12/08/2026
หลายคนที่กดเข้ามาอ่านบทความนี้อาจจะไม่รู้ว่า “ยาคูลท์” นมเปรี้ยวแบรนด์โปรดของใครหลายคนมีรายได้มากถึง 2,000 ล้านบาทในแต่ละปี
ดูได้จากผลประกอบการของบริษัท ยาคูลท์ (ประเทศไทย) จำกัด
เจ้าของนมเปรี้ยวยาคูท์ในประเทศไทย
ปี 2566 รายได้ 2,562 ล้านบาท กำไร 166 ล้านบาท
ปี 2567 รายได้ 2,491 ล้านบาท กำไร 197 ล้านบาท
ปี 2568 รายได้ 2,597 ล้านบาท กำไร 357 ล้านบาท
ที่น่าสนใจคือแม้ว่ายาคูท์จะทำรายได้ขนาดนี้.. แต่กลับไม่ค่อยทำโฆษณาให้เราเห็น
และที่เจ๋งมาก ๆ อีกอย่างก็คือถ้าลองสังเกตดี ๆ จะเห็นได้ว่ายาคูลท์ไม่ได้
เน้นขายสินค้าผ่านร้านค้าปลีกเลย ทำให้ไม่แปลกที่เราจะไม่เห็นยาคูลท์ตาม 7-11, BigC หรือ ซูเปอร์มาร์เก็ตชั้นนำอื่น ๆ
ยาคูลท์ทำได้อย่างไร ? TODAYBizview จะสรุปเรื่องราวของยาคูลท์ให้ในโพสต์นี้
1. จุดเริ่มต้นของยาคูลท์
ยาคูลท์มีจุดเริ่มต้นที่ประเทศญี่ปุ่นโดยวางจำหน่ายเป็นครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2478 ในฐานะเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ มีจุลินทรีย์ แลคโตบาซิลลัส คาเซอิ ชิโรต้า ซึ่งมีประโยชน์ต่อระบบย่อยอาหารและลำไส้อยู่ในเครื่องดื่ม
แต่จุดเริ่มต้นของยาคูท์ในประเทศไทยจะเกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2514 จากการที่คุณประพันธ์ เหตระกูล (ผู้ก่อตั้ง บริษัท ยาคูลท์ ประเทศไทย จำกัด) ที่ได้เดินทางไปเรียนต่อที่ประเทศญี่ปุ่นแล้วมักจะมีอาการท้องเสียบ่อย ๆ จนมีคนแนะนำให้ลองดื่ม “ยาคูลท์” ก่อนอาการจะดีขึ้น
คุณประพันธ์เลยตัดสินใจเอายาคูท์เข้ามาทำตลาดในไทย
2. สาวยาคูลท์คือท่าไม้ตายของแบรนด์
ตั้งแต่วันแรกที่ยาคูท์เข้ามาทำตลาดในไทย จะมีกลยุทธ์ที่เด่นมากอยู่อย่างหนึ่งคือ ใช้ช่องทางการจำหน่ายผ่าน “ผ่านสาวยาคูลท์” คอยขายยาคูลท์ให้ลูกค้าถึงหน้าบ้านทุกวัน
ซึ่งวิธีขายแบบ Door to Door แบบนี้ จะมีข้อดีคือแบรนด์ไม่ต้องไปพึ่งช่องทางการขายของร้านค้าปลีกที่จะมีการหักส่วนแบ่งจากยอดขายกันเป็นเรื่องปกติ
แต่ความท้าทายที่สุดของการขายแบบนี้ก็คือการ "ทำยังไงก็ได้ ให้เจ้าของบ้านยอมเปิดประตูออกมาคุยด้วย"
เป็นที่มาว่าทำไมยาคูลท์ถึงต้องใช้ “ผู้หญิง” ที่ให้ความรู้สึกปลอดภัยในมุมจิตวิทยามารับบทสาวยาคูลท์ เพื่อเพิ่มโอกาสที่ลูกค้าเปิดใจยอมเปิดประตูบ้านมาคุยด้วยนั่นเอง
นอกจากนี้วิธีการขายแบบ Door to Door ผ่านสาวยาคูลท์ยังช่วยให้แบรนด์สนิทกับลูกค้าได้เร็วมาก
สาวยาคูลท์ส่วนใหญ่จะรู้จักบ้าน รู้จักนิสัย รู้จักพฤติกรรม ของลูกค้าในพื้นที่ของตัวเองดีมาก ผ่านการพูดคุยทักทายกันทุกวันเหมือนเพื่อนข้างบ้าน
ซึ่งเหมือนเป็นการทำ CRM ช่วยสร้าง Loyalty ให้แบรนด์ไปในตัวทำให้ลูกค้าอยู่กับแบรนด์ได้นานและซื้อซ้ำเรื่อย ๆ โดยไม่ต้องพึ่งโฆษณาเลย
3. ยาคูลท์มีแค่ขนาดเดียว แต่ลูกค้าต้องซื้อบ่อยขึ้นโดยไม่รู้ตัว
ตั้งแต่วันแรก.. ยาคูลท์จะมีจำหน่ายแค่ขนาดเดียวคือ 80 มิลิลิตร ไม่เคยมีขนาดอื่น
เพราะยาคูลท์มองว่าในปริมาณเท่านี้ ลูกค้าจะได้รับ "จุลินทรีย์ชิโรต้า" ซึ่งเป็นจุดขายของแบรนด์เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายใน 1 วัน ทำให้การดื่มมากกว่านี้อาจไม่ได้จำเป็น
แต่ในมุมการตลาดการทำเครื่องดื่มขวดเล็ก ๆ แค่ขนาดเดียวแบบนี้ จะเหมือนบังคับอ้อม ๆ ให้ลูกค้าต้องทานให้หมดในครั้งเดียว
และด้วยความเป็นนมเปรี้ยวที่ลูกค้าจะชอบของที่สดใหม่เป็นธรรมดาอยู่แล้ว ทำให้การซื้อยาคูลท์หลาย ๆ ขวดตุนไว้ครั้งละเยอะ ๆ ก็อาจจะไม่เหมาะ
ทำให้ลูกค้าต้องกลับมาซื้อยาคูลท์ซ้ำเรื่อย ๆ โดยไม่ต้องพึ่งโปรโมชัน ถือเป็นท่าที่เรียบง่ายแต่ได้ผลดีมาก ๆ นั่นเอง..
ถึงตรงนี้ถ้าจะให้สรุปการตลาดเด่น ๆ ของยาคูลท์สั้น ๆ ก็คือ
ยาคูลท์ใช้วิธีการขายหลัก ๆ ผ่านสาวยาคูลท์ที่เข้าถึงลูกค้าได้ดีมาช่วยสร้างความคุ้นเคยกับแบรนด์
แค่สาวยาคูลท์ขับรถผ่านหน้าบ้านลูกค้า..
ลูกค้าก็เหมือนเห็นโฆษณาของแบรนด์ไปแล้ว
ส่วนสินค้าที่เหมาะทานได้ทุกวัน และการออกแบบปริมาณให้ต้องดื่มในครั้งเดียวจะเป็นตัวกระตุ้นให้ลูกค้ากลับมาซื้อซำ้เรื่อย ๆ นั่นเอง
สุดท้ายนี้.. เราต้องไม่ลืมว่าแม้รูปแบบการขายไปจนถึงการตลาดจะดีแค่ไหน แต่ถ้าสินค้ามันไม่ได้ดีจริง ๆ ลูกค้าก็คงไม่ซื้อซ้ำ
และจากทั้งหมดที่ว่ามาหลายคนน่าจะเข้าใจแล้วว่าทำไมยาคูลท์ถึง
ไม่จำเป็นต้องโฆษณาก็ทำรายได้ระดับ 2,000 ล้านบาทได้แทบทุกปี..