ฝังเข็มยาจีน หลังกระทรวงสาธารณสุข นนทบุรี คลินิกSerket TCM

ฝังเข็มยาจีน หลังกระทรวงสาธารณสุข นนทบุรี คลินิกSerket TCM คลินิกการแพทย์แผนจีน ฝังเข็ม ครอบแก้ว กัวซา รมยา สมุนไพรจีน นนทบุรี โดยแพทย์จีนมีใบประกอบฯ โทร: 062-5931588, 081-9436824

📍รอยครอบแก้วบอกอะไรได้บ้าง? 🔍หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมหลังครอบแก้ว สีถึงไม่เหมือนกัน จริง ๆ แล้ว “สีของรอย” สามารถบอกสภาพร่า...
31/05/2026

📍รอยครอบแก้วบอกอะไรได้บ้าง? 🔍

หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมหลังครอบแก้ว สีถึงไม่เหมือนกัน จริง ๆ แล้ว “สีของรอย” สามารถบอกสภาพร่างกายเบื้องต้นได้ครับ

📍ใครเคยครอบแก้วแล้วได้สีไหนบ้าง มาแชร์กันได้ครับ 👇

🌷เวลาเปิดทำการคลินิกการแพทย์แผนจีน Serket TCM🌷
⏰วัน-เวลาเปิดให้บริการ
•วันจันทร์-ศุกร์ : 09:00-20:00น.
•วันเสาร์-อาทิตย์: 09:00-20:00น.(คิวสุดท้าย18:00น.)
☎️ ช่องทางติดต่อ&นัดหมาย
โทร: 062-5931588, 081-9436824
Line:
Facebooke/page: ฝังเข็มยาจีน หลังกระทรวงสาธารณสุข นนทบุรี คลินิกSerket TCM
(แนะนำนัดก่อนล่วงหน้า 1-2 วัน)

05/05/2026

นอนดี มีชัย นอนกันเถอะ
โรคสายอักเสบ ครอบคลุมทั้ง SLE, รูมาตอยด์, สายภูมิแพ้ ฯลฯ

แต่ปฏิบัติจริงบางทีก็ยาก เพราะอาการโรคขวางการนอน ดังนั้นถ้ารักษาจนคุมอาการได้บ้างแล้ว จัดระเบียบการนอนเลยค่ะ

13/04/2026

ทำไมกินยาแก้แพ้เหมือนกัน แต่บางคนหลับคาโต๊ะ
บางคนเฉยเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น


คือเวลาเราทำคอนเทนต์แนวๆ ยานี้ง่วงมากนะ
ยานี้ง่วงน้อยนะ จะได้รับคำถามมาประจำว่า
ทำไมกิน CPM แล้วไม่ง่วงเลยค้าาา
อีกท่านก็จะแบบ Telfas* ง่วงหลับเลยยยย


ขั้นแรกเอาสั้นๆ เรื่องกลไกง่วงก่อน

ฮีสตามีน (histamine) ไม่ใช่แค่ตัวการของอาการแพ้ในจมูกเท่านั้นนะคะ แต่ในสมองเองก็มีการใช้มันเป็น “สัญญาณปลุกสมอง”

ปลุกให้สมองอยู่ในโหมดตื่นตัว โฟกัสดี
เอาง่ายๆ คือไม่ง่วงอะ


ทีนี้
ยาแก้แพ้ (antihistamine) ทำหน้าที่ง่ายๆ เลย
👉 ไปปิดเซนเซอร์ของเซลล์ (H1 receptor)
ไม่ให้รับรู้ว่ามีฮีสตามีนมากระตุ้น

ผลคือสัญญาณความตื่นถูกลดลง
บางคนเลยรู้สึกง่วง


ซึ่งมันก็วัดแหละว่า ยาตัวไหนมันเข้าสมองได้ดีกว่า
ยารุ่นแรกๆ เนี่ยเข้าดีมาก เลยง่วงง่าย
แต่ยารุ่นต่อมา เขาปรับให้เข้าสมองยากขึ้น ทำให้ง่วงน้อย

แต่แต่แต่ นี่คือเทียบกันแบบยาต่อยา
แต่พอมาดูระหว่างคนต่อคน อ้าว ทำไมถึงง่วงไม่เท่ากันล่ะ?


🧬 ด่านที่ 1: ตับดีท็อกซ์ยาเร็วไม่เท่ากัน

ตับคือตู้ดีทอกซ์แบบที่ท่องๆ กันแหละ ซึ่งยาก็โดนด้วย
ยาที่กินเข้าไปต้องผ่านตับและไปผ่านปฏิกิริยาเคมีตรงนั้น
(drug metabolism: CYP enzymes)

▪️ คนที่เผาเร็ว
→ ระดับยาในเลือดขึ้นไม่นาน
→ ไปถึงสมองน้อย
→ อาการง่วงแทบไม่มี

▪️ คนที่เผาช้า
→ ยาค้างในเลือดนาน
→ มีโอกาสเข้าสมองมาก
→ ง่วงชัดเจน

ความต่างนี้มาจากเอนไซม์อย่าง CYP3A4, CYP2D6
ซึ่งแต่ละคนมีไม่เท่ากันตั้งแต่ต้น

ซึ่งเรื่องนี้ก็มีรายละเอียดอีกนะ
เพราะยาบางตัวไม่มีฤทธิ์ ผ่านตับแล้วถึงมีฤทธิ์ก็มี


🧠 ด่านที่ 2: ประตูสมองของแต่ละคนไม่เหมือนกัน

สมองมีระบบกันสารแปลกปลอมชื่อ
blood-brain barrier (BBB)

และมีตัวขนส่งชื่อ
P-glycoprotein

หน้าที่คือ “เครื่องดันยาออกจากสมอง”


▪️ ถ้าระบบนี้ทำงานดี
→ ยาเข้ามาแล้วถูกส่งออก
→ ยาไปไม่ถึงจุดที่ทำให้ง่วง
→ ไม่ง่วง

▪️ ถ้าระบบนี้ทำงานน้อย
→ ยาเข้าสมองได้มากขึ้น
→ บล็อกฮีสตามีนในสมอง
→ ง่วงชัด


⚡ ด่านที่ 3: สมองไวต่อการถูกบล็อกไม่เท่ากัน

แม้ระดับยาใกล้เคียงกัน
แต่การตอบสนองต่างกันได้

บางคนใช้ระบบฮีสตามีนในการคงความตื่นตัวสูง
พอถูกบล็อกเล็กน้อย ผลกระทบจึงชัด

บางคนระบบนี้ไม่ได้เด่นมาก
พอถูกบล็อก อาการเลยไม่เปลี่ยนมาก


🙂 ด่านที่ 4: พฤติกรรมชีวิตมีผลจริง อันนี้โคตรสำคัญ

▪️ อดนอน
→ สมองต้องใช้ฮีสตามีนมากขึ้น
→ เมื่อถูกบล็อก จะรู้สึกง่วงมากกว่าปกติ

▪️ แอลกอฮอล์
→ กดการทำงานของสมอง
→ เมื่อใช้ร่วมกัน อาการง่วงเพิ่มขึ้น

▪️ ยาที่ออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทอื่น
→ เสริมฤทธิ์กันได้


สรุปนะคะ

ยาเดียวกัน
แต่ผลไม่เท่ากัน เพราะ
👉 การเผายาไม่เหมือนกัน
👉 ระบบกันยาเข้าสมองไม่เหมือนกัน
👉 ความไวของสมองต่อฮีสตามีนไม่เท่ากัน
👉 พฤติกรรมชีวิตไปเสริมผล


ดังนั้นคำว่า
“ยานี้ทำให้ง่วงไหม”

คำตอบจริงเหมือนจะกำปั้นทุบดินคือ
ขึ้นกับร่างกายของคนที่กินจ้าาาา

10/04/2026

งานหนักไม่เคยทำให้ใครตๅย?
ตอบ: ตๅยจริงจ้าาา เอาแค่เรื่องเครียดเรื้อรังก่อนเลย
ส่งผลต่ออวัยวะโดยตรง ไม่ใช่แค่สุขภาพจิตนะ


คือถ้าไปเปิดดูโรคยอดฮิตต่างๆ อย่างคราบไขมันแทรกผนังหลอดเลือด ดื้ออินซูลิน/เบาหวาน ความดันสูง บลา บลา บลา มันก็จะมีสุขภาพจิต/เครียด พ่วงท้ายมาตลอด ซึ่งหลายคนก็คิดว่า เออ เพราะเครียดมันเลยทำให้ไม่มีเวลาดูแลสุขภาพมั้ง

จริงๆ คือไม่ใช่แค่นั้น
ความเครียดเรื้อรังนี่แหละ เล่นโดยตรง


ก่อนอื่นต้องบอก “ความเครียด” (Stress) มันความหมายกว้างนะ คือมันจะเป็นเครียดเชิงกายภาพก็ได้ เช่น ติดเชื้อ บาดเจ็บ เจ็บป่วย ฯลฯ แต่ที่เป็นปัญหากันวงกว้างคือ เครียดในทางจิตใจ

แต่ก็ไม่ใช่ว่าเครียดคือเรื่องไม่ดีเสมอไป เครียดเป็นการสร้างสภาวะที่พร้อมสู้กับภัย มันทำให้มีสมาธิมากขึ้น มุ่งคิดแต่เรื่องแก้ปัญหา ปรับสภาพร่างกายให้เม็ดเลือดขาวพร้อมทำงาน หลั่งสารอักเสบเตรียมประสานงาน ความดัน/น้ำตาลเพิ่ม เพื่อเตรียมหนีเตรียมสู้

แต่ปัญหาคือเครียดเรื้อรังนี่แหละ ที่ไม่มีวันจบ ช่วงที่เบาลงก็ยังเครียดไม่หยุด ยังมีอะไรให้คิดตลอด มีความไม่สบายใจตลอดเวลา อันนี้แหละอันตราน


เพราะเครียดเรื้อรัง จะเปิดโหมดสู้กับตลอด ทำให้มีทั้ง
→ หลั่งฮอร์โมน cortisol ต่อเนื่อง
→ พร้อมกับระบบซิมพาเทติก (SNS) ถูกเปิดตลอด ทำให้ฮอร์โมน adrenaline สูงตลอด

นั่นแหละทำให้ร่างกายมันพัง

1️⃣ เม็ดเลือดขาว “ดื้อคอร์ติซอล” (Glucocorticoid resistance)
→ ปกติ cortisol คอยกดเม็ดเลือดขาวไม่ให้หลั่งสารอักเสบเยอะ
→ แต่พอสูงเรื้อรัง → เม็ดเลือดขาวจะเริ่มไม่ยอมฟังแล้ว
→ เบรกการอักเสบไม่อยู่ → ปล่อยสารอักเสบต่อเนื่อง

2️⃣ ระบบซิมพาเทติกเปิดค้าง (SNS overactivation)
→ adrenaline / noradrenaline สูง
→ กระตุ้นเม็ดเลือดขาวโดยตรง (β-adrenergic receptor)
→ เปิดยีนการสร้างสารอักเสบ
→ เหมือนสั่ง “ยิงต่อ อย่าหยุด” ตลอดเวลา

3️⃣ โปรไฟล์เม็ดเลือดขาวเปลี่ยน (Immune skewing)
→ เพิ่มเม็ดเลือดขาวสายอักเสบ เช่น M1 ปล่อยสารอักเสบเก่ง
→ เพิ่มตัวบัญชาการสายอักเสบ (Th17)
→ ลดพวกสายต้านอักเสบ (Treg)
→ ภูมิเลยเอะอะๆ ก็ปล่อยสารอักเสบอยู่อย่างนั้น

4️⃣ ไขมันกลายเป็นแหล่งอักเสบ (Adipose inflammation)
→ เซลล์ไขมันรับความเครียดไปด้วย → ปล่อยสารก่ออักเสบสมทบ
→ ดึงเม็ดเลือดขาวสายอักเสบเข้ามาสะสมเพิ่ม
→ กลไกนี้เด่นมากโดยเฉพาะในคนอ้วน = เพราะปกติเซลล์ไขมันก็เครียดจากการขยายขนาดจนเบียดกันอยู่แล้ว

5️⃣ แบคทีเรียในลำไส้เสียสมดุล (Gut dysbiosis)
→ ความเครียดเปลี่ยนแวดล้อมในไส้ แบคทีเรียสายอักเสบครองพื้นที่
→ การสร้างกรดไขมันสายสั้นลดลง → Treg ลดลง
→ ขาดตัวบำรุงผนังลำไส้ → สารที่สร้างจากสายพันธุ์อักเสบเข้าเลือดง่ายขึ้น

6️⃣ นอนพัง = ไม่มีช่วง reset (Sleep disruption)
→ สภาวะตื่นตัวตลอดทำให้เข้าการนอนยากมาก
→ ขาดช่วงฟื้นฟู แต่เปิดโหมดอักเสบตลอด
→ กลายเป็นเม็ดเลือดขาวทำงานจริงโคตรห่วย ดีแต่ปล่อยสารอักเสบไปเรื่อบ


สุดท้ายร่างกายก็อยู่ในสภาวะอักเสบตลอด แม้ไม่รุนแรง ไม่มีไข้ ไม่มีปวดบวมแดงร้อนให้เห็น แต่มันทำร้ายอวัยวะทั่วร่าง เร่งโรคต่างๆ ให้เป็นไวขึ้น
→ เบาหวาน (Insulin resistance)
→ คราบไขมันที่ผนังหลอดเลือด (Atherosclerosis)
→ มะเร็งบางชนิด
→ ซึมเศร้า (Neuroinflammation)
→ ภูมิแพ้ / โรคแพ้ภูมิตัวเอง

และอย่าลืมว่า นี่แค่คิดประเด็นเรื่องเครียดเรื้อรังไง คนที่งานหนัก ทำหามรุ่งหามค่ำไม่ใช่แค่เรื่องเครียด แต่ส่งผลไปถึง การนอนที่โคตรแย่แบบเรื้อรัง การกินที่ผิดไป มักจะเน้นแคลอรี่ดับหิวยามดึก ซึ่งสิ่งเหล่านี้โหมแต่ละกลไกให้ลุกหนักขึ้นไปอีก

แต่ไม่ได้หมายความว่าคนมีความเครียดเรื้อรังจะต้องมีโรคเหล่านี้นะคะ มันเป็นปัจจัยเสริมข้อนึงเท่านั้น แต่แน่นอนว่าแต่ละคนย่อมมีปัจจัยเสี่ยงอื่นของโรคไง เช่น กินไม่ยั้ง ไม่ออกกำลังกาย รับบุหรี่มา คราวนี้มีความเครียดอีก เรียบร้อยเลย คราบไขมันพอกไวมาก


สรุป
Chronic stress = คันเร่งค้าง + เบรกพัง
→ immune ยิงตลอดเวลา
→ จาก “ป้องกัน” กลายเป็น “ทำร้ายตัวเอง” เร่งสารพัดโรค

รู้แหละว่าความเครียดมันคุมยาก มีอะไรสารพัด trigger ประจำ ตั้งแต่ปัญหาน่ารำคาญ ยันปัญหาชีวิต ความเลวร้ายที่สลัดไม่ออก แต่ใดๆ ก็ตาม สุขภาพจิตควรมาเป็นอันดับหนึ่ง ถ้าเรารู้ เราให้ความสำคัญมัน มันจะพอตัดตัวสร้างความเครียดที่พอตัดได้ ออกไปได้ฮะ

07/04/2026

ภูมิแพ้ กับ แพ้ภูมิตัวเอง ต่างกันยังไง?


ภูมิแพ้ = ภูมิคุ้มกัน ตอบสนองต่อ ‘สาร’ ที่ไม่ควรจะตอบสนอง เพราะมันสามารถกำจัดได้ด้วยวิธีอื่นอยู่แล้ว ซึ่งมักจะเป็นสารที่มาจากภายนอก

ยกตัวอย่าง เช่น

สูดเกสรดอกไม้เข้ามา
✅ สิ่งที่คนปกติทำ: เดี๋ยวก็หายใจออกไปแล้ว ถ้าเข้ามาลึกหรือเยอะเกิน ก็ใช้ระบบ ‘จาม’ ไล่ออกไป จบ
⚠️ สิ่งที่คนเป็นภูมิแพ้โพรงจมูกทำ: ทีมเม็ดเลือดขาว (Mast cell, Eosinophil, Basophil) ต่างพากันปล่อยสารก่ออักเสบเตรียมพื้นที่ต่อสู้กับเกสรดอกไม้อย่างบ้ารำห่ำ ทั้งๆ ที่มันไม่ใช่สิ่งมีชีวิตด้วยซ้ำ

กินกุ้งเข้ามา
✅ สิ่งที่คนปกติทำ: ก็ย่อยตามปกติ แล้วดูดซึมตามปกติ, อะไรที่ย่อยไม่ได้ก็ต่อคิวรอไปเป็นกาก ถ่ายออกจากทางอุจจาระ
⚠️ สิ่งที่คนเป็นแพ้แบบรุนแรงทำ: ดูดซึมปุ๊บ ตกใจคิดว่าเชื้อโรค เหล่าเม็ดเลือดขาว (ทีมเดิม) แต่ละอวัยวะต่างพากันเทสารอักเสบมหาศาล เหมือนเจอเชื้อโรค สุดท้ายผื่นขึ้นทั่วตัว ทางเดินอาหารบีบสะบัด ปอดหายใจลำบาก หลอดเลือดขยายจนระบบหมุนเวียนเลือดล้มเหลว

กินยาบางชนิดเข้ามา
✅ สิ่งที่คนปกติทำ: ยาก็ไปออกฤทธิ์ ออกเสร็จก็ขับออกทางไต จบ
⚠️ สิ่งที่คนแพ้ยาชนิดทำ: ภูมิคุ้มกันวิ่งไปตอบสนองดั่งเจอเชื้อโรค ถ้าเป็นภูมิที่ผิวหนังก็จะทำให้เกิดการอักเสบ บวมขึ้นเป็นผื่น

ซึ่งภูมิแพ้ในภาษาไทย ‘มัก’ จะตรงกับ Allergy

แต่ถ้าพูดกันตามวิชาการคำว่า Allergy มักจะหมายถึงภูมิแพ้ในกลุ่มที่ตอบสนองผ่านเม็ดเลือดขาวทีมกำจัดปรสิตเท่านั้น (Hypersensitivity type I) คือกลุ่ม Mast cell, Basophil, Eosinophil, Th2, Plasma cell ที่สร้าง IgE

โรคที่เข้าข่ายกลุ่มนี้คือ: ภูมิแพ้โพรงจมูก (Allergic rhinitis), ภูมิแพ้ตา (Allergic conjunctivitis), แพ้แบบรุนแรง (Anaphylaxis), แพ้สปอร์เชื้อราที่ปอด (ABPA), โรคหอบหืดส่วนใหญ่ (Allergic asthma), แพ้ยาบางชนิด, ผื่นแพ้ผิวหนังชนิด Atopic dermatitis

แต่ถ้าเป็นภูมิคุ้มกันที่ตอบสนองต่อสารนั้นโดยใช้กลไกอื่น มักไม่เรียกว่า allergy ยกตัวอย่างเช่น ผื่นแพ้ยาแบบ Steven-Johnson (กลไกผ่าน T cell), Allergic contact dermatitis (กลไกผ่าน T cell แม้จะขึ้นด้วย allergy ก็ตาม)

แต่ใดๆ คือพูดแบบบ้านๆ ไทยจะเรียกภูมิแพ้, แพ้ *(สาร)* กันหมด

__________________________

โรคแพ้ภูมิตัวเอง หรือ โรคภูมิทำร้ายตนเอง
= ภูมิคุ้มกัน ‘เล่นงานสารในร่างกายตัวเอง’ ประหนึ่งดั่งสารนั้นเป็นเชื้อโรค

ตรงกับภาษาแพทย์คือ Autoimmune disease

ตัวอย่างเช่น

SLE = คิดว่า DNA และโปรตีนที่เกี่ยวข้อง เป็นเชื้อโรค
รูมาตอยด์ = คิดว่าโปรตีนซิทรูลีน เป็นเชื้อโรค
ไทรอยด์สูงแบบ Graves’ = คิดว่าตัวรับฮอร์โมน TSH ที่ต่อมไทรอยด์ เป็นเชื้อโรค
กล้ามเนื้ออ่อนแรงแบบ MG = คิดว่าสวิตซ์ไฟฟ้าที่กล้ามเนื้อ (AChR) เป็นเชื้อโรค
ฯลฯ

ภูมิเจอ ‘สาร’ นั้นที่ไหน ก็ไล่ทำลายยับ ซึ่งสารแต่ละชนิด เจอในอวัยวะต่างๆ กัน ทำให้แต่ละโรค มีอาการแตกต่างกันค่ะ


สรุป

ภูมิแพ้ = ภูมิตอบสนองต่อสารที่ (ส่วนใหญ่) ไม่ใช่เชื้อโรค และ/หรือใช้วิธีเบสิคๆ ขับออกไปได้ ไม่ต้องเล่นใหญ่เลย

แพ้ภูมิตัวเอง = ภูมิตอบสนองต่อ ‘สาร’ ในร่างกายเราเอง อวัยวะไหนมีสารนั้น ทำลายยับ


แต่ทั้งภูมิแพ้ และแพ้ภูมิตัวเอง
จะอยู่ในกลุ่มใหญ่ที่เรียกว่า ภาวะภูมิไวเกิน (Hypersensitivity) จ้าาาา

28/02/2026
06/02/2026

ทำไมอักเสบแล้วต้องบวม?

🩸 มันมาคู่กันเสมอ จนเป็นสิ่งที่เราจำไปจนชินแล้วว่า
เวลาจุดใดอักเสบ (มากระดับหนึ่ง) มักจะมีบวมตามมา
เช่น ข้อเท้าอักเสบบวม, สิวอักเสบบวม

คำถามคือ ทำไม?

คำตอบ:
เพราะมันคือ ยุทธวิธี ที่ทำให้อาวุธในกระแสเลือด
ถูกส่งถึงมือทหารที่กำลังรบอยู่ในสมรภูมิได้จริง


🦠 เวลาเชื้อโรคเข้ามาในร่างกาย
มันมักจะอยู่ตาม เนื้อเยื่อ ต่างๆ ก่อน
ยังไม่เข้ากระแสเลือดทันที
เพราะมันต้องแบ่งตัว สะสมกองทัพก่อน

จุดนี้เอง เม็ดเลือดขาวที่ลาดตระเวนอยู่ในเนื้อเยื่อนั้น
จะเป็นฝ่ายเจอเชื้อก่อน → จับกิน → แล้วปล่อยสารเรียกพวก
(Chemokines) เพื่อเรียกกองกำลังเสริมมาที่จุดเกิดเหตุ


⚔️ แต่ปัญหาคือ
ลำพังแค่เม็ดเลือดขาว = ทหารไร้อาวุธหนัก

เพราะเชื้อโรคไม่ใช่ตัวประกอบนะคุณ
มันมีสกิลหลบ มีเกราะ มีวิธีต้าน
บางตัวหนีเก่ง บางตัวแอบในเซลล์
(อันนี้ไว้คุยกันยาว)

ดังนั้นสนามรบต้องการ อาวุธจากเลือด เข้ามาเสริม เช่น

▪️ แอนติบอดี (Antibody)
ปืนอเนกประสงค์ ล็อกเป้าแม่น
ช่วยให้เม็ดเลือดขาวจับกิน/ยิงได้ไว
กระตุ้นทุ่นระเบิ-ด complement ได้ด้วย

▪️ Complement
โปรตีนโดรนอัจฉริยะ
สร้างการอักเสบ เจาะรูเชื้อ
และติดป้ายบอกตำแหน่งให้เม็ดเลือดขาว

▪️ C-reactive protein (CRP)
อาวุธสายจับล็อก
ช่วยให้เม็ดเลือดขาวเห็นเชื้อชัดขึ้น

▪️ Ferritin
อาวุธตัดเสบียง
จับเหล็กไม่ให้เชื้อเอาไปใช้

และยังมีอีกหลายตัวมาก


💉 แต่ปัญหาสำคัญคือ
อาวุธพวกนี้ลอยอยู่ในเลือด
มันยังออกมาช่วยทหารแนวหน้าไม่ได้

📢 ดังนั้นเม็ดเลือดขาวที่กำลังสู้
ต้องส่งสัญญาณเคมีออกไป เช่น
IL-1, IL-6, TNF-alpha

เพื่อไปบอก เซลล์ผนังหลอดเลือดฝอย (Endothelium) ว่า

“เฮ้ย เปิดทางหน่อย
ขอให้อาวุธจากเลือดออกมาช่วยพวกข้าที”


🌊 Endothelium ก็โอเค
ปรับโครงสร้างตัวเอง
→ ขยายช่องระหว่างเซลล์
→ เพิ่มการรั่วของสารน้ำ

ผลคือ
น้ำในเลือด + อาวุธ ทะลักออกมาสู่เนื้อเยื่อ
เหมือนเขื่อนแตก

ในเชิงยุทธศาสตร์
= อาวุธถึงมือทหาร
= เชื้อถูกกดได้แรงขึ้น

ในเชิงสายตาของมนุษย์
= บวม


🧠 ตรงนี้สำคัญมาก
การบวม ไม่ใช่ความผิดพลาด
แต่เป็น กลไกเพิ่มความได้เปรียบในสนามรบ


💊 การบวมมีประโยชน์ก็จริง
แต่ไม่ได้แปลว่าต้องทนบวมทนเจ็บ

การลดบวม เช่น
▪️ ยาแก้อักเสบ
▪️ การประคบเย็น

ไม่ได้ทำให้ภูมิคุ้มกันไร้ประสิทธิภาพ
เพราะสิ่งที่ลดลงคือ
ปริมาณน้ำที่รั่ว

แต่ ช่องทางให้อาวุธผ่าน
ยังทำงานได้อยู่

❗ ยกเว้นสเตียรอยด์
อันนั้นกดกลไกภูมิคุ้มกันแรงจริง
จึงทำให้ภูมิตกได้

03/02/2026

5 พฤติกรรมที่ลำไส้ใหญ่ “เกลียด”
รู้อะไรหลีกได้ จะสบายท้องขึ้นเยอะค่ะ



1️⃣ ดื่มน้ำน้อย

เมื่อร่างกายขาดน้ำ ต่อมใต้สมองจะสั่งหลั่งฮอร์โมน ADH ให้ทุกอวัยวะ “เก็บน้ำไว้ก่อน”
▪️ ไต → ดึงน้ำกลับเข้าสู่กระแสเลือด
▪️ ลำไส้ใหญ่ → ดูดน้ำจากอุจจาระกลับไปมากขึ้น

ผลคืออุจจาระแห้ง แข็ง ทรมานตอนถ่าย เสี่ยงเป็นแผลที่ทวารหนัก และริดสีดวงเด้งลงมาได้ง่าย

💧 ดื่มน้ำ 1.5–2 ลิตร/วัน ช่วยทั้งระบบขับถ่าย และลดโอกาสเกิดนิ่วที่ไตด้วยค่ะ



2️⃣ อาหารเส้นใยน้อยเกินไป

ผักผลไม้ ธัญพืชเต็มเมล็ด ถั่ว และคาร์บเชิงซ้อน
มี เส้นใยไม่ละลายน้ำ ช่วยเพิ่มกากอาหาร → กระตุ้นระบบประสาทผนังลำไส้ให้บีบตัวดีขึ้น
และ เส้นใยละลายน้ำ เช่น inulin, FOS, GOS → เป็นอาหารให้แบคทีเรียดี สร้างกรดไขมันสายสั้น ช่วยสร้างเกราะลำไส้ให้แข็งแรง

เมื่อกินเส้นใยน้อย ลำไส้จะทำงานช้าลง และไมโครไบโอต้าเสียสมดุล (Dysbiosis) เพิ่มโอกาสดื้ออินซูลิน ความดันสูง ไขมันพอกตับ และอารมณ์แปรปรวนได้

🥗 กินผักผลไม้หลากสี และเลือกคาร์บเชิงซ้อนเป็นหลัก



3️⃣ ขยับตัวน้อย

การเคลื่อนไหวช่วย “โยกลำไส้” ผ่านผนังหน้าท้องและเยื่อแขวนลำไส้ → กระตุ้นระบบประสาทลำไส้ (ENS) ให้บีบตัวคล่องขึ้น

ช่วยให้ขับถ่ายดี ลดท้องผูก และเมื่อออกกำลังกายเพิ่ม จะช่วยลดไขมันในช่องท้องซึ่งเป็นตัวการทำร้ายลำไส้ใหญ่ → ลดความเสี่ยงมะเร็งลำไส้ได้ด้วย

🚶‍♀️ เดินบ่อยๆ ขยับตัวทั้งวัน พยายามไม่อยู่นิ่งนานเกิน



4️⃣ ใช้ยาระบายบ่อยเกินความจำเป็น

ยาระบายแบบกระตุ้น (stimulant laxatives เช่น senna)
จะเร่งการบีบตัวของลำไส้ใหญ่ แต่ถ้าใช้เกิน 7–10 วัน ระบบประสาทผนังลำไส้จะชิน → ตอบสนองลดลง กลายเป็นภาวะ “ลำไส้เชื่องช้า” (colonic inertia) ทำให้ท้องผูกหนักกว่าเดิมได้

🌿 แก้ท้องผูกให้เริ่มที่พฤติกรรมก่อน:
▪️ ดื่มน้ำเพิ่ม
▪️ กินเส้นใยมากขึ้น
▪️ เคลื่อนไหวให้ถี่
ไม่จำเป็นต้องถ่ายทุกวันนะคะ 2–3 วันครั้งได้ หากไม่แข็งและไม่เจ็บ



5️⃣ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และบุหรี่

แอลกอฮอล์ถูกเปลี่ยนเป็น acetaldehyde ซึ่งทำร้ายเยื่อบุลำไส้
บุหรี่ให้อนุมูลอิสระจำนวนมาก ทำลายผนังลำไส้ และทำให้จุลชีพในลำไส้เสียสมดุล

เมื่อเกราะลำไส้ถูกทำลายเรื้อรัง จะเพิ่มโอกาสมะเร็งลำไส้ใหญ่ตามมา

🚫 งดบุหรี่ งดเหล้า ดีที่สุดค่ะ ร่างกายได้ประโยชน์หลายด้านมาก

03/02/2026

🧠 ปัญหาสำคัญหนึ่งของโรคที่ทำให้อักเสบเรื้อรังแบบแรงระดับหนึ่ง
คือ มวลกล้ามเนื้อค่อยๆ หายไปโดยไม่รู้ตัว (Muscle wasting)

ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มโรคติดเชื้อเรื้อรัง เช่น วัณโรค
หรือกลุ่มโรคภูมิคุ้มกันทำลายตัวเอง เช่น SLE, รูมาตอยด์ ฯลฯ

ทุกโรคจะคล้ายกันคือ
✔️ เม็ดเลือดขาวทำงานมากขึ้น ตลอดเวลาช่วงที่โรคกำเริบ ทำให้มีการหลั่งสารอักเสบ เช่น TNF-α, IL-1, IL-6
✔️ เปิดโหมดต่อสู้กับ stress ในระดับสูง มีฮอร์โมน cortisol สูงลอยตลอด

สองกลไกนี้แรงพอที่จะปรับโหมดของเมตาบอลิซึมไปในทาง “สลาย” สิ่งที่สะสมไว้เพื่อใช้เป็นพลังงาน หนึ่งในนั้นคือ โปรตีนในกล้ามเนื้อที่ควรอยู่ทำงาน แต่กลับถูกสลายมาเป็นสารอาหาร

🍽️ ยังไม่พอ การอักเสบยังพ่วงผลข้างเคียงอีกชั้น
คือทำให้เบื่ออาหาร โปรตีนที่กินได้ในแต่ละวันลดลง ซึ่งปกติก็ไม่ค่อยพออยู่แล้ว ยิ่งไม่พอเข้าไปใหญ่

ผลคือ ร่างกายทรุดไวขึ้น
✔️ ระบบเคลื่อนไหวแย่ลง ล้มง่าย กิจวัตรประจำวันทำได้ยากขึ้น คุณภาพชีวิตแย่ลง
✔️ เสียกล้ามเนื้อที่เป็นโรงงานช่วยรักษาระดับน้ำตาลและการเผาผลาญไขมัน
✔️ ขาดฮอร์โมนจากกล้ามเนื้อที่คอยช่วยทั้งสมอง หัวใจ และอวัยวะอื่นๆ
✔️ ขาดแหล่งกรดอะมิโนที่ใช้จ่ายให้เซลล์ต่างๆ โดยเฉพาะเม็ดเลือดขาว เป็นหนึ่งในคีย์ที่ทำให้ภูมิลดลงอีก (แต่ภูมิที่ทำงานเกินยังทำอยู่) จึงเสี่ยงติดเชื้อมากขึ้น
✔️ หากมีภาวะวิกฤติเกิดขึ้น อัตรารอดชีวิตก็ลดลง

💪 ดังนั้นจุดสำคัญมาก
เมื่อการรักษาผ่านพ้นไป และเข้าสู่ช่วงที่โรคเริ่มสงบ พอจะขยับร่างกายหรือจัดการชีวิตได้บ้าง อย่าลืมดูแลโภชนาการ กินโปรตีนให้เพียงพอ

และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ทั้งแอโรบิกและเสริมแรง โดยเฉพาะการเสริมแรง จะช่วยลดการสูญเสียมวลกล้ามเนื้อได้ดีมาก ซึ่งในจุดนี้ แนะนำให้ปรึกษาแพทย์ประจำตัวร่วมด้วยไปเลยค่ะ

03/02/2026

ชาย 32 ปี เห็นผี ได้ยินเสียงคนคุย ทั้งที่ไม่มีใคร รู้สึกเหมือนมีคนกำลังจ้องทำร้าย หมอรักษาแบบจิตเวช แต่สุดท้ายต้นเหตุเป็น “เนื้องอกในสมอง”


ถ้าอ่านแค่อาการ ใครๆ ก็คิดว่า “จิตเวช” หรือไม่ก็เขาได้สัมผัสสิ่งที่มนุษย์ทั่วไปไม่มีโอกาสสัมผัส แต่ที่ไหนได้ ต้นเหตุ น่ากลัวกว่านั้น



ชายอายุ 32 ปี ถูกส่งตัวจากคลินิกแพทย์ทั่วไป
มาที่แผนกจิตเวช ด้วยอาการที่เป็นมา ประมาณ 3 เดือน
▪️ ได้ยินเสียง ทั้งๆ ที่ไม่มีใคร เหมือนคนคุยกัน
▪️ เห็นภาพที่คนอื่นไม่เห็น เหมือนผี
▪️ เชื่อว่ามีคนจะทำร้าย ไล่ล่า
▪️ ความจำหายทั้งเรื่องใหม่ และเรื่องเก่า
▪️ หงุดหงิดง่าย ฉุนเฉียว

แต่ที่สำคัญคือ
👉 ก่อนหน้านี้ปกติดี ไม่มีอาการแบบนี้เลย
ไม่มีประสบการณ์เห็นผี ได้ยินอะไรแบบนี้ด้วย
คือครั้งแรกเลยค่ะ


แพทย์จึงเริ่มรักษาด้วย ยาต้านโรคจิตเภท
แต่อาการไม่ดีขึ้นเลยแม้แต่นิดเดียว

แถมอาการเซๆ ดูจะยังมีเหมือนเดิม
แต่ไม่น่าใช่ผลข้างเคียงจากยาด้วย
เพราะถามไปมา แกก็มีอาการประมาณนี้อยู่แล้ว

แถมเริ่มสับสนมากขึ้น ทั้งสถานที่ ทั้งการตอบคำถาม


แพทย์จึงตัดสินใจส่งตรวจ MRI สมอง
ผล MRI
👉 พบก้อนเนื้องอกอยู่กลางสมองอันเบอเริ่มเลย ก้อนเกาะที่แผงกั้นสมอง (septum pellucidum) เริ่มที่โพรงสมองด้านขวาลามข้ามเส้นกลางไปยังโพรงสมองซ้าย และมีส่วนยื่นไปทาง temporal lobe
▪️ มีน้ำคั่งในโพรงสมอง (hydrocephalus) เพราะรูที่เชื่อมระหว่างโพรงสมองใหญ่กับโพรงสมองกลาง (foramen of Monro) โดนก้อนกดมิดเลย


ซึ่งตำแหน่งนั้นอยู่ใจกลางสมองที่เป็นที่อยู่ของสมองส่วนพฤติกรรมมากมาย รวมทั้งมีการยื่นไปทางกลีบขมับ (Temporal lobe) ที่เป็นที่อยู่ของ hippocampus สมองสร้างความจำระยะยาว/การนึกความจำ, สมองส่วนอารมณ์อย่าง amygdala, วิถีสร้างแรงจูงใจ ฯลฯ

ทำให้อาการออกมาคล้ายกับโรคจิตเภท


สุดท้าย ผู้ป่วยได้รับการผ่าตัดเปิดกะโหลก
และตัดก้อนออกได้ทั้งหมด

ผลชิ้นเนื้อยืนยันว่าเป็น
👉 เนื้องอกในสมองชนิด Astrocytoma grade III


และอย่างกับหนังเลยค่ะ คือหลังผ่าตัด
อาการหลอน ผีเอย เสียงเอย ความจำเสียเอย
ดีขึ้นทันที และหายเกือบหมดภายใน 1 สัปดาห์



🧠 บทเรียนจากเคสนี้

อาการทางจิตเวช อาจไม่ได้เกิดทางโรคจิตเวชเสมอไป นี่คือเหตุผลที่ไม่ควรวินิจฉัยตัวเอง ควรพบจิตแพทย์ก่อนเสมอง เพราะจิตแพทย์จะมีการซักประวัติและดูว่า ใช่โรคอื่นที่ไม่ใช่จิตเวชหรือไม่ (Rule out organic cause) ซึ่งอาจจะเห็นตั้งแต่แรก หรือระหว่างรักษาดูอาการต่างๆ แล้วพิจารณาว่าไม่เหมือนแล้วค่อยส่งตรวจเพิ่มเติม

แต่อย่างไรก็ดี เคสส่วนใหญ่มักจะเป็นจิตเภทค่ะ เพราะเนื้องอกในสมองหลายครั้งมีอาการที่ชัดเจนกว่านี้ เช่น ปวดหัวเด่น อาการทางประสาทสั่งการ/รับความรู้สึกที่เป็นแบบครึ่งซีก ฯลฯ ซึ่งเคสนี้ถือว่าหายาก (เลยลง case report เลย) ที่ไม่มีอาการอื่นๆ เลยนอกจากเรื่องจิตเวช

ที่อยู่

หลังกระทรวงสาธารษสุข 1/17 ซอยงามวงศ์วาน6 ต. บางเขน
Nonthaburi
11000

เวลาทำการ

จันทร์ 17:00 - 20:00
อังคาร 17:00 - 20:00
พุธ 17:00 - 20:00
พฤหัสบดี 17:00 - 20:00
ศุกร์ 15:00 - 20:00
เสาร์ 09:00 - 17:00
อาทิตย์ 09:00 - 17:00

เบอร์โทรศัพท์

+66625931588

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ฝังเข็มยาจีน หลังกระทรวงสาธารณสุข นนทบุรี คลินิกSerket TCMผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์