27/05/2026
ล้มลงบ้างก็ได้ แพ้บ้างก็ได้ ไม่เป็นไรเลยค่ะ...เป็นธรรมดาของชีวิต สำคัญที่เราเรียนรู้อะไรจากการที่เราล้มนะคะ แล้วลุกขึ้นอีกครั้งได้เสมอค่ะ
MOODY: จะล้มบ้างก็ได้ แต่ยิ่งลุกเร็วเท่าไหร่ก็ยิ่งดี
ใช้ความยืดหยุ่นให้เป็น ในวันที่ชีวิตเผชิญกับปัญหา
-------------------
“เมื่อความลักลั่นของสังคมเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ชีวิตมนุษย์เราตกอยู่ในสภาวะสับสน และความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีกลับมาพร้อมกับความถดถอยของสุขภาพจิต ทำให้เกิดความวิตกกังวลและซึมเศร้าเพิ่มมากขึ้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะวิวัฒนาการด้านสมองและระบบประสาทด้านการพักผ่อนและความเครียดของมนุษย์เราตอนนี้ ไม่ได้พัฒนาให้เอื้อต่อชีวิต ณ ปัจจุบันที่ก้าวล้ำอย่างรวดเร็ว”
ดร.เบนจามิน ไวน์สตีน นักจิตวิทยาคลินิก ผู้เชี่ยวชาญด้านการสร้างความเข้มแข็งทางจิตใจให้กับผู้ปฏิบัติงานในสถานการณ์วิกฤต กล่าว ก่อนจะอธิบายถึงแนวคิดและทักษะ Resilience หากแปลเป็นภาษาไทยส่วนใหญ่เราจะคุ้นหูกันกับคำว่า ความยืดหยุ่น ซึ่งในงานเสวนา ‘Resilience Showcase’ ที่จัดขึ้นโดย สสส. (สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ) : ThaiHealth ปีที่แล้ว ใช้คำว่า ‘การฟื้นคืน’ แทน
MOODY จึงอยากมาเล่าถึง Resilience การฟื้นคืน หรือ ความยืดหยุ่นทางจิตใจ ให้ทุกคนได้ฟังกัน เพราะเชื่อว่าหากทุกคนฝึกใช้ทักษะที่เกี่ยวข้องกับแนวคิดนี้ทุกวัน จะทำให้จัดการกับชีวิตที่กำลังเจอกับวิกฤตปัญหาและอุปสรรคต่างๆ ที่เข้ามาได้ง่ายขึ้น
อย่างที่กล่าวไป คำว่า Resilience สามารถเรียกในภาษาไทยได้ทั้งคำว่า ความยืดหยุ่น และ การฟื้นคืน เพราะหากดูคำนิยามของแนวคิดแล้วหมายถึงทักษะการปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ชีวิตที่ยากลำบากหรือท้าทายได้สำเร็จ
หากอ้างอิงตามคำจำกัดความของสมาคมจิตวิทยาอเมริกัน (APA) แนวคิดนี้ก็หมายถึงการมีความยืดหยุ่นด้านจิตใจ อารมณ์ และพฤติกรรม และความสามารถในการปรับตัวให้เข้ากับความต้องการทั้งภายในและภายนอก ประกอบด้วย 5 มิติ ได้แก่ ทางกาย จิตใจ อารมณ์ สังคม และจิตวิญญาณ
หากเปรียบเทียบให้เห็นภาพก็เหมือนกับตุ๊กตาล้มลุกดารุมะ ที่ไม่ว่าจะผลักให้มันหงายไปด้านใดก็ตามสักกี่ครั้ง ดารุมะก็จะเด้งกลับมาทรงตัวได้ดังเดิม ดังนั้น หากเรามีความยืดหยุ่น มีจุดถ่วงดุลเหมือนกับดารุมะ ไม่ว่าชีวิตจะเผชิญกับอะไรก็ตาม เราก็จะเด้งกลับมาได้อย่างรวดเร็ว
ทว่า ปัญหาหลักของคนส่วนใหญ่คือ ‘ขาดการตระหนักรู้’ ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญของแนวคิดนี้ เพราะการตระหนักรู้เกี่ยวกับการทำงานของระบบร่างกายและสมอง ที่เมื่อเจอปัญหาสักอย่างนั้น สมองมักตอบโต้กับสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ก่อนเสมอ แน่นอนว่ามันเป็นรากฐานของสัญชาตญาณการเอาตัวรอดของมนุษย์ตั้งแต่ยุคบรรพบุรุษ
สารแห่งความเครียด ความกังวลจึงหลั่งออกมาจำนวนมาก ขณะนั้นเองที่มันไปครอบงำระบบสมองส่วนตรรกะและความคิดให้ทำงานได้น้อยลง ทำให้อาการซึม เครียด และกังวลเกิดขึ้นก่อนเสมอ และหากขาดการตระหนักรู้ก็กลายเป็นว่าเราจะเครียดยิ่งกว่าเดิม เกินกว่าความจำเป็น จุดนี้เองที่ทำให้หลายคนจมดิ่งหรือคิดวนอยู่กับความเครียดนั้นโดยไม่ไปไหนสักที
ในทางกลับกัน คนที่มีการฝึกฝนอยู่เสมอ จะสามารถตระหนักรู้ถึงกระบวนการทำงานนี้โดยอัตโนมัติ นั่นทำให้พวกเขาเกิดความยืดหยุ่นทางจิตใจ เพราะเข้าใจการทำงานของร่างกายที่เชื่อมต่อไปยังจิตใจนั่นเอง จึงสามารถปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ที่กำลังเผชิญอยู่ และจัดการกับมันได้ง่ายและรวดเร็วมากขึ้น
โดย ดร.เบนจามิน ได้ให้แบบฝึกหัดพื้นฐานในการฝึกความยืดหยุ่นไว้ด้วย เรียกว่า ‘Resilience Break’ ได้แก่
1 - Breath it: การฝึกรับรู้ลมหายใจเข้าและออก ด้วยการหลับตา กำหนดลมหายใจ แล้วโฟกัสไปที่ลมหายใจตั้งแต่หายใจเข้า แล้วไล่ตามลมหายใจไปว่าผ่านอวัยวะใดบ้างจนหายใจกลับออกมา
2 - Name it: ขณะที่มีสมาธิอยู่กับลมหายใจ ให้สังเกตความรู้สึกที่เกิดขึ้นข้างในไปด้วย แล้วบอกกับตัวเองให้ได้ว่ามันคือความรู้สึกไหน หรือเราเจ็บปวดตรงไหนบ้างในขณะที่หายใจ
***โดย MOODY จะขอขยายความตรงนี้เพิ่มเติมคือ อย่าลืมว่าแท้จริงแล้วร่างกายและจิตใจเราทำงานร่วมกัน เมื่อไหร่ก็ตามที่เราเครียด วิตกกังวล นั่นแปลว่ากล้ามเนื้อต่างๆ ของร่างกายก็ตอบสนองเช่นกัน
ดังนั้น จึงเป็นเรื่องปกติที่เมื่อไหร่ก็ตามที่เราเครียดมากๆ จะมีอาการปวดหัวจนต้องขอยาแก้ปวดสักเม็ดสองเม็ด และนอกจากนั้นพวกกล้ามเนื้อมัดเล็กต่างๆ ก็เกิดความตึงเครียดด้วยเช่นกัน เพียงแต่เรามักไม่ค่อยรู้ตัว หรือไม่เคยสังเกตมาก่อนเท่านั้นเอง
แต่เมื่อเราตระหนักรู้แล้วว่า กำลังรู้สึกอะไรอยู่ เครียด วิตก โกรธ โมโห หรือเศร้า รวมถึงรับรู้ได้ว่ากำลังเจ็บปวดตรงส่วนใด ย่อมทำให้เราเบาใจและสามารถหาทางจัดการกับสิ่งเหล่านั้นได้เร็วขึ้น***
3 - Embrace it: การโอบกอดมันไว้ ด้วยการเห็นอกเห็นใจ และกรุณาต่อตัวเอง ต่อเพื่อนมนุษย์และสิ่งที่เกิดขึ้น จุดนี้เองที่เป็นอีกก้าวสำคัญทำให้จิตใจเราเปิดกว้างพร้อมที่จะก้าวต่อไป หรือลุกขึ้นต่อสู้กับสถานการณ์ที่กำลังเผชิญอยู่
สรุปแล้ว Resilience คือหนึ่งในแนวคิดที่รวมเอาทักษะพื้นฐานทางจิตวิทยามาใช้ โดยกุญแจสำคัญดอกแรกคือ ‘การตระหนักรู้’ จากนั้นให้ใช้ประโยชน์จากทักษะต่างๆ เช่น การเขียนไดอารีบันทึกสิ่งที่เกิดขึ้น เขียนความรู้สึก ขอบคุณสิ่งที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน รวมถึงการออกกำลังกาย ฝึกสติ กำหนดลมหายใจ เพื่อให้พวกเราเรียนรู้ถึง ‘ความยืดหยุ่น’ หรือ ‘การฟื้นคืนตัวเอง’ ให้ได้เร็วขึ้น ยิ่งฝึกทุกวันก็ยิ่งเห็นผลได้ชัดเจน
-------------------
“เราต่างเป็นทั้งเพื่อนและศัตรูของตัวเอง” หนึ่งในประโยคของ ดร.เบนจามิน ที่กระแทกใจ MOODY เพราะเราไม่สามารถควบคุมปัจจัยภายนอกที่เกิดขึ้นกับตัวเองได้ แต่สิ่งที่ทำได้คือความสามารถในการเลือกวิธีตอบสนองกลับจากภายในของตัวเรานั่นเอง
ดังนั้น อยากให้ทุกคนลองฝึก Resilience ทำให้ตัวเองยืดหยุ่นบ่อยๆ จะได้ไม่จมดิ่งกับปัญหานานๆ แล้วจะพบว่าคุณจะได้เวลากลับคืนมาเยอะมาก เพื่อจะได้ทำในสิ่งที่ชอบ