูรณ์เต็มที่แล้ว สามารถต่ออายุได้ ต่อได้อย่างไร ? อิทธิบาทสี่ คือ ฉันทะ ความปรารถนาในแง่ดีแง่กุศล ความคิดที่สร้างสรรค์, วิริยะ ความเพียรต่อเนื่อง ความสู้งาน, จิตตะ ความเอาใจจดจ่อ และวิมังสา กระทำการด้วยปัญญาด้วยความเข้าใจ

ถ้าใช้กับงานก็คือ รักงาน สู้งาน ตั้งใจทำงานให้สำเร็จ คือเอาใจจดจ่อในงานที่ยังทำค้างอยู่แบบกัดไม่ปล่อย และคิดหาวิธีแก้ไขข้อบกพร่อง เติมเสริมต่อให้สมบูรณ์

เขาว่าความรัก ความพยายามเป็นต้นนี้ เป็นพลังขับเคลื่อนให้ยืดอายุได้ เช่นอายุทำท่าจะสิ้นในปีนี้ แต่ไม่ยักตายแฮะ เพราะอะไรหรือครับ คนที่รักงานและใฝ่งานอย่างมาก กระแสความรักความปรารถนาจะแรงมาก มากขนาดว่า "ฉันยังตายไม่ได้ถ้างานไม่สำเร็จ” จิตใจก็จะสั่งไปทางร่างกาย (ซึ่งกำลังเปลี้ยเต็มที) ว่า “เอ็งตายไม่ได้นะเว้ย งานยังไม่เสร็จ เอ็งต้องอยู่ไปก่อน” อะไรประเภทนั้น แล้วมันก็อยู่ได้จริงๆ ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อแหละครับ

ไม่ต้องดูอื่นไกล เอาเพื่อนผู้อาวุโสของผมคนหนึ่ง เป็นมะเร็งทำครีโม (คำเต็มว่าอะไรไม่ทราบ) ตามปกติคนจะทำครีโมร่างกายต้องแข็งแรง ไม่งั้นแพ้ยา ไปไม่รอด เพื่อนผมคนนี้ก็คิดอยู่ตลอดเวลาวา “กูยังไม่ตาย กูจะต้องอยู่” แล้วก็กิน กินมันเข้าไป ทั้งๆ ที่ไม่อยากกิน แต่ต้องฝืนกินอาหารให้มากที่สุด เพื่อให้มีกำลังต่อสู้กับยาที่จะให้ด้วย

เจตจำนงที่จะอยู่ ความพากเพียรที่จะช่วยให้มีชีวิตอยู่ ใจที่จดจ่ออยู่กับความมีชีวิตอยู่ และกระทำการที่เกี่ยวข้องด้วยปัญญา ทั้งหมดนี้เป็นอิทธิบาทสี่ แล้วแกก็สู้กับการให้ยาของหมอได้ เหนือสิ่งอื่นใด จิตใจแกแข็งแกร่ง ไม่ตก ไม่หดหู่ มีความรื่นเริงภายในตลอดเวลา ไม่นานแกก็หายจากโรคมะเร็งเป็นที่มหัศจรรย์

อีกเรื่องหนึ่ง นักมวยคนหนึ่งดูเหมือนชื่อ ปาเทียนซ่า ประสบอุบัติเหตุรถคว่ำคอหัก หมอต่อให้ไม่ตาย แต่หมอบอกว่าชกมวยอีกไม่ได้ แต่นายคนนี้บอกตัวเองว่า “ข้าต้องชกได้” ความรัก ความเพียรบากบั่นเพื่อคืนสู่สังเวียนให้ได้ ความเอาใจจดใจจ่อต่อการชกมวย สั่งตัวเองว่า “เอ็งต้องหาย เอ็งต้องชกมวยได้” พยายามฝึกฝนตัวเองด้วยความเพียรและปัญญา ในที่สุดแกก็สามารถหายขาด และคืนสู่สังเวียนได้

ครับ อิทธิบาทสี่ ถ้าบำเพ็ญจนถึงที่สุดแล้วอย่าว่าแต่สามารถช่วยให้ทำงานสำเร็จได้เลย แม้ชีวิตที่จะดับมิดับแหล่ ก็สามารถยืดต่อไปได้ แต่ต้องใช้กับเรื่องที่สร้างสรรค์ เป็นบุญเป็นกุศล เอื้อต่อคุณธรรมนะครับ ถ้าเป็นเรื่องทุจริต หนีภาษี คอร์รัปชั่น ถูกถอดจากตำแหน่ง ถึงจะมีฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา ที่แฝงพยาบาทว่า ข้าจะต้องเอาคืนกับคนที่ทำข้าให้ได้ อย่างนี้ต่ออายุไม่ได้ครับ มีแต่จะทำให้อายุสั้นลงอย่างเดียว

..........................................................

บทความจาก
หนังสือพิมพ์มติชน รายวัน หน้า 6 คอลัมน์ รื่นร่มรมเยศ โดย เสฐียรพงษ์ วรรณปก

04/05/2018

สรีระของพระตถาคตเพื่อบูชาพระตถาคต.แม้ดอกมณฑารพอันเป็นของทิพย์ แม้จุณแห่งจันทน์อันเป็นของทิพย์ แม้ดนตรีอันเป็นทิพย์เล่า.
แม้สังคีตอันเป็นทิพย์ ย่อมเป็นไปในอากาศ เพื่อบูชาพระตถาคต
ดูก่อนอานนท์ พระตถาคตจะชื่อว่าอันบริษัทสักการะ เคารพ นับถือ บูชานอบน้อมด้วยเครื่อง สักการะประมาณเท่านี้หามิได้ ผู้ใดแลจะเป็นภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก หรืออุบาสิกาก็ตาม เป็นผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ปฏิบัติชอบ พระพฤติตามธรรมอยู่ ผู้นั้นย่อมชื่อว่าสักการะ เคารพ นับถือ บูชา ด้วยการบูชาอย่างยิ่ง เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ พวกเธอพึงสำเหนียกอย่างนี้ว่า เราจักเป็นผู้ปฏิบัติธรรม สมควรแก่ธรรม ปฏิบัติชอบ ประพฤติตามธรรมอยู่.

ที่อยู่

BUDDHIST COLLEDGE
Nakhon Phanom
48000

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ {พุทธธรรมเพื่อการพัฒนาจิต}{Buddha's Teaching for Mental Developing}ผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง {พุทธธรรมเพื่อการพัฒนาจิต}{Buddha's Teaching for Mental Developing}:

แชร์