Pwo Technovation นำเสนอแนวคิด / นวัตกรรม / เทคโนโลยีต่างๆ เพื่อพี่น้องทุกท่านที่สนใจ

เจลลี่พุดดิ้งโปรตีนสูงดัดแปลงเนื้อสัมผัสสำหรับผู้สูงอายุ“เจลลี่พุดดิ้งโปรตีนสูงดัดแปลงเนื้อสัมผัสสำหรับผู้สูงอายุ” นวัตก...
30/09/2025

เจลลี่พุดดิ้งโปรตีนสูงดัดแปลงเนื้อสัมผัสสำหรับผู้สูงอายุ
“เจลลี่พุดดิ้งโปรตีนสูงดัดแปลงเนื้อสัมผัสสำหรับผู้สูงอายุ” นวัตกรรมจากคณะสหเวชศาสตร์ จุฬาฯ คว้าเหรียญทองแดงและรางวัลพิเศษงานประกวดนวัตกรรมนานาชาติที่เจนีวา
“เจลลี่พุดดิ้งโปรตีนสูงดัดแปลงเนื้อสัมผัสสำหรับผู้สูงอายุที่มีปัญหาเคี้ยวกลืนลำบาก” ผลงานของ ผศ.ดร.วรัญญา เตชะสุขถาวร ภาควิชาโภชนาการและการกำหนดอาหาร คณะสหเวชศาสตร์ จุฬาฯ และคณะ ได้รับรางวัลเหรียญทองแดง (Bronze Medal) จากงาน “The 50th International Exhibition of Inventions Geneva” ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 9-13 เมษายน 2568 ณ นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส และได้รับรางวัลพิเศษ Prize of Malaysia delegation from Malaysia Delegation จากประเทศมาเลเซีย นับเป็นอีกหนึ่งผลงานนวัตกรรมที่ตอบโจทย์สังคมสูงวัยและตอบสนองความต้องการของผู้สูงอายุที่มักประสบปัญหาการบริโภคอาหารได้น้อยและเคี้ยวกลืนลำบาก
ผศ.ดร.วรัญญา เตชะสุขถาวร หัวหน้าโครงการวิจัยการพัฒนาเจลลี่พุดดิ้งโปรตีนสูงดัดแปลงเนื้อสัมผัสสำหรับผู้สูงอายุที่มีปัญหาเคี้ยวกลืนลำบาก เปิดเผยถึงที่มาของการพัฒนานวัตกรรมนี้ว่า ในสังคมผู้สูงวัย ผู้สูงอายุมักประสบปัญหาในการเคี้ยวกลืนอาหาร ทำให้ได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ ส่งผลให้กล้ามเนื้อลดลง จากการทำงานวิจัยอย่างต่อเนื่องในเรื่องอาหารสำหรับผู้มีภาวะกลืนลำบากโดยได้พัฒนา “46 เมนูอาหารฝึกกลืนตามมาตรฐานสากล IDDSI” ทำให้มีเสียงเรียกร้องให้พัฒนาอาหารสำเร็จรูปในรูปแบบของว่างที่ครบครันสารอาหารสำหรับผู้สูงอายุ มีความปลอดภัยในการกลืน จึงเป็นที่มาของ “เจลลี่พุดดิ้งโปรตีนสูงดัดแปลงเนื้อสัมผัสสำหรับผู้สูงอายุ” ซึ่งเป็นอาหารเสริมระหว่างวันของผู้สูงอายุ ด้วยรสชาติที่อร่อยถูกปากคนไทย ภายใต้ชื่อผลิตภัณฑ์ “Elderine” ซึ่งเป็นความร่วมมือกับบริษัท บ้านโป่ง โนวิเทท จำกัด
“งานวิจัยพัฒนาสูตรเจลลี่พุดดิ้งโปรตีนสูงใช้เวลานานกว่า 1 ปี ผ่านกระบวนการต่าง ๆ ในห้องปฏิบัติการ มีการวิจัยทดลองดัดแปลงเนื้อสัมผัสและเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการ ปรับสัดส่วนของวัตถุดิบ รสชาติ การตรวจสอบเนื้อสัมผัส ประเมินการยอมรับของผลิตภัณฑ์ในอาสาสมัครที่เป็นผู้สูงอายุ 30 คน จนถึงการปรับใช้เทคโนโลยีของการผลิตที่ตอบโจทย์ผลิตภัณฑ์ให้ดีที่สุด” ผศ.ดร.วรัญญากล่าว
ผศ.ดร.วรัญญา อธิบายถึงลักษณะพิเศษของเจลลี่พุดดิ้งโปรตีนสูงที่พัฒนาขึ้นว่า มีความแตกต่างจากเจลลี่พุดดิ้งทั่วไปที่จำหน่ายในท้องตลาดที่เนื้อสัมผัสที่เป็นแบบ 2 in 1 กล่าวคือ เนื้อเจลลี่พร้อมรับประทาน มีความคงตัวอยู่บนช้อนได้ และสามารถเป็นเนื้อพุดดิ้งที่อ่อนนุ่มเมื่อใช้ช้อนบดเพียงเล็กน้อย ช่วยให้ผู้สูงอายุสามารถบดเคี้ยวอาหารได้แม้จะไม่มีฟันก็ตาม นอกจากนี้ยังมีการผสมเวย์โปรตีนไอโซเลตชนิดพิเศษสูงถึง 7 กรัมต่อถ้วย โดยไม่ทำให้เนื้อสัมผัสแข็งกระด้าง ไม่มีรสขม มีการผสมแป้งมันสำปะหลังชนิดดัดแปลงโมเลกุลกลูโคสโพลิเมอร์ให้มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ รวมทั้งมีการปรับเนื้อสัมผัสด้วยส่วนผสมที่ลงตัวระหว่างคาราจีแนนและสารก่อให้เกิดเจลอื่นๆ มีการใช้เทคโนโลยีการผลิตขั้นสูง สามารถเก็บผลิตภัณฑ์ได้ในอุณหภูมิปกตินานถึง 6 เดือนโดยคุณภาพและเนื้อสัมผัสของเจลลี่พุดดิ้งยังคงเดิมไม่เปลี่ยนแปลง ปัจจุบันได้พัฒนาเจลลี่พุดดิ้งเป็นสองรสชาติที่ถูกปากคนไทยคือรสกล้วย และรสสตรอว์เบอร์รี่ เจลลี่พุดดิ้ง 1 ถ้วยมีคุณค่าทางอาหารให้พลังงาน 70 – 80 แคลอรี่ และให้โปรตีนคุณภาพที่ย่อยง่าย 7 – 8 กรัมซึ่งเทียบได้กับไข่ไก่ 1 ฟอง ถือเป็นของว่างเพื่อสุขภาพ สามารถรับประทานได้ 2 ถ้วยต่อวัน นอกจากผู้สูงอายุแล้ว ยังเหมาะสำหรับผู้บริโภคหลายกลุ่ม เช่น ผู้ที่เพิ่งถอนฟันหรือผ่าฟันคุดซึ่งประสบปัญหาในการบดเคี้ยวอาหาร เด็กวัยรุ่นที่ต้องการอาหารที่เพิ่มโปรตีน ผู้ป่วยมะเร็งที่ต้องการโปรตีนสูง รวมถึงผู้ที่ออกกำลังกายที่ต้องการเสริมกล้ามเนื้อ เป็นต้น นอกจากนี้ ส่วนหนึ่งในด้านการวิเคราะห์ขั้นสูง ได้รับความร่วมมือจาก ดร.ชัยวุฒิ กมลพิลาส ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ดำเนินการทดสอบเนื้อสัมผัสและความลื่นของอาหาร (oral tribology) เนื้อสัมผัสของเจลลี่พุดดิ้ง
ปัจจุบันผลิตภัณฑ์นี้อยู่ในระหว่างดำเนินการขอจดสิทธิบัตร สำหรับแผนงานในอนาคต ผศ.ดร.วรัญญาเผยว่า จะขึ้นทะเบียนให้เป็นอาหารวัตถุประสงค์พิเศษ ในรูปแบบอาหารทางการแพทย์ โดยได้รับความร่วมมือจากทีมวิจัย (ผศ.พญ.ภัทรา วัฒนพันธุ์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น) ในการศึกษาวิจัยในมนุษย์ เพื่อทดสอบประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์เจลลี่พุดดิ้งโปรตีนสูงกับการเพิ่มขึ้นของมวลกล้ามเนื้อในผู้สูงอายุ และกำลังขยายความร่วมมือกับทีมวิจัยจากประเทศญี่ปุ่นในการผลิตเจลลี่พุดดิ้ง ออกจำหน่ายจริง คาดว่าจะวางจำหน่ายในท้องตลาดได้ราวเดือนตุลาคมที่จะถึงนี้
ผศ.ดร.วรัญญายังคงมุ่งมั่นศึกษาวิจัยเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์อาหารสำหรับผู้มีภาวะกลืนลำบากต่อไป โดยจะพัฒนาผลิตภัณฑ์ในรูปแบบอื่น เช่น ขนมไทยสำหรับผู้สูงอายุ รวมถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารฟังก์ชั่นที่มีการเพิ่มสารอาหารอื่น ๆ ที่จำเป็นสำหรับผู้สูงอายุ เช่น ไฟเบอร์หรือใยอาหารที่ช่วยในการขับถ่าย เป็นต้น
ที่มา: https://www.chula.ac.th/news/241608/

“ครีมกันแดด” จากละอองเกสรดอกไม้ กันแดดดี เย็น และเป็นมิตรกับปะการังทีมนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีนันยาง ประเทศ...
25/09/2025

“ครีมกันแดด” จากละอองเกสรดอกไม้ กันแดดดี เย็น และเป็นมิตรกับปะการัง
ทีมนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีนันยาง ประเทศสิงคโปร์ ร่วมกับทีมงานจากมหาวิทยาลัยแห่งชาติโซล ประเทศเกาหลีใต้ ประกาศความสำเร็จ สร้าง “ครีมกันแดดละอองเกสร” คุณสมบัติดี เป็นมิตรกับปะการัง
“ครีมกันแดด” จากละอองเกสรดอกไม้ ถูกระบุว่ามีประสิทธิภาพเทียบเท่ากับครีมกันแดดที่มีส่วนผสมจากแร่ธาตุอย่างไทเทเนียมไดออกไซด์ และซิงค์ออกไซด์
ครีมกันแดดนี้ทำขึ้นจาก “ละอองเรณูดอกคามิลเลีย” ที่ไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้ และมีจำหน่ายทั่วไปในฐานะอาหารเสริมเพื่อสุขภาพราคาไม่แพง โดยใช้กระบวนการที่ใช้น้ำเป็นพื้นฐาน ซึ่งไม่ใช้สารเคมีที่มีฤทธิ์รุนแรงหรือใช้ความร้อนสูง ในการกำจัดสารภายในละอองเรณูแต่ละเม็ดออกไป
กระบวนการดังกล่าวจะทำให้ได้ “สปอโรพอลเลนิน” ชั้นนอกของไบโอโพลิเมอร์ธรรมชาติที่แข็งแรง ซึ่งถูกเปลี่ยนรูปเป็นไมโครเจลใส ที่มีความหนาไม่มากกว่าเส้นผมของมนุษย์
เมื่อนำ “สปอโรพอลเลนิน” มาทาทดลองบนผิวหนังสัตว์ พบว่าเจลดังกล่าวสามารถป้องกันรังสีอัลตราไวโอเลตที่เป็นอันตรายได้อย่างมีประสิทธิภาพเทียบเท่าครีมกันแดดทั่วไป ซึ่งทำมาจากแร่ธาตุหรือสารเคมีที่มีค่า SPF ประมาณ 30 ซึ่งหมายความว่าสามารถป้องกันรังสียูวีได้ประมาณ 97%
ข้อดีเพิ่มเติมคือ เนื่องจากสปอโรพอลเลนินดูดซับพลังงานได้น้อยกว่าครีมกันแดดทั่วไปในช่วงสเปกตรัมที่มองเห็นได้ถึงใกล้ระดับอินฟราเรด จึงพบว่าไมโครเจลนี้ช่วยรักษาอุณหภูมิผิวให้เย็นลง 5 องศาเซลเซียส เป็นเวลานานถึง 20 นาทีหลังการทา และที่สำคัญ ทีมวิจัยอ้างว่า ไมโครเจลนี้ไม่มีผลต่อปะการังหลัง จากถูกเติมลงในน้ำที่พวกมันอาศัยอยู่ แม้จะผ่านไป 60 วันแล้วก็ตาม ในทางตรงกันข้าม ปะการังกลับตายจากการฟอกขาวภายใน 6 วัน หลังจากสัมผัสกับครีมกันแดดที่ขายตามท้องตลาด
ทีมวิจัยระบุว่า คุณสมบัติของ “สปอโรพอลเลนิน” นี้ มีความต้านทานรังสียูวีตามธรรมชาติ เนื่องจากเปลือกละอองเรณูของดอกคามิลเลียจำเป็นต้องปกป้องสิ่งที่อยู่ภายในจากสภาพแวดล้อมที่รุนแรง รวมถึงแสงแดด
งานวิจัยนี้ได้รับการอธิบายไว้ในบทความที่เพิ่งตีพิมพ์ในวารสาร Advanced Functional Materials : https://advanced.onlinelibrary.wiley.com/doi/abs/10.1002/adfm.202516936
ที่มา: https://www.tnnthailand.com/tech/211832/

มช. ดันนวัตกรรมสมุนไพร “สเปรย์นาโนขะจาว” เจาะตลาดสัตว์เลี้ยงไทย-ตปท.มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) เดินหน้าขับเคลื่อนงานวิจั...
24/09/2025

มช. ดันนวัตกรรมสมุนไพร “สเปรย์นาโนขะจาว” เจาะตลาดสัตว์เลี้ยงไทย-ตปท.
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) เดินหน้าขับเคลื่อนงานวิจัยสู่เชิงพาณิชย์ จากผลงานวิจัยเพื่อการดูแลรักษาแผลในสัตว์เลี้ยง “สเปรย์นาโนขะจาว” ที่พัฒนามาจากภูมิปัญญาท้องถิ่น จ.ลำปาง สู่การต่อยอดเชิงวิทยาศาสตร์ หลังใช้เวลา 7 ปีในการวิจัย และทดสอบจนได้สารสกัดที่มีคุณสมบัติเด่นในการต้านการอักเสบ สมานแผล และยับยั้งจุลชีพได้อย่างมีประสิทธิภาพ สำหรับใช้ดูแลแผล และปัญหาผิวหนังในสัตว์เลี้ยง
โดยล่าสุด มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU)กับบริษัท ซีเอ็ม ไฟโตเทค จำกัด ในเครือบริษัท อ่างแก้วโฮลดิ้ง จำกัด ซึ่งเป็นโฮลดิ้งของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พร้อมทั้งลงนามสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิเทคโนโลยีสเปรย์นาโนขะจาวกับบริษัท เดอะ เฮอร์บิเทจ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด
โดยมี ผศ.ดร.ธัญญานุภาพ อานันทนะ รองอธิการบดี มช. รศ.ดร.ปิติวัฒน์ วัฒนชัย ผู้อำนวยการอุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (STeP) และผศ.ดร.หทัยชนก ปันดิษฐ์ อาจารย์-นักวิจัย ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มช.และผู้ก่อตั้งบริษัท ซีเอ็ม ไฟโตเทค จำกัด และคณาจารย์ มช. พร้อมด้วยผู้บริหาร เดอะ เฮอร์บิเทจ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด โดยนายรัชชานนท์ แก้วมณี กรรมการบริษัท พร้อมคณะผู้บริหาร เข้าร่วม ณ NSP Exhibition Hall (B1) อาคารอำนวยการอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค ภาคเหนือ จ.เชียงใหม่
ผศ.ดร.ธัญญานุภาพ กล่าวว่า มช. มีนโยบายส่งเสริมการวิจัยและพัฒนา เพื่อให้ผลงานวิจัยสามารถนำไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ได้อย่างเป็นรูปธรรม ผ่านกลไกการสนับสนุนการวิจัยพัฒนา การถ่ายทอดเทคโนโลยี การสร้างธุรกิจสตาร์ทอัพ ทั้งด้านเทคโนโลยีขั้นสูง (High-Tech Startup) และนวัตกรรมที่ใกล้ชิดสังคม (Hi-Touch Startup) รวมถึงการผลักดันนวัตกรรมเพื่อสังคม (Social Innovation)
อีกทั้งยังได้จัดตั้ง บริษัท อ่างแก้ว โฮลดิ้ง จำกัด เพื่อทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญในการผลักดันงานวิจัยสู่การสร้างผู้ประกอบการ (Tech Spin-Off) ซึ่งกลไกเหล่านี้เมื่อประกอบกันจะเป็นระบบนิเวศที่จะนำไปสู่การขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยเชียงใหม่สู่การเป็น “มหาวิทยาลัยแห่งนวัตกรรม” (Innovation University) ได้อย่างแท้จริง
รศ.ดร.ปิติวัฒน์ กล่าวว่า ความร่วมมือในครั้งนี้ จะเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนในบทบาทของอุทยานวิทย์ฯ มช. ในการสนับสนุนการสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมที่สมบูรณ์ ตั้งแต่การสนับสนุนการวิจัยเพื่อศึกษากระบวนการสกัด สารออกฤทธิ์สำคัญ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด
การผลักดันให้นักวิจัยจัดตั้งบริษัท Tech Spin-Off บริษัท ซีเอ็ม ไฟโตเทค จำกัด เพื่อให้บริการสกัดสารสำคัญจากวัตถุดิบธรรมชาติและจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากผลงานวิจัย พร้อมทั้งเชื่อมโยงกับภาคเอกชน เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งในเชิงธุรกิจอย่างยั่งยืน โดยมีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ระหว่างบริษัท ซีเอ็ม ไฟโตเทค จำกัด และบริษัท เดอะ เฮอร์บิเทจ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เพื่อต่อยอดการพัฒนาผลิตภัณฑ์และขยายผลทางการตลาดจากสารสกัดธรรมชาติสำหรับการดูแลสุขภาพสัตว์เลี้ยง ตลอดจนการค้นหาศักยภาพของวัตถุดิบธรรมชาติอื่น ๆ
ด้าน ผศ.ดร.หทัยชนก อธิบายถึงผลงาน “สเปรย์นาโนขะจาว” ว่า เป็นผลงานวิจัยที่พัฒนามาจากภูมิปัญญาท้องถิ่น จ.ลำปาง สู่การต่อยอดเชิงวิทยาศาสตร์ ตลอดระยะเวลา 7 ปี ที่ดำเนินการวิจัย ทดสอบทั้งในห้องปฏิบัติการและภาคสนาม จนได้สารสกัดที่พิสูจน์แล้วว่ามีคุณสมบัติเด่นในการต้านการอักเสบ สมานแผล และยับยั้งจุลชีพได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปราศจากสารเคมีรุนแรงและยาปฏิชีวนะ ปลอดภัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เหมาะกับการใช้ดูแลแผลและปัญหาผิวหนังในสัตว์เลี้ยง
ปัจจุบันได้จัดตั้งบริษัท Spin-Off ซีเอ็ม ไฟโตเทค จำกัด เพื่อให้บริการสกัดสารสำคัญจากวัตถุดิบธรรมชาติและจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากผลงานวิจัย และความร่วมมือกับบริษัท เดอะ เฮอร์บิเทจ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ในครั้งนี้จะเป็นก้าวสำคัญที่จะสร้างพันธมิตรทางธุรกิจ เพื่อช่วยกันผลักดันผลิตภัณฑ์จากงานวิจัยของไทยไปสู่ตลาดสากล
ด้านนายรัชชานนท์ กล่าวถึง แนวทางการวางกลยุทธ์ทางการตลาดว่า จะกระจายผลิตภัณฑ์ไปยังโรงพยาบาลสัตว์ เพ็ตช็อป ห้างสรรพสินค้า และแพลตฟอร์มออนไลน์ชั้นนำ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ตามลำดับ เน้นการจำหน่ายแบบ B2B ควบคู่กับการสื่อสารผ่านสื่อดิจิทัล โดยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับผลิตภัณฑ์นวัตกรรมจากภูมิปัญญาของไทยสู่เวทีสากล
นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังให้ความสำคัญกับการสร้างคุณค่าทางสังคม โดยเตรียมจัดสรรรายได้ส่วนหนึ่ง สำหรับการสนับสนุนการรักษาสัตว์เลี้ยงด้อยโอกาสผ่านโครงการ CSR ร่วมกับมูลนิธิสัตว์เลี้ยงต่างๆ ทั่วประเทศ เพื่อสะท้อนถึงความตั้งใจของ Herbitage ที่ไม่เพียงแต่ต้องการผลักดันนวัตกรรมไทยสู่ตลาดโลก หากแต่ยังมุ่งสร้างผลประโยชน์คืนกลับสู่สังคมอย่างยั่งยืน
จากความร่วมมือของทุกภาคส่วนในครั้งนี้ จะส่งผลกระทบเชิงบวกในหลายมิติ ทั้งในแง่การพัฒนางานวิจัยของมหาวิทยาลัยสู่การใช้ประโยชน์ การยกระดับสมุนไพรไทยสู่สากล การสร้างโอกาสทางธุรกิจในอุตสาหกรรมสัตว์เลี้ยงระดับโลก ซึ่งส่งผลดีทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม ตอบโจทย์การพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน
ที่มา: https://www.bangkokbiznews.com/tech/innovation/1195932

สวทช.เปิดตัวเอนไซม์ต้านอนุมูลอิสระ ฝีมือนักวิจัยไทย ประสิทธิภาพเหนือวิตามินซี 25 เท่า!นักวิจัยไบโอเทค สวทช. เปิดตัว “ร็อ...
23/09/2025

สวทช.เปิดตัวเอนไซม์ต้านอนุมูลอิสระ ฝีมือนักวิจัยไทย ประสิทธิภาพเหนือวิตามินซี 25 เท่า!
นักวิจัยไบโอเทค สวทช. เปิดตัว “ร็อกซิไซม์” (Roxizyme) นวัตกรรมเอนไซม์ต้านอนุมูลอิสระ พัฒนาจากยีสต์สายพันธุ์ท้องถิ่นในไทย ทนสภาพอากาศร้อนชื้น เหมาะกับผิวคนเอเชียอย่างแท้จริง พร้อมต่อยอดสู่ธุรกิจเครื่องสำอางและอาหารเสริม เปิดโอกาสผู้ประกอบการไทยร่วมพัฒนาการผลิตเชิงพาณิชย์และขยายตลาดสู่สากล
เทรนด์การดูแลสุขภาพและความงามของผู้บริโภคในปัจจุบันเน้นให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์ที่มาจากธรรมชาติมากขึ้น โดยเฉพาะ “สารต้านอนุมูลอิสระ” ที่กลายเป็นส่วนผสมหลักในอุตสาหกรรมอาหารเสริมและเครื่องสำอางทั่วโลก ทว่าผลิตภัณฑ์และสารต้านอนุมูลอิสระส่วนใหญ่ที่ใช้ในประเทศยังต้องพึ่งพาการนำเข้าเกือบทั้งหมด เนื่องจากปัญหาด้านความไม่เสถียรของกระบวนการผลิตและความมั่นคงทางวัตถุดิบในประเทศเอง อีกทั้งคุณสมบัติของสารที่นำเข้ามาอาจไม่เหมาะกับสภาพผิวของคนเอเชีย และเสื่อมสภาพได้ง่ายในสภาพอากาศร้อนชื้นของประเทศไทย ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตสูงและลดทอนคุณภาพของผลิตภัณฑ์
จากความท้าทายเหล่านี้จึงทำให้ทีมนักวิจัยจากศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) ร่วมกับศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) คิดค้นและพัฒนา Roxizyme นวัตกรรมการผลิตและการผสมสูตรเอนไซม์ต้านอนุมูลอิสระจากจุลินทรีย์สายพันธุ์ไทย ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์อุตสาหกรรมเครื่องสำอางและผู้บริโภคโดยเฉพาะ
ดร.พิษณุ ปิ่นมณี นักวิจัย ทีมวิจัยเทคโนโลยีเอนไซม์ กลุ่มวิจัยเทคโนโลยีไบโอรีไฟเนอรีและชีวภัณฑ์ ไบโอเทค สวทช. กล่าวว่า ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางราคาแพงในท้องตลาดส่วนใหญ่มีส่วนประกอบของสารต้านอนุมูลอิสระจากธรรมชาติ โดยสารเหล่านี้สกัดได้จากพืช เห็ด และจุลินทรีย์ แต่สารสกัดที่ใช้ในประเทศไทยส่วนใหญ่นำเข้ามาเกือบทั้งหมด ทำให้มีข้อจำกัดมากมาย โดยเฉพาะสารสกัดจำพวกเอนไซม์ที่นำเข้ามาจากโซนยุโรปหรืออเมริกาอาจไม่เหมาะกับสภาพผิวของคนเอเชีย อีกทั้งเอนไซม์ที่นำเข้าไม่สามารถทนสภาวะร้อนชื้นในประเทศไทยได้ ดังนั้นเอนไซม์ต้านอนุมูลอิสระที่อยู่ในผลิตภัณฑ์อาจเสียสภาพก่อนถึงมือผู้ใช้งาน
“จุดเริ่มต้นของการพัฒนา Roxizyme มาจากการมองหาทางเลือกใหม่ในการผลิตเอนไซม์ที่เสถียรและเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมของไทย ทีมวิจัยจึงเดินทางไปยังภาคเหนือเพื่อคัดเลือกสายพันธุ์ยีสต์จากข้าวหมักซึ่งมั่นใจได้ว่าสามารถทนกับสภาพอากาศในบ้านเราได้ดี จากนั้น พัฒนากระบวนการผลิตแบบแม่นยำ เพื่อเปลี่ยนเซลล์ยีสต์ให้เป็นโรงงานผลิตเอนไซม์ต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพสูง ได้แก่ ซูเปอร์ออกไซด์ดิสมิวเทส (Superoxide dismutase, SOD) คะตะเลส (Catalase, CAT) และ กลูตาไธโอนเปอร์ออกซิเดส (Glutathione peroxidase, GPx) ซึ่งถือเป็นสุดยอดเอนไซม์ต้านอนุมูลอิสระที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในอุตสาหกรรมเครื่องสำอางทั่วโลก”
อย่างไรก็ตาม ปัญหาสำคัญของเอนไซม์ต้านอนุมูลอิสระคือเสื่อมสภาพได้ง่าย โดยเฉพาะเมื่อเจอกับสภาพอากาศร้อนชื้น นักวิจัยจึงพัฒนาเทคโนโลยีการผสมสูตร (formulation technology) เพื่อปกป้องสารชีวโมเลกุลที่มีขนาดใหญ่และเปราะบางสูงอย่างเอนไซม์ให้มีเสถียรภาพ มีความทนทานต่อสภาพแวดล้อม คงคุณภาพ และทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
ด้วยเทคโนโลยีการผลิตเอนไซม์ต้านอนุมูลอิสระแบบแม่นยำและการผสมสูตรที่ทางทีมวิจัยพัฒนาขึ้น ทำให้ได้ผลผลิตเอนไซม์มากกว่ากระบวนการผลิตทั่วไปถึง 16% และผลการทดสอบในห้องปฏิบัติการพบว่า Roxizyme มีฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระมากกว่าวิตามินซีถึง 25 เท่า ทั้งยังมีคุณสมบัติช่วยให้ผิวกระจ่างใสได้เทียบเท่ากรดโคจิก (Kojic acid) ที่สำคัญคือ ไม่เป็นพิษต่อเซลล์ มีความอ่อนโยนต่อเซลล์ผิวหนัง มีประสิทธิภาพในการฟื้นฟูสภาพเซลล์ผิว ลบเลือนริ้วรอย และเสริมสร้างสุขภาพเซลล์ผิวโดยรวม นอกจากนี้ สารประกอบต่าง ๆ ใน Roxizyme มีชื่ออยู่ในรายการสารที่ให้ใช้เป็นส่วนผสมในเครื่องสำอางตาม CosIng (the European Commission database with information on cosmetic substances and ingredients) เรียบร้อยแล้ว จึงสามารถนำไปใช้เป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง เช่น ซีรัม (serum) เอสเซนซ์ (essence) ครีมกันแดด (sunscreen) ได้อย่างมั่นใจ
ดร.พิษณุ ยังให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า สารสกัดธรรมชาติที่ใช้ในอุตสาหกรรมเครื่องสำอางเฉพาะในประเทศไทย ปัจจุบันมีมูลค่าทางการตลาดสูงถึง 20,000-22,000 ล้านบาท และยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง เฉพาะสารต้านอนุมูลอิสระจากธรรมชาติ มีมูลค่าประมาณ 2,400-2,600 ล้านบาท หาก Roxizyme สามารถครองส่วนแบ่งตลาดได้แม้เพียง 5% จะมีมูลค่าสูงถึง 130 ล้านบาท และในอนาคตยังสามารถต่อยอดไปสู่อุตสาหกรรมอาหารเสริมและตลาดต่างประเทศได้อีกด้วย
ทั้งนี้ นวัตกรรมเอนไซม์ Roxizyme ได้รับเลือกเป็น 1 ใน 10 ผลงานที่ได้นำเสนอบนเวทีการนำเสนอผลงานวิจัยเด่นที่น่าลงทุน (Investment Pitching) ในงาน Thailand Tech Show 2025 (TTS2025) ซึ่งทีมวิจัยมีเป้าหมายในการต่อยอดผลงานสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ โดยสร้างความร่วมมือกับภาคเอกชน ทั้งในกลุ่มผู้ผลิตเอนไซม์ ตลอดจนผู้ประกอบการด้านเครื่องสำอางและอาหารเสริม เพื่อผลักดันการประยุกต์ใช้ Roxizyme ในอุตสาหกรรมเครื่องสำอางของไทยให้เกิดขึ้นภายในปี 2569 จากนั้น จึงขยายผลไปสู่อุตสาหกรรมอาหารเสริม และพัฒนาสู่การสร้างฐานลูกค้าในตลาดต่างประเทศในปีถัดไป
ที่มา: https://www.tnnthailand.com/health/211714/

Dow เปิดตัว 'โพลิสไตรีน' ลดก๊าซเรือนกระจก ปั้นไทยฮับส่งออกพลาสติกยั่งยืนโพลิสไตรีน (Polystyrene: PS) เป็นหนึ่งในวัสดุพลา...
23/09/2025

Dow เปิดตัว 'โพลิสไตรีน' ลดก๊าซเรือนกระจก ปั้นไทยฮับส่งออกพลาสติกยั่งยืน
โพลิสไตรีน (Polystyrene: PS) เป็นหนึ่งในวัสดุพลาสติกที่ใช้อย่างกว้างขวาง ตั้งแต่บรรจุภัณฑ์อาหาร เครื่องใช้ไฟฟ้า ของเล่นเด็ก วัสดุตกแต่งภายใน ไปจนถึงอุปกรณ์ทางการแพทย์ แต่ความท้าทายสำคัญของพลาสติกในปัจจุบันคือ ปัญหาขยะและการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG) การพัฒนาพลาสติกที่สามารถรีไซเคิลได้ในเชิงอุตสาหกรรมจึงเป็นก้าวสำคัญ โดยเฉพาะในช่วงที่ประเทศไทยและโลกกำลังเดินหน้าสู่เป้าหมาย Net Zero
ล่าสุด กลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทย (Dow) เปิดเผยการพัฒนานวัตกรรมวัสดุ โพลิสไตรีน ที่มุ่งเน้นความยั่งยืน โดยโรงงานของ เอสซีจีซี-ดาว ผู้ผลิตเม็ดพลาสติกโพลิสไตรีนรายใหญ่ของไทย ได้ยกระดับการผลิตให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ทั้งการได้รับ การรับรองฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์ผลิตภัณฑ์ (CFP) ระดับทอง จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การ TGO) และการพัฒนาเม็ดพลาสติกที่สามารถผสมวัสดุรีไซเคิลได้สูงถึง 50% โดยไม่ลดทอนคุณภาพ
"เอกสิทธิ์ ลัคนานิธิพันธุ์" รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายธุรกิจร่วมทุน กลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทย กล่าวว่า โพลิสไตรีนของดาวไม่ใช่แค่วัสดุ แต่คือโซลูชันแห่งอนาคตที่ยั่งยืน
“เราภาคภูมิใจที่สามารถลดการใช้วัตถุดิบใหม่ ลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ และยังคงประสิทธิภาพการใช้งานครบถ้วน ซึ่งจะช่วยผู้ผลิตตอบโจทย์ทั้งด้านธุรกิจและสิ่งแวดล้อมในเวลาเดียวกัน”
ด้วยกำลังการผลิตระดับโลกกว่า 150,000 ตันต่อปี จากฝีมือของพนักงานชาวไทยที่โรงงานของกลุ่มบริษัทร่วมทุน เอสซีจีซี-ดาว ในจังหวัดระยอง ทำให้กลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทย ไม่เพียงเป็นกำลังหลักในการจัดหาวัสดุให้แก่ผู้ผลิตในประเทศ แต่ยังเป็นศูนย์กลางการส่งออกนวัตกรรมวัสดุไปทั่วโลก ตอกย้ำบทบาทของประเทศไทยในห่วงโซ่อุปทานวัสดุยั่งยืนระดับโลก
หนึ่งในความโดดเด่นคือความสามารถในการผสมเม็ดพลาสติกรีไซเคิล (PCR) ได้มากถึง 30–50% โดยไม่ลดทอนคุณภาพ ขณะที่พลาสติกเอบีเอส (Acrylonitrile-Butadiene-Styrene: ABS) รองรับได้เพียง 10–20% เท่านั้น ช่วยลดการใช้วัตถุดิบใหม่และสนับสนุนการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า
จุดแข็งของวัสดุชนิดนี้คือ เบา แข็งแรง มีผิวมันเงา ดูดซึมความชื้นต่ำ และขึ้นรูปได้ง่าย ทั้งยังสอดรับกับระบบ การรีไซเคิลเชิงกล (Mechanical Recycling) ที่ใช้เพียงการบด ล้าง และหลอมใหม่ โดยไม่เปลี่ยนโครงสร้างทางเคมี ส่งผลให้ลดการใช้พลังงาน ลดต้นทุน และนำวัสดุกลับมาใช้ในระดับอุตสาหกรรมได้จริง
งานวิจัยระดับสากลชี้ว่า การรีไซเคิลโพลิสไตรีนชนิด HIPS (High Impact Polystyrene) สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากกว่าการรีไซเคิล ABS ถึง 61.6–84.3% ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบสำคัญต่อการบรรลุเป้าหมาย Net Zero ของอุตสาหกรรมต่างๆ
โดยผลิตภัณฑ์โพลิสไตรีนที่ได้รับการออกแบบให้มีคุณสมบัติพิเศษ เช่น การไหลตัวสูง ผิวเงางามสูง การดูดความชื้นต่ำ แข็งแรง น้ำหนักเบา พร้อมรองรับกับระบบการรีไซเคิลเชิงกล (Mechanical Recycling) ซึ่งไม่เปลี่ยนโครงสร้างทางเคมีของวัสดุ เพียงบด ล้าง และหลอมขึ้นรูปใหม่ ช่วยลดต้นทุน ใช้พลังงานน้อย และนำกลับมาใช้ได้ในระดับ
การผลักดันโพลิสไตรีนรุ่นใหม่สะท้อนภาพที่ชัดเจนว่า อุตสาหกรรมพลาสติกไม่ได้เดินหน้าเพียงเพื่อประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจ แต่ต้องตอบโจทย์ด้านสิ่งแวดล้อมควบคู่ไปด้วย
- ผู้ผลิต ได้วัสดุที่ลดการพึ่งพาวัตถุดิบใหม่ ลดต้นทุนด้านพลังงาน และผ่านการรับรองมาตรฐานความยั่งยืน
- ผู้บริโภค ได้สินค้าที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
- ประเทศไทย มีบทบาทมากขึ้นในฐานะผู้ผลิตและผู้ส่งออกวัสดุที่สอดคล้องกับการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)
ที่มา: https://www.bangkokbiznews.com/environment/1195572
https://www.dowfamilythailand.com/th/

Amazon ปฏิวัติวงการโลจิสติกส์ มีหุ่นยนต์ครบ 1 ล้านตัว ใช้ในโรงงานAmazon ประกาศความสำเร็จครั้งสำคัญในการใช้งานหุ่นยนต์ตัว...
22/09/2025

Amazon ปฏิวัติวงการโลจิสติกส์ มีหุ่นยนต์ครบ 1 ล้านตัว ใช้ในโรงงาน
Amazon ประกาศความสำเร็จครั้งสำคัญในการใช้งานหุ่นยนต์ตัวที่ 1 ล้าน พร้อมเปิดตัว DeepFleet ระบบ AI ใหม่ล่าสุด ที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้หุ่นยนต์ในโรงงานอีก 10%
Amazon ได้สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับวงการเทคโนโลยีและโลจิสติกส์อีกครั้ง คือการติดตั้งและใช้งานหุ่นยนต์ตัวครบ "1 ล้านตัว" ในศูนย์จัดการสินค้าที่ประเทศญี่ปุ่น พร้อมยังการเปิดตัว "DeepFleet" ซึ่งเป็น AI ที่บริษัทพัฒนาขึ้นเอง เพื่อปฏิวัติประสิทธิภาพการทำงานของกองทัพหุ่นยนต์ทั้งหมด
DeepFleet ได้รับการออกแบบมาเพื่อทำหน้าที่เปรียบเสมือน "ระบบจัดการจราจรอัจฉริยะ" สำหรับหุ่นยนต์ภายในศูนย์จัดการสินค้ากว่า 300 แห่งทั่วโลก โดย AI ดังกล่าวถูกสร้างขึ้นจากการใช้ชุดข้อมูลการเคลื่อนย้ายสินค้าคงคลังจำนวนมหาศาลของ Amazon เอง ร่วมกับเครื่องมือบน AWS อย่าง Amazon SageMaker ทำให้สามารถวางแผนและประสานงานเส้นทางการเคลื่อนที่ของหุ่นยนต์แต่ละตัวได้อย่างเหมาะสมที่สุด
ผลลัพธ์คือ การลดความแออัด เพิ่มประสิทธิภาพเส้นทาง และที่สำคัญคือการลดระยะเวลาการเดินทางของหุ่นยนต์ลงถึง 10% ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อการจัดส่งพัสดุถึงมือลูกค้าได้รวดเร็วยิ่งขึ้นและมีต้นทุนที่ลดลง
ความสำเร็จครั้งนี้เป็นผลพวงจากการเดินทางด้านนวัตกรรมหุ่นยนต์ของ Amazon ที่ยาวนานกว่าทศวรรษ จากที่เริ่มต้นด้วยหุ่นยนต์เพียงประเภทเดียวในปี 2012
ปัจจุบัน Amazon มีหุ่นยนต์หลากหลายชนิดที่ทำงานร่วมกับพนักงาน เช่น หุ่นยนต์ Hercules ที่สามารถยกน้ำหนักได้ถึง 1,250 ปอนด์ (ประมาณ 567 กิโลกรัม) และ Proteus หุ่นยนต์เคลื่อนที่อัตโนมัติเต็มรูปแบบตัวแรกที่สามารถทำงานร่วมกับมนุษย์ได้อย่างปลอดภัย
นอกเหนือจากการเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานแล้ว Amazon ยังให้ความสำคัญกับการยกระดับทักษะของพนักงาน
โดยนับตั้งแต่ปี 2019 บริษัทได้จัดโครงการฝึกอบรมทักษะให้แก่พนักงานไปแล้วกว่า 700,000 คนทั่วโลก เพื่อเตรียมความพร้อมสู่บทบาทหน้าที่ที่ต้องใช้เทคโนโลยีขั้นสูง
ซึ่งการนำหุ่นยนต์เข้ามาใช้งานยังช่วยสร้างตำแหน่งงานใหม่ๆ ที่ต้องการทักษะเฉพาะทางเพิ่มขึ้น เช่น ในศูนย์จัดการสินค้ายุคใหม่ที่รัฐลุยเซียนา มีความต้องการพนักงานในสายงานซ่อมบำรุงและวิศวกรรมเพิ่มขึ้นถึง 30%
ที่มา: https://www.springnews.co.th/digital-tech/technology/858628

ไวรัสเอ็นพีวี (NPV) ตัวช่วยฝ่าวิกฤตหนอนดอกดาวเรือง“ดาวเรือง” เป็นไม้ดอกสีเหลืองที่เติบโตได้ดีในทุกภูมิภาคของประเทศ และปล...
11/09/2025

ไวรัสเอ็นพีวี (NPV) ตัวช่วยฝ่าวิกฤตหนอนดอกดาวเรือง
“ดาวเรือง” เป็นไม้ดอกสีเหลืองที่เติบโตได้ดีในทุกภูมิภาคของประเทศ และปลูกหมุนเวียนได้ทุกฤดูกาล อีกทั้งเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญที่สร้างรายได้เฉลี่ยมากกว่า 100,000 บาทต่อไร่ต่อรอบ ยิ่งช่วงเข้าพรรษาและวันพระใหญ่ ตลาดจะยิ่งมีความต้องการสูง (ฐานข้อมูลทะเบียนเกษตรกร ปี 2563) ทว่าช่วง 2–3 ปีที่ผ่านมา เกษตรกรกลับต้องเผชิญปัญหาศัตรูพืชอย่างหนอนกระทู้หอม หนอนเจาะสมอฝ้าย และหนอนกระทู้ผักดื้อยาอย่างหนัก จนผลผลิตเสียหายกว่าร้อยละ 60 ส่งผลกระทบโดยตรงต่อรายได้และโอกาสทางธุรกิจ
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) นำสารชีวภัณฑ์ “ไวรัสเอ็นพีวี (Nucleopolyhedrovirus: NPV)” ไวรัสก่อโรคในแมลงช่วยปราบศัตรูพืชแบบอยู่หมัด และเป็นแนวทางลดการใช้สารเคมีอย่างยั่งยืน
สัมฤทธิ์ เกียววงษ์ นักวิชาการอาวุโส ทีมวิจัยเทคโนโลยีการควบคุมทางชีวภาพ ไบโอเทค สวทช. อธิบายว่า NPV คือ ไวรัสก่อโรคในแมลงที่มีความจำเพาะกับหนอนของแมลง ประกอบด้วยไวรัสเอ็นพีวีสำหรับกำจัดหนอนกระทู้หอม (SpexNPV) หนอนเจาะสมอฝ้าย (HearNPV) และหนอนกระทู้ผัก (SpltNPV) ซึ่งหนอนทั้ง 3 ชนิด เป็นศัตรูพืชหลักของพืชเศรษฐกิจไทย เช่น หอมแดง หอมใหญ่ มะเขือเทศ ผักชี หน่อไม้ฝรั่ง ผักตระกูลสลัด ผักตระกูลกะหล่ำ ส้ม องุ่น กุหลาบ กล้วยไม้ รวมถึงดาวเรือง
“เมื่อหนอนกินไวรัสที่ฉีดพ่นไว้ที่พืช จะเกิดอาการป่วยบริเวณกระเพาะอาหาร (สังเกตได้จากสีตัวที่เปลี่ยนแปลงไป) ทำให้กินอาหารน้อยลง และตายใน 5-7 วัน โดยไม่ก่อให้เกิดการดื้อยา และด้วยกลไกการออกฤทธิ์ที่จำเพาะกับชนิดพันธุ์ของหนอนจึงไม่เป็นอันตรายต่อผู้ใช้งานและสิ่งแวดล้อม ที่ผ่านมาไบโอเทคและหน่วยงานพันธมิตรพัฒนากระบวนการผลิต NPV จนพร้อมผลิตในระดับอุตสาหกรรม และถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตให้แก่ผู้ประกอบการแล้ว 2 บริษัท คือ บริษัทไบรท์ออร์แกนิค จำกัด และบริษัทบีไบโอ จำกัด”
ตลอด 5 ปีที่ผ่านมาทีมวิจัยได้นำ NPV ไปช่วยเหลือเกษตรกรฝ่าฟันวิกฤตหนอนดื้อยามาแล้วหลายครั้ง หนึ่งในผลงานเด่น คือ ‘กล้วยไม้’ พืชเศรษฐกิจสำคัญที่เกษตรกรได้รับผลกระทบหนักจนแทบล้มละลาย และล่าสุดปีที่ผ่านมา ทีมวิจัยได้นำองค์ความรู้ที่สั่งสมไปช่วยผู้ประกอบการสวน ‘ดอกดาวเรือง’ กอบกู้สถานการณ์ที่กำลังวิกฤต
สัมฤทธิ์ เล่าว่า ในปี 2567 ได้รับการติดต่อจากคุณสมศักดิ์ วันแก้ว ผู้ประกอบการสวนดาวเรืองที่ดำเนินธุรกิจมายาวนานกว่า 20 ปี แต่ช่วง 2-3 ปีหลังกลับต้องเผชิญปัญหาหนอนดื้อยาหนัก จนผลผลิตเสียหายกว่าร้อยละ 60 แม้ตอนนั้นจะใช้สารเคมีที่มีความรุนแรงและมีประสิทธิภาพสูงในการปราบศัตรูพืชแล้วก็ยังไม่ได้ผล ทำให้ต้องเร่งหาสารประเภทอื่นมาใช้แทน เพื่อยับยั้งการลุกลามให้ทันท่วงที
“หลังจากได้รับการติดต่อ ทีมวิจัยได้พูดคุยเพื่อให้ข้อมูลที่สำคัญแก่ผู้ประกอบการ ทั้งข้อมูลเกี่ยวกับ NPV กลไกการออกฤทธิ์ และวิธีการใช้งานสารชีวภัณฑ์ในปริมาณที่เหมาะสมตามระดับความรุนแรงของการระบาด รวมถึงการลดปริมาณการใช้สารตามลำดับเมื่อควบคุมสถานการณ์ได้แล้ว”
ทั้งนี้ หลังจากผู้ประกอบการใช้ไวรัส NPV เพียง 2 สัปดาห์ ก็พบผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับหนอนศัตรูพืชอย่างน่าอัศจรรย์
“ปริมาณหนอนลดลงต่อเนื่อง และดอกดาวเรืองมีคุณภาพมากขึ้น” สัมฤทธิ์เล่าถึงเสียงปลายสายของคุณสมศักดิ์ที่โทรมาแจ้งด้วยความดีใจ พร้อมเสริมว่า การใช้ไวรัส NPV ไม่เพียงช่วยลดการระบาดของหนอนได้อย่างชัดเจน แต่ยังช่วยลดค่าใช้จ่ายในการปราบแมลงศัตรูพืชด้วย
“ช่วงระบาดรุนแรง ผู้ประกอบการต้องใช้สารเคมีอันตรายฉีดพ่นทุก 5-10 วัน แต่ละครั้งมีค่าสารเคมีต่อไร่สูงถึง 240 บาท แต่เมื่อเปลี่ยนมาใช้ NPV แม้ช่วงเริ่มต้นจะต้องฉีดจำนวนครั้งมากกว่า ฉีดแบบวันเว้นวัน ทำให้มีต้นทุนสูง (160 บาท/ครั้ง/ไร่ — 20 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร) แต่หากพิจารณาในภาพรวมจะพบว่า ผลลัพธ์ที่ได้คุ้มค่ากว่ามาก เพราะจำนวนหนอนลดลงอย่างเห็นได้ชัดตั้งแต่ช่วง 2 สัปดาห์แรก ทำให้ได้ผลผลิตดอกดาวเรืองที่มีคุณภาพเหมาะแก่การตัดจำหน่ายมากขึ้น นอกจากนี้เมื่อผ่านช่วงระบาดรุนแรงมากมาแล้ว ก็เหลือแค่การฉีดพ่นเพื่อควบคุมความเสี่ยงการระบาดซ้ำ โดยฉีดพ่นทุก 7-10 วัน (5 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร) ซึ่งมีราคาต่อครั้งต่อไร่เพียง 40 บาทเท่านั้น”
ปัจจุบันการใช้ NPV ปราบหนอนศัตรูพืช เริ่มเป็นที่รู้จักในผู้ผลิตดอกดาวเรืองมากขึ้น หากผู้ประกอบการและเกษตรกรหันมาใช้ NPV หรือชีวภัณฑ์ชนิดอื่น ๆ ทดแทนการใช้สารเคมีอันตราย ก็จะยิ่งส่งผลดีต่ออุตสาหกรรมนี้
สัมฤทธิ์ เล่าทิ้งท้ายว่า การใช้ชีวภัณฑ์แทนสารเคมีอันตราย จะช่วยลดต้นทุนและความเสี่ยงในแปลงเพาะปลูก ทั้งต่อเกษตรกร ผู้บริโภค และสิ่งแวดล้อม ทำให้ได้ผลผลิตที่ปลอดภัย เปิดทางสู่การต่อยอดตลาดสุขภาพ และผลิตภัณฑ์แปรรูปมูลค่าสูง ถือเป็นการยกระดับคุณภาพและความยั่งยืนตลอดห่วงโซ่การผลิต
ที่มา: https://www.nstda.or.th/home/news_post/sci-update-npv-marigold/

‘แบตเตอรี่’ จาก ‘ยีสต์-เชื้อรา’ ย่อยสลายได้เอง ไม่ปล่อยพิษสู่สิ่งแวดล้อมครั้งแรกในโลก! นักวิทยาศาสตร์ใช้ยีสต์ขนมปังและรา...
01/09/2025

‘แบตเตอรี่’ จาก ‘ยีสต์-เชื้อรา’ ย่อยสลายได้เอง ไม่ปล่อยพิษสู่สิ่งแวดล้อม
ครั้งแรกในโลก! นักวิทยาศาสตร์ใช้ยีสต์ขนมปังและราผุสีขาวมาทำเป็นแบตเตอรี่ สามารถย่อยสลายได้เองหลังใช้งาน
ทีมนักวิจัยจากห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีวัสดุแห่งสหพันธรัฐสวิส หรือ EMPA ได้พัฒนา “แบตเตอรี่” ที่ใช้ “เชื้อรา” ผลิตไฟฟ้า สำหรับจ่ายไฟให้กับเซนเซอร์วัดอุณหภูมิและอุปกรณ์ขนาดเล็ก และสามารถย่อยสลายได้ทางชีวภาพ ไม่เป็นพิษกับสิ่งแวดล้อมอีกด้วย
นักวิทยาศาสตร์สร้างเซลล์เชื้อเพลิงเซลล์เชื้อเพลิง (fuel cell) จากเชื้อราสองชนิด ได้แก่ Saccharomyces cerevisiae (ยีสต์ขนมปัง) และ Trametes pubescens (ราผุสีขาว) ซึ่งนิยมใช้ทำขนมปัง เบียร์ และชีส ขณะเดียวกันก็มีคุณสมบัติในการบำบัดน้ำเสียและลดพิษของโลหะหนักในพืชผล
“การศึกษาครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าเชื้อราทั้ง 2 ชนิด สามารถนำมาพิมพ์แบบ 3 มิติร่วมกับนาโนคริสตัลเซลลูโลสและนาโนไฟบริลเซลลูโลสได้ และเชื้อราทั้งสองชนิดเติบโตภายในหมึกที่ทำจากเซลลูโลส การเติมคาร์บอนแบล็กและเกล็ดกราไฟต์ลงในหมึกทำให้หมึกมีคุณสมบัติเป็นสื่อไฟฟ้า จึงสามารถใช้เป็นอิเล็กโทรดในแบตเตอรี่ราได้ โดยเฉพาะเซลล์เชื้อเพลิงจุลินทรีย์ (MFC)” ผู้เขียนการศึกษากล่าว
สิ่งมีชีวิตทั้งหมด รวมทั้งเชื้อรา เผาผลาญสารอาหารอินทรีย์จากอาหารเพื่อผลิตพลังงาน เซลล์เชื้อเพลิงราที่นักวิจัยพัฒนาขึ้นใช้กลไกที่คล้ายคลึงกันในการแปลงพลังงานส่วนหนึ่งเป็นไฟฟ้า
เช่นเดียวกับแบตเตอรี่อื่นๆ เซลล์เชื้อเพลิงจากเชื้อราประกอบด้วยขั้วบวกและขั้วลบ ขั้วบวกจะมียีสต์ขนมปังซึ่งปล่อยอิเล็กตรอนผ่านกระบวนการเผาผลาญ ส่วนราผุสีขาวจะอยู่ที่ขั้วลบ โดยผลิตเอนไซม์ที่ช่วยให้จับและถ่ายโอนอิเล็กตรอนเหล่านี้ออกจากเซลล์ได้
เมื่อทดสอบแล้ว แบตเตอรี่เชื้อราสามารถสร้างแรงดันไฟฟ้าได้ระหว่าง 100-200 mV ซึ่งเพียงพอสำหรับการจ่ายไฟให้กับเซนเซอร์บลูทูธขนาดเล็กที่ตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ ที่ใช้ในเกษตรกรรมหรือการวิจัยด้านสิ่งแวดล้อมได้เป็นเวลาหลายวัน
“คุณสามารถเก็บแบตเตอรี่เชื้อราไว้ในสภาพแห้งและเปิดใช้งานได้ทันทีโดยเพียงแค่เติมน้ำและสารอาหาร” แคโรไลนา เรเยส ผู้เขียนคนแรกของการศึกษาและนักวิจัยที่ EMPA กล่าว
ข้อได้เปรียบที่ใหญ่ที่สุดของแบตเตอรี่เชื้อราตามที่ Empa คือ ไม่มีพิษและย่อยสลายได้ทางชีวภาพอย่างสมบูรณ์ โดยนักวิจัยระบุว่า “เมื่อทำงานเสร็จแล้ว มันจะสลายตัวจากภายใน”
แม้จะมีความพยายามรวบรวมและรีไซเคิลอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อยู่เสมอ แต่เซนเซอร์และส่วนประกอบอิเล็กทรอนิกส์ขนาดเล็กมักถูกมองข้าม ทั้งที่อุปกรณ์เหล่านี้มักทำจากวัสดุที่ไม่ย่อยสลายได้เองทางชีวภาพ และมักมีวัสดุที่เป็นพิษซึ่งสามารถปนเปื้อนดินและน้ำ
ตามรายงานของผู้เขียนการศึกษา คาดว่าภายในปี 2030 จะมีขยะอิเล็กทรอนิกส์ถึง 74.7 ล้านตัน หมายความว่าเราจะต้องจัดการกับขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่ไม่สามารถรีไซเคิลได้ซึ่งมีน้ำหนักเท่ากับหอไอเฟล 10,000 แห่ง ซึ่งจะก่อให้เกิดปัญหาทางสิ่งแวดล้อมนานัปการ
ดังนั้นจึงจำเป็นต้องพัฒนาอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สีเขียวที่ใช้ส่วนประกอบที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ปลอดสารพิษ และหมุนเวียนได้มากขึ้น โดยเป้าหมายต่อไปของทีม EMPA คือการเพิ่มอายุการใช้งานและกำลังไฟฟ้าของแบตเตอรี่เชื้อราเพื่อให้สามารถนำไปใช้กับส่วนประกอบอิเล็กทรอนิกส์ขนาดใหญ่ได้
ที่มา: https://www.bangkokbiznews.com/environment/1164590

ผลิตภัณฑ์สมุนไพรจากกานพลูเพื่อบรรเทาการอักเสบของแผลในช่องปาก“กานพลู” เป็นพืชตระกูลไม้ยืนต้นขนาดกลาง เป็นพืชสมุนไพรในกลุ่...
26/08/2025

ผลิตภัณฑ์สมุนไพรจากกานพลูเพื่อบรรเทาการอักเสบของแผลในช่องปาก
“กานพลู” เป็นพืชตระกูลไม้ยืนต้นขนาดกลาง เป็นพืชสมุนไพรในกลุ่มเครื่องเทศที่มีการบันทึกการใช้ประโยชน์มาอย่างยาวนาน โดยแถบเอเชียจะมีการนำกานพลูมาใช้เพื่อการรักษาโรค ส่วนชาวตะวันตกจะใช้กานพลูสำหรับการแต่งกลิ่นอาหารและทำเครื่องสำอางต่างๆ ประเทศที่ส่งออกกานพลูเป็นอันดับต้นๆ ของโลก ได้แก่ ประเทศมาดากัสกา อินโดนีเซีย และมาเลเซีย สำหรับในประเทศไทยพื้นที่ที่มีการปลูกมากอยู่ที่จังหวัดจันทบุรีและชุมพร
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมผลิตภัณฑ์สมุนไพร สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ประสบผลสำเร็จวิจัยและพัฒนา “ผลิตภัณฑ์สมุนไพรจากกานพลูเพื่อบรรเทาการอักเสบของแผลในช่องปาก” หรือ TISTR Clovalence Gel (ทิสทร้า โคลวาเลนซ์ เจล) โดยใช้ น้ำมันกานพลู (Syzygium aromaticum) เป็นส่วนประกอบหลัก ซึ่งมีสารสำคัญคือ ยูจีนอล (Eugenol) ซึ่งผ่านการทดสอบความเป็นพิษและฤทธิ์ต้านการอักเสบ (anti-inflammatory) ในเซลล์ทดลอง
ผลิตภัณฑ์ฯ อยู่ในรูปแบบเจล ที่มีเนื้อสัมผัสบางเบา อ่อนโยนต่อเยื่อบุในช่องปาก และมีคุณสมบัติยึดติดกับเยื่อเมือกได้ดี ช่วยบรรเทาอาการอักเสบและปวดอย่างมีประสิทธิภาพ ผลิตภัณฑ์ได้รับการทดสอบในสัตว์ทดลองเพื่อประเมินประสิทธิภาพในการลดการอักเสบและบรรเทาอาการปวดจากแผลในช่องปาก โดยพบว่าไม่มีผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายในการใช้ผลิตภัณฑ์ในระยะสั้น นอกจากนี้ยังผ่านการตรวจสอบคุณภาพในด้านเคมีกายภาพ จุลชีววิทยา และการทดสอบโลหะหนัก เพื่อให้มั่นใจในความปลอดภัยและประสิทธิภาพสูงสุด วว. พร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตสู่เชิงพาณิชย์ให้กับผู้ประกอบการ ซึ่งจะช่วยเพิ่มศักยภาพการแข่งขันทั้งในประเทศและต่างประเทศ
จุดเด่นของ “ผลิตภัณฑ์สมุนไพรจากกานพลูเพื่อบรรเทาการอักเสบของแผลในช่องปาก”
1) ผลิตภัณฑ์ประกอบด้วยน้ำมันกานพลู ซึ่งมีสารสำคัญ “ยูจีนอล” ที่มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ ช่วยรักษาแผลและลดการอักเสบในช่องปากได้อย่างมีประสิทธิภาพ
2) ผ่านการทดสอบด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ทั้งในเซลล์ทดลองและสัตว์ทดลอง และมีประสิทธิภาพในการบรรเทาอาการอักเสบในช่องปากได้ดี
3) เนื้อเจลบางเบาและยึดติดเยื่อบุได้ดี อ่อนโยนต่อเยื่อบุในช่องปาก และสามารถยึดติดกับเยื่อเมือกได้ดี ช่วยให้ตัวยาสามารถออกฤทธิ์ได้อย่างยาวนานและมีประสิทธิภาพ
4) ปลอดภัยต่อการใช้ โดยผ่านการตรวจสอบคุณภาพในด้านเคมีกายภาพ จุลชีววิทยา และการทดสอบโลหะหนัก เพื่อให้มั่นใจในความปลอดภัยต่อผู้ใช้
5) ส่งเสริมศักยภาพการแข่งขันในตลาด ด้วยการพัฒนาที่มีมาตรฐาน ผลิตภัณฑ์จึงมีศักยภาพในการแข่งขันทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ
ที่มา: https://www.tistr.or.th/PressCenter/research/17526/

วว. พัฒนาผลิตภัณฑ์น้ำนมธัญพืชเสริมน้ำผลมะม่วงหิมพานต์เม็ดมะม่วงหิมพานต์ (Cashew) เป็นหนึ่งในถั่วที่มีเส้นใยอาหาร อุดมด้ว...
22/08/2025

วว. พัฒนาผลิตภัณฑ์น้ำนมธัญพืชเสริมน้ำผลมะม่วงหิมพานต์
เม็ดมะม่วงหิมพานต์ (Cashew) เป็นหนึ่งในถั่วที่มีเส้นใยอาหาร อุดมด้วยวิตามิน แร่ธาตุ และสารต้านอนุมูลอิสระ ประกอบด้วยวิตามินอี วิตามินเค วิตามินบี 6 ทองแดง ฟอสฟอรัส สังกะสี แมกนีเซียม เหล็ก และซีลีเนียม ซึ่งล้วนแต่สำคัญต่อการทำงานของร่างกาย
จากคุณประโยชน์หลากหลายดังกล่าว กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) นำมาเพิ่มมูลค่าด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ผ่านการดำเนินโครงการการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูปมูลค่าเพิ่มจากมะม่วงหิมพานต์ (Anacardium occidentale L.) โดยมุ่งเน้นการแปรรูปผลิตผลการเกษตรเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มในรูปผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพจากเมล็ดมะม่วงหิมพานต์ โดยการพัฒนาเป็น Functional Food “น้ำนมธัญพืช” เพื่อเป็นทางเลือกให้กับผู้บริโภคที่รักสุขภาพ พร้อมเป็นทางเลือกในการประกอบธุรกิจ
ผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มน้ำนมธัญพืชเสริมน้ำผลมะม่วงหิมพานต์ (แบบบรรจุกล่อง UHT) มีปริมาณโปรตีน 3 กรัม/200 มล. ไม่มีน้ำตาล และคอเลสเตอรอล มีปริมาณสารกลุ่มฟินอลิก 5.49 มก. กรดแกลลิค และวิตามินซี 0.78 มก./100 กรัม มีอายุการเก็บ 10 เดือน ที่อุณหภูมิ 25 องศาเซลเซียส
ที่มา: https://www.tistr.or.th/PressCenter/research/17026/

ที่อยู่

563 ถ. นนทบุรี ต. บางกระสอ อ. เมืองนนทบุรี
Nonthaburi
11000

เวลาทำการ

จันทร์ 08:30 - 16:30
อังคาร 08:30 - 16:30
พุธ 08:30 - 16:30
พฤหัสบดี 08:30 - 16:30
ศุกร์ 08:30 - 16:30

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Pwo Technovationผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์