Simacorporate บริษัทในเครือสีมาคอร์ปปอเรท
SimaCORPORATE
Make your service easy

19/08/2026

MRI SHOULDER PROTOCOLS AND SEQUENCE

04/08/2026
01/08/2026

CONTRAST INJECTION PROTOCOLS IN DETAIL

30/07/2026

รับสมัครนักรังสีการแพทย์
1.ประจำศูนย์แมมโมแกรม รพ.ระยอง
2.ศูนย์ CT รพ.ทับสะแก จ.ประจวบคีรีขันธ์
3.ศูนย์ CT รพ.มหาราช จ.นครราชสีมา
___________________________________________________
📮Sent your CV to : [email protected]
สอบถามเพิ่มเติม/สมัครงาน
📞โทร 084-955-3487 คุณกานต์
080-489-9979 ฝ่ายบุคคล

28/07/2026

ปวดท้องตรงนี้ อย่าคิดว่าเป็นแค่โรคกระเพาะ! ตำแหน่งไหนเสี่ยงโรคอะไร?

ปวดท้องหนึ่งครั้ง
หลายคนตอบเหมือนกันเลยครับ
“โรคกระเพาะแน่ ๆ”
แล้วก็หยิบยาลดกรดมากิน
ทั้งที่ตำแหน่งที่ปวดอยู่คนละฝั่งกับกระเพาะเลย
ความจริงคือ ในท้องเรามีอวัยวะอยู่หลายอย่างครับ
ทั้งตับ ถุงน้ำดี ตับอ่อน ลำไส้ ไต และกระเพาะปัสสาวะ

ตำแหน่งที่ปวดจึงช่วยให้เราแยกคร่าว ๆ ได้ว่า ควรนึกถึงอวัยวะส่วนไหนก่อน วันนี้ผมจะไล่ให้ดูแบบง่าย ๆ ครับ เวลาเกิดขึ้นกับตัวเองจะได้สังเกตอาการถูก ไม่ได้ใช้ฟันธงโรคเอง แต่ช่วยให้รู้ว่าเมื่อไรควรหยุดรอดูแล้วไปตรวจครับ ตำแหน่ง ลักษณะ และช่วงเวลาที่ปวด เป็นข้อมูลสำคัญที่หมอใช้ช่วยหาสาเหตุของอาการปวดท้องครับ

1️⃣ ปวดลิ้นปี่หรือกลางท้องด้านบน
ตรงนี้นึกถึงกระเพาะได้ครับ โดยเฉพาะอาการแสบ จุก แน่น เรอเปรี้ยว หรือปวดสัมพันธ์กับตอนหิวและหลังอาหาร
แต่ให้สังเกตอีกแบบครับ
ถ้าปวดลึกมาก ปวดต่อเนื่อง แล้วร้าวทะลุไปด้านหลัง พร้อมคลื่นไส้หรืออาเจียน อันนี้ต้องระวังตับอ่อนอักเสบ ไม่ใช่กินยาลดกรดแล้วทนต่อครับ อาการหลักของตับอ่อนอักเสบคือปวดท้องส่วนบนและอาจร้าวไปหลังได้

2️⃣ ปวดใต้ชายโครงขวา โดยเฉพาะหลังอาหาร
ตำแหน่งนี้ให้คิดถึงถุงน้ำดีก่อนครับ
ลักษณะที่ชวนสงสัยคือ ปวดหลังมื้ออาหาร ปวดจุกลึก ๆ นานเป็นชั่วโมง คลื่นไส้ หรือร้าวไปหลังกับไหล่ขวา
ถ้าเริ่มมีไข้ หนาวสั่น หรือตัวเหลืองตาเหลืองร่วมด้วย อย่าคิดว่าอาหารไม่ย่อยครับ เพราะนิ่วอาจอุดทางเดินน้ำดี หรือทำให้ถุงน้ำดีอักเสบแล้ว อาการจากนิ่วมักเกิดบริเวณท้องส่วนบนด้านขวาเมื่อก้อนนิ่วไปอุดทางเดินน้ำดีครับ

3️⃣ ปวดรอบสะดือ แล้วค่อยย้ายไปท้องน้อยขวา
อาการแบบนี้ผมอยากให้จำไว้เลยครับ เพราะเป็นรูปแบบที่พบได้ในไส้ติ่งอักเสบ
ช่วงแรกอาจปวดตื้อ ๆ รอบสะดือ
ต่อมาปวดชัดที่ท้องน้อยขวา
แล้วเริ่มเบื่ออาหาร คลื่นไส้ หรือมีไข้
บางคนรอเพราะคิดว่าท้องเสีย เดี๋ยวก็คงหาย สุดท้ายไส้ติ่งแตก เรื่องเล็กเลยกลายเป็นเรื่องใหญ่ครับ ไส้ติ่งอักเสบมักเริ่มปวดรอบสะดือหรือกลางท้อง ก่อนย้ายไปปวดด้านขวาล่างได้

4️⃣ ปวดท้องน้อยซ้ายร่วมกับการขับถ่ายเปลี่ยน
ตรงนี้มักเกี่ยวกับลำไส้ใหญ่ครับ
ถ้าปวดบิด ท้องอืด ท้องผูก และดีขึ้นหลังถ่าย อาจมาจากอุจจาระค้างหรือลำไส้แปรปรวน
แต่ถ้าปวดต่อเนื่อง มีไข้ หรือกดเจ็บชัด โดยเฉพาะคนอายุมากขึ้น ต้องระวังถุงโป่งในลำไส้อักเสบด้วย
และถ้ามีเลือดปน น้ำหนักลด หรือขับถ่ายผิดไปจากเดิมต่อเนื่อง อย่าเรียกว่าลำไส้แปรปรวนเองครับ ต้องตรวจลำไส้ให้ชัด เพราะอาการปวดไม่มากก็ยังเกิดจากโรคสำคัญได้

5️⃣ ปวดสีข้างหรือหลัง แล้วร้าวลงท้องน้อยหรือขาหนีบ
นิ่วในไตหรือท่อไตมักปวดคนละแบบกับโรคกระเพาะครับ
มันจะปวดบีบแรงเป็นระลอก
นั่งก็ไม่สบาย นอนก็ไม่หาย
บางคนเดินวนเพราะหาท่าที่หายปวดไม่ได้
อาจมีปัสสาวะแสบ ปัสสาวะเป็นเลือด คลื่นไส้ หรืออาเจียนร่วมด้วยครับ ถ้ามีไข้ หนาวสั่น หรือปัสสาวะน้อย ต้องรีบไปโรงพยาบาล เพราะอาจมีทั้งการอุดตันและติดเชื้อพร้อมกัน อาการนิ่วสามารถปวดแหลมบริเวณหลัง สีข้าง หรือท้องน้อย และร้าวลงขาหนีบได้ครับ

6️⃣ ปวดกลางท้องน้อยเหนือหัวหน่าว
ถ้าปวดหน่วงตรงกลางท้องน้อย พร้อมปัสสาวะแสบ ปัสสาวะบ่อย หรือปวดเหมือนฉี่ไม่สุด ให้คิดถึงกระเพาะปัสสาวะหรือทางเดินปัสสาวะครับ
ถ้าเริ่มมีไข้ หนาวสั่น และปวดลามไปหลัง อาจหมายถึงการติดเชื้อลามขึ้นไปที่ไตแล้ว
ส่วนผู้หญิง ถ้าปวดท้องน้อยร่วมกับประจำเดือนขาด เลือดออกผิดปกติ หน้ามืด หรือปวดรุนแรงข้างเดียว ต้องรีบตรวจเรื่องการตั้งครรภ์นอกมดลูกหรือรังไข่ด้วยครับ ไม่ควรรอให้หายเอง

7️⃣ ปวดทั่วท้อง ท้องป่อง แล้วไม่ผายลมหรือไม่ถ่าย
อาการแบบนี้ต้องระวังลำไส้อุดตันครับ โดยเฉพาะถ้ามีอาเจียนร่วมด้วย หรือเคยผ่าตัดช่องท้องมาก่อน
มันไม่ใช่ท้องผูกธรรมดาแบบกินผักแล้วจบครับ เพราะถ้าลำไส้อุดตันจริง อาหาร น้ำ และแก๊สจะผ่านไปไม่ได้ ท้องจึงป่องและปวดบีบเป็นพัก ๆ
ยิ่งอาเจียนมาก ปวดถี่ขึ้น หรือท้องแข็ง ต้องรีบไปโรงพยาบาลครับ

เวลาปวดท้อง ผมอยากให้สังเกต 5 อย่างนี้
• ปวดตรงไหน และย้ายตำแหน่งหรือไม่
• ปวดแสบ ปวดบีบ ปวดแทง หรือปวดตื้อ
• เกิดก่อนหรือหลังอาหาร หรือสัมพันธ์กับการขับถ่าย
• มีไข้ อาเจียน ถ่ายผิดปกติ หรือปัสสาวะผิดปกติไหม
• ปวดมากขึ้นเรื่อย ๆ หรือเป็นซ้ำตรงจุดเดิมบ่อยแค่ไหน

ปวดท้องแบบนี้ไม่ต้องรอดูครับ
• ปวดรุนแรงหรือปวดเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
• ท้องแข็ง กดเจ็บมาก หรือขยับแล้วเจ็บหนัก
• มีไข้สูง หนาวสั่น หรืออ่อนเพลียมาก
• อาเจียนต่อเนื่อง กินน้ำไม่ได้
• อาเจียนเป็นเลือด ถ่ายดำ หรือถ่ายเป็นเลือด
• ตัวเหลือง ตาเหลือง หรือปัสสาวะเข้ม
• ท้องป่อง ไม่ถ่าย ไม่ผายลม
• หน้ามืด เป็นลม เหงื่อแตก หรือหายใจไม่อิ่ม
• ตั้งครรภ์หรือประจำเดือนขาดร่วมกับปวดท้องน้อยครับ

ตำแหน่งที่ปวดไม่ได้ใช้วินิจฉัยโรคได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ครับ แต่ช่วยให้เรารู้ว่าควรสังเกตอะไรต่อ ปวดลิ้นปี่อาจเป็นกระเพาะหรือตับอ่อน ปวดชายโครงขวาให้นึกถึงถุงน้ำดี ปวดรอบสะดือแล้วย้ายลงขวาต้องระวังไส้ติ่ง ส่วนปวดสีข้างร้าวลงขาหนีบให้นึกถึงนิ่วในไต จำแค่นี้ก่อนก็ช่วยให้เราไม่เรียกทุกอย่างว่าโรคกระเพาะแล้วกินยาเดิมวนไปครับ ใครมีคำถาม หรืออยากให้ผมเขียนความรู้เรื่องอะไรคอมเมนต์กันมาได้เลยนะครับ

28/07/2026

7 อาหารที่ลำไส้ชอบ! กินบ่อยช่วยขับถ่ายดี ลดการอักเสบ!

ท้องอืด ถ่ายไม่สุด
บางวันไม่ถ่าย
บางวันถ่าย แต่แข็งจนต้องเบ่ง
หลายคนแก้ด้วยยาถ่ายครับ
แต่ไม่เคยถามเลยว่า…
“ทุกวัน เราให้อะไรลำไส้กินบ้าง?”
ถ้าอาหารส่วนใหญ่คือ
ของทอด
ขนม
น้ำหวาน
อาหารแปรรูป
แต่ผักนิดเดียว
ไฟเบอร์แทบไม่มี
จุลินทรีย์ดีก็ไม่เคยเติม
ลำไส้จะรวนก็ไม่แปลกครับ
วันนี้ผมเอา 7 อาหารที่หากินง่ายมาให้
กินสลับกันบ่อย ๆ ช่วยให้ขับถ่ายดีขึ้น และลดสิ่งกระตุ้นการอักเสบในลำไส้ได้ครับ

1️⃣ อาหารที่มีจุลินทรีย์ดี หรือโพรไบโอติก
เช่น โยเกิร์ตรสธรรมชาติ กิมจิ เทมเป้
หรือจะเลือกเสริมก็เลือกสายพันธุ์ดี ๆ นะครับ
เพราะอาหารกลุ่มนี้ช่วยเติมจุลินทรีย์ดี
และช่วยให้สมดุลในลำไส้ดีขึ้น
จึงเหมาะกับคนที่ท้องอืดง่าย
ขับถ่ายไม่เป็นเวลา
หรือเพิ่งผ่านช่วงที่ลำไส้แปรปรวนครับ

2️⃣ ข้าวโอ๊ต
ข้าวโอ๊ตมีไฟเบอร์ละลายน้ำ
ช่วยให้อุจจาระนุ่มขึ้น และเป็นอาหารให้จุลินทรีย์ดี
กินกับโยเกิร์ต
ต้มเป็นโจ๊ก
หรือใส่นมไม่หวานก็ได้ครับ

3️⃣ อาหารที่มีพรีไบโอติก
เช่น กล้วยที่ไม่สุกงอมเกินไป ข้าวโอ๊ต
หอมหัวใหญ่ กระเทียม และหน่อไม้ฝรั่งครับ
พรีไบโอติกคืออาหารของจุลินทรีย์ดี
ช่วยให้จุลินทรีย์ในลำไส้เติบโตและทำงานได้ดีขึ้น
อย่างกล้วยห่าม วันละ 1 ผล กินเป็นของว่าง
หรือกินคู่กับโยเกิร์ตรสธรรมชาติก็ได้ครับ
ได้ทั้งไฟเบอร์และอาหารเลี้ยงจุลินทรีย์ดีในมื้อเดียว

4️⃣ ผักใบเขียว
ตำลึง
คะน้า
ผักบุ้ง
บรอกโคลี
กลุ่มนี้ช่วยเพิ่มกากอาหาร ทำให้อุจจาระเคลื่อนตัวง่ายขึ้นครับ
แต่ต้องกินจริงนะครับ
ไม่ใช่มีผักโรยหน้าสามใบ แล้วบอกวันนี้กินผักแล้ว

5️⃣ ถั่วและเมล็ดพืช
ถั่วแดง
ถั่วเหลือง
อัลมอนด์
เมล็ดเจีย
เมล็ดแฟลกซ์
มีทั้งไฟเบอร์ ไขมันดี และโปรตีนครับ
แต่กินพร้อมน้ำให้พอ
เพราะเพิ่มไฟเบอร์ แต่น้ำน้อย ท้องอาจแน่นกว่าเดิมได้

6️⃣ ผลไม้ทั้งลูก
ฝรั่ง
แก้วมังกร
ส้ม
แอปเปิล
กีวี
กินเป็นชิ้นดีกว่าน้ำผลไม้ครับ
เพราะยังได้กากและไฟเบอร์ครบ
น้ำผลไม้หวานง่าย ดื่มเร็ว แต่ลำไส้ได้ไฟเบอร์น้อยกว่ามากครับ

7️⃣ ปลา
ปลาให้โปรตีนดี และบางชนิดมีโอเมก้า-3
ซึ่งช่วยลดกระบวนการอักเสบในร่างกายครับ
เลือกนึ่ง ต้ม ย่าง หรือทำแกง
ดีกว่าทอดกรอบทุกมื้อ
ไม่อย่างนั้นตั้งใจลดการอักเสบ
แต่เติมน้ำมันทอดเข้าไปทุกวันครับ

กินยังไงให้ลำไส้ดีขึ้นแบบง่าย ๆ
• เช้า โยเกิร์ตไม่หวาน + ข้าวโอ๊ต + ผลไม้หนึ่งส่วน
• กลางวัน ข้าวพอดี + ปลา + ผักครึ่งจาน
• ของว่าง ถั่วหนึ่งกำมือเล็ก
• เย็น แกงเลียง แกงจืด หรือเมนูผักกับโปรตีน
• ดื่มน้ำให้พอ
• ลดของทอด น้ำหวาน ขนม และอาหารแปรรูปสูงครับ

ลำไส้ไม่ได้ต้องการอะไรมากมายครับ
มันต้องการแค่
ไฟเบอร์
จุลินทรีย์ดี
และไขมันดีอย่างสม่ำเสมอ
เริ่มจากเพิ่มของดีวันละอย่าง
แล้วลดของแปรรูปลงทีละนิด
ขับถ่ายจะค่อย ๆ ดีขึ้น ท้องอืดน้อยลง และลำไส้ทำงานเป็นจังหวะมากขึ้นครับ ใครมีคำถาม หรืออยากให้ผมเขียนความรู้เรื่องอะไรคอมเมนต์กันมาได้เลยนะครับ

28/07/2026

ออกกำลังกาย = แก้ต้นตอของหัวใจสั่นพลิ้ว(AF) ที่พลิ้วจนเกิดลิ่มเลือดในหัวใจ ไหลไปอุดสมองจนอัมพาตได้


ออกกำลังกายไม่ได้แค่กันการปริของคราบไขมันจนเกิดลิ่มเลือด แต่ยังป้องกัน ลิ่มเลือดที่ก่อจากหัวใจด้วย แหล่งอันตรายที่ใกล้ตัวมากกว่าที่คิดค่ะ

งงล่ะสิ หัวใจมีลิ่มเลือดได้ไง
ต้องอ่านค่ะ

⸻————————

🫀 [ หัวใจห้องบนที่เริ่มสะสมความผิดปกติ ]

หัวใจปกติจะรับสัญญาณจาก SA node
ให้ห้องบนบีบก่อนห้องล่างอย่างเป็นจังหวะ

แต่ถ้าผนังหัวใจห้องบนซ้าย เริ่มมีพังผืด อักเสบ หรือมีไขมัน (epicardial fat) แทรกเข้าไปจากภายนอก ซึ่งพบมากในคน อ้วน, ดื้่ออินซูลิน, อักเสบเรื้อรัง, ความดันสูงนาน

เครือข่ายไฟฟ้าจะเริ่ม “บิดเบี้ยว” ไม่สมมาตร
และนี่คือสภาพตั้งต้นของหายนะที่จะตามมา

ซึ่งโรคที่เล่าไปข้างบน ใกล้ตัวเรามากค่ะ

⸻————————

🌩️ [ ทางเดินไฟฟ้าที่ผิดปกติ → เกิดพายุไฟฟ้า → เต้นพลิ้ว ]

เมื่อมีจุดหนึ่งในหัวใจ (เช่น PV sleeves) ยิงไฟฟ้าผิดจังหวะใส่วงจรที่บิดเบี้ยวพอดี
จะเกิด พายุไฟฟ้า (spiral reentry) แตกเป็นลูก ๆ กระจายเต็มห้องบน ทุกก้อนพายุกลายเป็น “หัวหน้าจังหวะ” แข่งกับ SA node

หัวใจห้องบนจึง เต้นมั่วทั้งใบ เรียกภาวะหัวใจห้องบนเต้นพลิ้น (Atrial fibrillation: AF)
แม้เลือดส่วนหนึ่งยังไหลลงล่างตามแรงดัน แต่บางมุมของหัวใจห้องบนซ้าย (เช่น left atrial appendage) จะนิ่งผิดปกติ

ซึ่งโรคนี้แหละ ปัจจุบันเป็นกันเยอะค่ะ
และจัดเป็นโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะที่เจอบ่อย
เป็นอันดับต้นๆ เลย ไม่รู้ตัวก็เยอะ

⸻————————

🩶 [ ห้องบนที่ไม่ดี → จุดกำเนิดลิ่มเลือดสุดฮิต ]

เลือดนิ่ง + ผนังหัวใจที่ผ่านพังผืด/อักเสบ (atrial remodeling) คือเงื่อนไขสมบูรณ์แบบ
ให้เลือด “จับกันเป็นลิ่ม” ได้ง่ายกว่าปกติ

และนี่แหละค่ะ
หัวใจสร้างลิ่มเลือดเองได้จริง ๆ

📌 ที่น่ากลัวคือ หลายคนเป็น AF โดยแทบไม่มีอาการ จึงไม่รู้เลยว่าลิ่มเลือดอาจกำลังก่อตัวอยู่เงียบๆ จนวันที่มันหลุดออกไปอุดหลอดเลือดสมอง

⸻————————

🚑 [ วันที่ลิ่มเลือดตัดสินใจ “เดินทาง” ]

ลิ่มเลือดที่เกาะในหัวใจห้องบนซ้าย หลายครั้งมันไม่เสถียร ผิวของลิ่มเลือด เริ่มหลุดจากผนังได้ง่าย ในที่สุดก็สามารถหลุดออกไป ลงสู่ห้องล่างซ้าย แล้วก็บีบ บูมมม ไหลออกไประบบหลอดเลือดทั่วร่าง

ซึ่งมีโอกาสสูงมากที่จะไหลขึ้นเส้นเลือดคอขึ้นไปยังสมอง
ทำให้เกิด สมองขาดเลือดเฉียบพลัน (ischemic stroke)
อาการแล้วแต่สมองส่วนที่ถูกอุด:
☑️ กลีบหน้า: อัมพาตครึ่งซีก, ปากเบี้ยว, พูดไม่ได้
☑️ กลีบข้าง: ชาครึ่งตัว
☑️ กลีบขมับ: ฟังไม่รู้เรื่อง, พฤติกรรมเปลี่ยน, มีเคสบางราย “รำ” ญาติคิดว่าผีเข้า

มาช้า แก้ไม่ทัน → อาการที่เป็นอาจเป็นไปตลอด
รุนแรงมาก → สมองบวม กดก้านสมอง → อันตรายถึงชีวิต

⸻————————

🚴‍♀️ [ ออกกำลังกายป้องกันได้ตั้งแต่ต้นน้ำเลยจ้าาาา ]

AF เป็นโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะที่พบบ่อยมาก และเกิดกับใครก็ได้
แต่ “การออกกำลังกายสม่ำเสมอ” ช่วยลดความเสี่ยงได้ครบทุกจุด:

1️⃣ ลดไขมันรอบหัวใจ (Epicardial fat)
ลดสารอักเสบและการแทรกลงหัวใจห้องบนโดยตรง
ซึ่งตรงนี้คือหัวใจสำคัญเลยค่ะ

2️⃣ ลดไขมันส่วนเกินทั้งร่างเลย → ทำให้ลดการอักเสบเรื้อรัง

3️⃣ แก้น้ำตาลสูงเรื้อรัง
▪️ เพิ่มตัวขนส่งน้ำตาล (GLUT4)
▪️ กระตุ้น AMPK → เซลล์ตอบสนองต่ออินซูลินดีขึ้น
▪️ เพิ่มจำนวน/คุณภาพไมโตคอนเดรีย
→ น้ำตาลไม่สูงอย อินซูลินทำงานดี ลดพิษจากน้ำตาล

4️⃣ คุมความดันเลือด
▪️ เพิ่ม parasympathetic ทำให้หัวใจสงบลง
▪️ ปรับลดฮอร์โมน (RAAS) ให้ไตขับเกลือ/น้ำมากขึ้น
▪️ หลอดเลือดสร้าง NO ดีขึ้น ลดความแข็งตัว
🔺 ไฮไลต์: Parasympathetic สูงขึ้น → กดจุดผิดปกติที่ยิงไฟฟ้าเอง ทำให้โอกาสเกิด AF ลดลง

ซึ่งสัญญาณหนึ่งว่า parasympathetic เราสูงแล้ว
คือชีพจรในตอนพักที่เริ่มไปในทางช้าลงค่ะ

⸻————————

หากยาวไป ก็อ่านสรุปตรงนี้นะคะ

1. อ้วน/น้ำตาลสูง/ความดันสูง → ผิวหัวใจห้องบนผิดปกติ
2. ห้องบนผิดปกติ → เสี่ยงเกิดหัวใจเต้นผิดจังหวะชนิด AF
3. AF → ก่อลิ่มเลือดได้ ลิ่มเลือดหลุดไปสมองจนเป็นอัมพาต
4. ออกกำลังกาย → แก้ทุกต้นน้ำ + เพิ่ม parasympathetic ป้องกันจุดที่ยิงไฟฟ้าผิดปกติ

⸻————————

แต่การออกกำลังกายเป็นแค่หนึ่งในการดูแลสุขภาพพื้นฐานทั้งหมดเท่านั้น

การคุมการกินนั้นคือจุดสำคัญมากๆ
หากยังไม่ควบคุม ไม่ปรับคุณภาพอาหาร
ยัดเข้ามาเท่าเดิม ก็ยากที่จะลด

และยังมีเรื่องอื่นๆ อีก เช่น นอนพอ เลี่ยงสุรา ฯลฯ ซึ่งจะลงไกด์ไว้ข้างล่างนะคะ ทำครบป้องกันเพิ่มได้อีกเยอะเลย แต่ออกกำลังกายคือสิ่งที่เริ่มได้เลยค่ะ

ลุกมาออกกำลังกายเถอะค่ะ
เริ่มทำตั้งแต่วันที่ยังทำได้สะดวก เพื่อให้ “หัวใจ–สมอง” เป็นทีมเดียวกัน ปกป้องกันและกันไปได้อีกนานค่ะ

28/07/2026
28/07/2026

ที่อยู่

ม. 1 ต. หนองกระทุ่ม อ. เมือง
Nakhon Ratchasima
30000

เบอร์โทรศัพท์

+6644001895

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Simacorporateผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์