CIS Imaging Company

CIS Imaging Company Clinical Information System and Imaging

เรามักประเมินพลังของเรื่องที่ทำได้ง่ายๆ ต่ำไป เพราะมันดูไม่ยิ่งใหญ่ในตอนแรก แต่หนึ่งในการตัดสินใจที่เปลี่ยนแปลงชีวิตได้ม...
16/06/2026

เรามักประเมินพลังของเรื่องที่ทำได้ง่ายๆ ต่ำไป เพราะมันดูไม่ยิ่งใหญ่ในตอนแรก แต่หนึ่งในการตัดสินใจที่เปลี่ยนแปลงชีวิตได้มากที่สุดสำหรับร่างกาย จิตใจ และอนาคตของคุณ คือสิ่งง่ายๆ อย่างการเดิน

การเดินเพียง 30-60 นาทีทุกวัน สามารถเปลี่ยนแปลงสุขภาพของคุณในแบบที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้ มันช่วยเสริมสร้างหัวใจ ปรับปรุงการไหลเวียนโลหิต สนับสนุนการลดไขมัน ปรับสมดุลระดับน้ำตาลในเลือด เพิ่มการเผาผลาญ เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของสมอง และช่วยให้คุณอารมณ์ดีขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ

ทุกย่างก้าวที่คุณเดิน ช่วยลดความเครียด ขจัดความสับสน และเตือนร่างกายของคุณว่ามันถูกสร้างมาให้เคลื่อนไหว รักษา และเจริญเติบโต ❤️

ในโลกที่หมกมุ่นอยู่กับโปรแกรมออกกำลังกายที่ซับซ้อน อาหารเสริมราคาแพง และทางลัด การเดินยังคงเป็นหนึ่งในรูปแบบการแพทย์ที่ถูกมองข้ามมากที่สุด — และมันไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ คุณไม่จำเป็นต้องมีรองเท้าที่สมบูรณ์แบบ สมาชิกฟิตเนส หรือ "เวลาที่เหมาะสม" ในการเริ่มต้น คุณเพียงแค่ต้องมีความตั้งใจที่จะเริ่มต้น การเดินเพียงครั้งเดียวสามารถกลายเป็นนิสัย นิสัยหนึ่งสามารถกลายเป็นวิถีชีวิตได้ และเพียงแค่การปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตเล็กน้อย ก็สามารถเปลี่ยนแปลงคุณภาพชีวิตในอนาคตของคุณได้อย่างสิ้นเชิง

ความจริงก็คือ ร่างกายของคุณจะจดบันทึกว่าคุณปฏิบัติต่อมันอย่างไรในแต่ละวัน การตัดสินใจเล็กๆ น้อยๆ ที่คุณทำในวันนี้ จะค่อยๆ หล่อหลอมความแข็งแกร่ง พลังงาน ความมั่นใจ และสุขภาพที่คุณจะได้รับในอีกหลายปีข้างหน้า ดังนั้น จงออกไปเดินเถอะ

🚶♂️ เดินเมื่อคุณรู้สึกเครียด

🚶♀️ เดินเมื่อจิตใจของคุณหนักอึ้ง

🚶♂️ เดินเมื่อแรงจูงใจหายไป

🚶♀️ เดิน เพราะตัวคุณในอนาคตสมควรได้รับหัวใจที่แข็งแรงขึ้น จิตใจที่สงบขึ้น พลังงานที่แข็งแกร่งขึ้น และชีวิตที่ดีขึ้น

ก้าวเล็กๆ ที่ทำซ้ำๆ อย่างสม่ำเสมอ จะสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ได้ ✨

❤️ กดไลค์ | 💬 แสดงความคิดเห็น |

🔄 แชร์กับคนที่ต้องการแรงบันดาลใจนี้

14/06/2026

เก่งแต่ Toxic

คนที่น่ากลัวสำหรับผมมากที่สุดคือคนประเภทนี้ครับ คือ “เก่งแต่ Toxic”

เบื้องต้นอธิบายก่อนนะครับว่า ถ้ามองในมุมความเก่ง VS ความ Toxic คนจะแบ่งได้ 4 แบบ

1) เก่งและไม่ Toxic

อันนี้ถือว่ายอดเยี่ยม ต้องรักษาเค้าไว้ในองค์กรให้ได้

2) ไม่เก่ง แต่ไม่ Toxic

ต้องดูว่าความไม่เก่งนั้นพัฒนาได้หรือไม่ ข้อดีคือเค้าไม่ Toxic และมีแนวโน้มจะเปิดรับ

นั่นหมายความว่า ถ้าเราตั้งใจดูแลและพัฒนาเค้า คนนี้จะมีอนาคตต่อกับเราได้แน่นอน

แต่ถ้าความไม่เก่งนั้นมีเยอะเกิน กล่าวคือถึงขั้นพัฒนายาก แม้เค้าจะเปิดรับ แต่ระดับความเรียนรู้อาจจะไม่พอที่จะได้ไปต่อ

3) ไม่เก่ง แถมยัง Toxic

อันนี้จบ คงไม่ต้องพูดอะไรเยอะสำหรับคนกลุ่มนี้ ต้องเอาออกจากองค์กรให้เร็วที่สุด

4) เก่ง แต่ Toxic

กลุ่มนี้ต่างหากที่ต้องเฝ้าระวัง คนเหล่านี้มีแนวโน้มจะใช้ความเก่งเป็นเกราะกำบัง

เช่นนักขายที่ผลงานดีแต่ Toxic จะมีแนวคิดประมาณว่า “ไม่สนใจคำสั่ง เราไม่ต้องทำตามที่บริษัทแนะนำก็ได้ ก็ผลงานผมดีอยู่แล้ว”

จะมีแนวโน้มที่ความ Toxic ดังกล่าวจะถูกแพร่กระจาย และแม้ยอดขายจะดี แต่ไม่สามารถทำให้เกิดขึ้นด้วยระบบได้ ต้องยึดโยงกับตัวบุคคลแต่เพียงอย่างเดียว

ต้องพึงระวังเรื่องนี้เป็นพิเศษนะครับ

𝗧𝗮𝗹𝗲𝗻𝘁𝗲𝗱 𝗯𝘂𝘁 𝗧𝗼𝘅𝗶𝗰

The type of person I personally find the most dangerous is the “talented but toxic” individual.

To explain this clearly, if we look at people through the lens of competence vs. toxicity, they can generally be divided into four groups:

𝟭) 𝗧𝗮𝗹𝗲𝗻𝘁𝗲𝗱 𝗮𝗻𝗱 𝗡𝗼𝘁 𝗧𝗼𝘅𝗶𝗰

This is the ideal type of employee.

These are the people organizations should do everything possible to retain.

𝟮) 𝗡𝗼𝘁 𝗧𝗮𝗹𝗲𝗻𝘁𝗲𝗱, 𝗯𝘂𝘁 𝗡𝗼𝘁 𝗧𝗼𝘅𝗶𝗰

In this case, we need to evaluate whether their lack of skill can be developed.

The advantage is that they are not toxic and are usually open-minded and coachable.

That means if we genuinely invest in developing them, they still have strong potential for the future.

However, if the skill gap is too large — to the point where improvement becomes extremely difficult — then even with a positive attitude, their learning capability may not be enough for them to continue long term.

𝟯) 𝗡𝗼𝘁 𝗧𝗮𝗹𝗲𝗻𝘁𝗲𝗱 𝗮𝗻𝗱 𝗧𝗼𝘅𝗶𝗰

This group is fairly straightforward.

There is usually not much to discuss — these individuals should be removed from the organization as quickly as possible.

𝟰) 𝗧𝗮𝗹𝗲𝗻𝘁𝗲𝗱 𝗯𝘂𝘁 𝗧𝗼𝘅𝗶𝗰

This is the group leaders must watch most carefully.

These individuals often use their talent or strong performance as a shield.

For example, a high-performing salesperson who is toxic may think:

“I don’t need to follow company instructions. My results are already good.”

The danger is that this toxic mindset can spread throughout the team.

And although sales numbers may look strong in the short term, success cannot be replicated systematically because it depends entirely on the individual rather than on a scalable process.

This is something organizations and managers should be especially cautious about.

Jack Welch อดีต CEO ของ GE ผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในผู้นำธุรกิจที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลก เคยกล่าวไว้ว่า —เมื่อเราอ...
13/06/2026

Jack Welch อดีต CEO ของ GE ผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในผู้นำธุรกิจที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลก เคยกล่าวไว้ว่า —เมื่อเราอยู่ในช่วงต้นของการทำงาน ความสำเร็จมักวัดจากสิ่งที่เราทำได้ด้วยตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นความรู้ ความสามารถ หรือผลงานที่สร้างขึ้น⁣

แต่เมื่อก้าวเข้าสู่บทบาทของ “ผู้นำ” นิยามของความสำเร็จจะเปลี่ยนไป⁣

"...ความสำเร็จไม่ได้อยู่ที่ว่าเราเก่งแค่ไหนแล้ว... แต่อยู่ที่ว่าเราทำให้คนรอบตัวเติบโตได้มากแค่ไหนต่างหาก!"⁣

────⁣
ในบริบทของ วัฒนธรรมองค์กร นี่คือแนวคิดแบบ Leader-as-Coach อย่างแท้จริง⁣

ผู้นำที่ดีไม่ได้มีหน้าที่เพียงแค่กำหนดเป้าหมาย หรือผลักดันให้ทีมทำผลงานได้ตาม KPI แต่ยังมีหน้าที่สำคัญในการ⁣

• พัฒนาศักยภาพของทีม⁣
• สร้างพื้นที่ให้คนได้เรียนรู้⁣
• เปิดโอกาสให้คนได้ลองและเติบโต⁣
• และช่วยให้คนธรรมดากลายเป็นผู้นำในอนาคต⁣

เพราะองค์กรที่แข็งแรงในระยะยาว ไม่ได้เติบโตจากการมี “Superstar” เพียงไม่กี่คน แต่เติบโตจากการมีคนจำนวนมากที่ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง⁣

────⁣
เพราะภาวะผู้นำที่แท้จริง ไม่ได้วัดจากจำนวนคนที่ทำงานให้คุณ แต่วัดจากจำนวนคนที่เติบโตขึ้น เพราะเคยมีโอกาสได้ทำงานร่วมกับคุณ⁣

และนั่นคือรากฐานของ วัฒนธรรมองค์กรที่ยั่งยืน ✨⁣

อนาคตของการแพทย์ที่แม่นยำ: เมื่อ AI โคจรมาพบกับ IoT 🏥✨ในโลกยุคดิจิทัลเฮลธ์แคร์ "ข้อมูล" คือหัวใจสำคัญของการรักษา แต่การจ...
12/06/2026

อนาคตของการแพทย์ที่แม่นยำ: เมื่อ AI โคจรมาพบกับ IoT 🏥✨
ในโลกยุคดิจิทัลเฮลธ์แคร์ "ข้อมูล" คือหัวใจสำคัญของการรักษา แต่การจะได้มาซึ่งข้อมูลที่แม่นยำและการนำไปใช้อย่างชาญฉลาด ต้องอาศัยพลังจากสองฝั่งนั่นคือ AI และ IoT ครับ
วันนี้เรามาดูความแตกต่างที่ลงตัวของสองเทคโนโลยีนี้ ผ่านโซลูชันระดับโลกที่เราไว้วางใจ:
🌐 ฝั่ง IoT: Connected Devices for Smarter Care โดย "Corsano"
การติดตามสัญญาณชีพไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในโรงพยาบาลอีกต่อไป ด้วย Corsano Medical-grade Wearables เราสามารถ:
✅ ตรวจวัดสัญญาณชีพ (Vital Signs) ได้แบบ Real-time และต่อเนื่อง
✅ เก็บข้อมูลความเคลื่อนไหวและสุขภาพจากระยะไกล (Remote Patient Monitoring)
✅ ส่งการแจ้งเตือน (Alerts) ทันทีเมื่อเกิดความผิดปกติ
ช่วยให้แพทย์มี "ตา" ที่มองเห็นสถานะคนไข้ได้ตลอด 24 ชั่วโมง แม้คนไข้จะอยู่ที่บ้าน
🧠 ฝั่ง AI: Intelligent Decisions for Better Care โดย "Picis Electronic Charting"
เมื่อได้ข้อมูลมหาศาลจาก IoT มาแล้ว Picis จะทำหน้าที่เป็นสมองส่วนกลางในห้องผ่าตัด (OR) และไอซียู (ICU):
✅ Clinical Decision Support: ใช้ AI ช่วยวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจของแพทย์ในภาวะวิกฤต
✅ Predictive Analytics: คาดการณ์แนวโน้มอาการคนไข้ล่วงหน้าจากข้อมูลใน Electronic Charting
✅ Operational Efficiency: ลดภาระงานเอกสารให้บุคลากรทางการแพทย์ เพื่อให้มีเวลาดูแลคนไข้ได้มากขึ้น
🤝 Different Strengths, Same Goal
แม้จะทำหน้าที่ต่างกัน แต่ทั้ง Corsano (IoT) และ Picis (AI) มีเป้าหมายเดียวกันคือ "Better Health for All" เพื่อยกระดับความปลอดภัยและประสิทธิภาพในการรักษาให้ถึงขีดสุด
คุณพร้อมหรือยังที่จะเปลี่ยนโรงพยาบาลของคุณให้เป็น Smart Hospital อย่างเต็มตัว?

น้อมฯ ส่งเสด็จสู่ ฟากฟ้า สุราลัย
12/06/2026

น้อมฯ ส่งเสด็จสู่ ฟากฟ้า สุราลัย

11/06/2026

We’re proud to officially welcome Health to the Picis family. By prioritizing smarter request coordination, improved perioperative workflows, greater operational visibility, and enhanced device connectivity, Hunterdon Health is moving toward a more integrated, data-driven future for its community.
To support their visionary goal, our team worked tirelessly alongside Health to deliver a unified solution.
A massive thank you to everyone involved in making this vision a reality. We are incredibly excited to support Hunterdon Health as they achieve new levels of operational and clinical excellence.

สมาธิ โยคะ พิลาทิส... ไม่ใช่แค่เรื่องของ "ความรู้สึก" แต่คือการ Re-program ระบบประสาทที่คุณวัดผลได้! 🧘‍♂️✨เคยสงสัยไหมว่า...
11/06/2026

สมาธิ โยคะ พิลาทิส... ไม่ใช่แค่เรื่องของ "ความรู้สึก" แต่คือการ Re-program ระบบประสาทที่คุณวัดผลได้! 🧘‍♂️✨
เคยสงสัยไหมว่า? หลังจากทำสมาธิลึกๆ หรือเล่นโยคะจนจบเซสชัน ความรู้สึก "เบาสบาย" และ "สมองโล่ง" นั้น จริงๆ แล้วร่างกายเราเกิดอะไรขึ้น? 🧠
วันนี้ Corsano จะพาไปดู "ความลับ" ใต้ผิวหนังผ่านค่า HRV (Heart Rate Variability) พารามิเตอร์อัจฉริยะที่บอกได้ว่า ร่างกายคุณเข้าสู่โหมด "สงบขั้นสุด" แล้วหรือยัง!
📊 3 ตัวเลขมหัศจรรย์ที่เกิดขึ้นเมื่อคุณเข้าสู่ภาวะ Zen:
1️⃣ Stress Index (SI) ดิ่งลงต่ำกว่า 50:
ในการทำงานปกติ ค่าความเครียดอาจพุ่งสูง แต่เมื่อคุณจดจ่อกับลมหายใจในท่าโยคะหรือสมาธิ ค่า SI จะลดลงอย่างเห็นได้ชัด สะท้อนว่าระบบประสาท "พาราซิมพาเทติก" (ฝั่งผ่อนคลาย) ได้เข้ามาควบคุมอย่างสมบูรณ์แบบ 📉
2️⃣ RMSSD พุ่งทะยาน (พลังแห่งการฟื้นฟู):
ค่านี้คือตัวบอกพลังของ "เส้นประสาทเวกัส" (Vagus Nerve) ยิ่งคุณหายใจได้ลึกและเป็นจังหวะแบบพิลาทิส ค่า RMSSD จะสูงขึ้นอย่างมาก หมายความว่าหัวใจคุณมีความยืดหยุ่นสูง และร่างกายกำลังซ่อมแซมตัวเองในระดับเซลล์ 🔋
3️⃣ Amo (Amplitude of Mode) ที่ลดลง:
ความตึงเครียดที่เคย "ล็อค" จังหวะหัวใจให้เต้นแข็งทื่อจะมลายไป เมื่อคุณปล่อยวางผ่านการทำสมาธิ กราฟจังหวะหัวใจจะกระจายตัวอย่างสวยงามและอิสระมากขึ้น ไม่เกาะกลุ่มแน่นด้วยความเครียดเหมือนก่อนเริ่มฝึก 🍃
💡 ทำไมต้องมี Corsano เคียงข้างการฝึกของคุณ?
✅ Biofeedback เรียลไทม์: รู้ทันทีว่าเทคนิคการหายใจแบบไหนที่ทำให้คุณ "สงบ" ได้จริงและเร็วที่สุด
✅ Readiness Score: ดูค่าความพร้อมของร่างกายก่อนเริ่มคลาส วันนี้ควรฝึกโยคะแบบผ่อนคลาย (Yin Yoga) หรือพร้อมสำหรับพิลาทิสแบบเข้มข้น (Power Pilates)
✅ Long-term Trend: ติดต่อแนวโน้มสุขภาพหลอดเลือดและหัวใจ ยิ่งฝึกสม่ำเสมอ คุณจะเห็นเลยว่าค่าเฉลี่ย HRV ของคุณจะดีขึ้นเรื่อยๆ ตามอายุที่มากขึ้น
เปลี่ยน "ความสงบ" ให้เป็น "ข้อมูลสุขภาพ" ที่จับต้องได้ เพื่อให้ทุกนาทีบนเสื่อโยคะหรือบนเบาะนั่งสมาธิของคุณ มีความหมายมากกว่าที่เคย
เพราะสุขภาพที่ดี เริ่มต้นจาก "สมดุลภายใน" ที่มองเห็นได้ด้วยสายตา ⌚️🩺
#ความดันโลหิต #สมาธิ #นวัตกรรมสุขภาพ #สุขภาพดีสร้างได้

10/06/2026

การเงียบตอนปิดการขาย สำคัญกว่าที่คิด

เวลาปิดการขาย นักขายหลายคนมักรู้สึกอึดอัดกับ “ความเงียบ”

หลังเสนอราคา หรือเสนอ solution เสร็จ หลายคนจะรีบพูดต่อทันที เช่น

• รีบอธิบายเพิ่ม

• รีบให้ส่วนลดเพิ่ม

• รีบพูดจุดเด่นเพิ่ม

• หรือบางครั้งพูดเยอะจนเสียโมเมนตัม

แต่ในความเป็นจริง มีงานวิจัยด้าน negotiation psychology จาก Journal of Applied Psychology พบว่า ช่วงการเงียบระหว่างการเจรจา มีความสัมพันธ์กับผลลัพธ์ที่ดีขึ้น

เพราะความเงียบนี้ช่วยให้อีกฝ่ายเข้าสู่โหมด “คิดอย่างรอบคอบ” มากขึ้น และหลายครั้งคนที่พูดหลังจะมีความเงียบเกิดขึ้น มักเป็นฝ่ายที่เปิดเผยข้อมูลเพิ่มเอง

เพราะหลายครั้ง ความเงียบไม่ได้แปลว่า “ลูกค้าไม่สนใจ” ลูกค้าอาจกำลัง:

• คิด

• ประเมินความคุ้มค่า

• หรือกำลังตัดสินใจอยู่

แต่เซลส์จำนวนมากตีความเงียบเป็นการปฏิเสธ จึงรีบพูดเพื่อ “แก้ความเงียบ”
และหลายครั้ง ยิ่งพูด ยิ่งเสียเปรียบ ตัวอย่างง่ายๆ เช่น หลังเสนอราคาเสร็จ แทนที่จะรีบพูดต่อ ลองพูดเพียงว่า

“ประมาณนี้ครับ” แล้วหยุด ให้ลูกค้าเป็นฝ่ายพูดก่อน

บางครั้ง การปิดการขายที่ดี จึงอาจไม่ได้อยู่ที่ “พูดเก่งกว่า”

แต่อยู่ที่ “นิ่งได้มากกว่า” ต่างหากครับ

𝙎𝙞𝙡𝙚𝙣𝙘𝙚 𝘿𝙪𝙧𝙞𝙣𝙜 𝘾𝙡𝙤𝙨𝙞𝙣𝙜

During the closing stage, many salespeople feel uncomfortable with “silence.”

After presenting the price or presenting the solution, many people immediately rush to continue talking, such as:

• Rushing to explain more

• Rushing to offer additional discounts

• Rushing to add more selling points

• Or sometimes talking so much that they lose momentum

However, in reality, research in negotiation psychology from the Journal of Applied Psychology found that periods of silence during negotiation are associated with better outcomes.

This is because silence helps the other party enter a more “thoughtful thinking” mode, and many times, the person who speaks after the silence is often the one who reveals more information on their own.

Because many times, silence does not mean “the customer is not interested.” The customer may simply be:

• Thinking

• Evaluating the value

• Or making a decision

But many salespeople interpret silence as rejection, so they rush to speak in order to “fix the silence.”

And many times, the more they speak, the more they lose their advantage.

For example, after presenting the price, instead of rushing to continue talking, try simply saying:

“That’s roughly the overview.”

And then stop. Let the customer speak first.

Sometimes, good closing may not be about “being better at talking.”

But rather, about “being better at staying calm in silence.”

เบื้องหลังความแม่นยำระดับการแพทย์! ทำความรู้จักกับ "ขุมพลังอัจฉริยะ" ในสายรัดข้อมือ Corsano 🩺⌚️รู้หรือไม่? การที่สายรัดข...
10/06/2026

เบื้องหลังความแม่นยำระดับการแพทย์! ทำความรู้จักกับ "ขุมพลังอัจฉริยะ" ในสายรัดข้อมือ Corsano 🩺⌚️
รู้หรือไม่? การที่สายรัดข้อมือสุขภาพจะสามารถวัดความดันโลหิตได้แม่นยำเทียบเท่าเครื่องมือในโรงพยาบาล ไม่ได้ขึ้นอยู่กับแค่เซนเซอร์เท่านั้น แต่ต้องมี "สมองกล" ที่ทรงพลังอยู่เบื้องหลังด้วย!
วันนี้เราจะพาทุกคนไปเจาะลึกชิป nRF52840 จาก Nordic Semiconductor ซึ่งเป็นหัวใจหลักที่ Corsano เลือกใช้ และนี่คือเหตุผลว่าทำไมมันถึงเปลี่ยนเกมการดูแลสุขภาพของคุณ:
🚀 1. ประมวลผล AI ได้จากบนข้อมือ (Edge Computing)
ด้วยขุมพลัง ARM Cortex-M4 ทำให้ nRF52840 สามารถรันโมเดล AI และ Neural Network ที่ซับซ้อนได้ในตัวเครื่อง ข้อมูลจากแสงหลายความยาวคลื่น (Multi-color PPG) จะถูกคำนวณและแปลงเป็นค่าความดันโลหิต (BP) ที่แม่นยำได้ทันที โดยไม่ต้องรอส่งข้อมูลไปคำนวณบน Cloud
🔋 2. แบตเตอรี่อึด ใช้งานได้ต่อเนื่อง 24/7
จุดเด่นของชิปตัวนี้คือ "กินไฟน้อยแต่ทำงานหนัก" ช่วยให้ Corsano สามารถติดตามสุขภาพของคุณได้ตลอดทั้งวันทั้งคืน ทั้งตอนหลับและตอนออกกำลังกาย โดยไม่ต้องชาร์จบ่อยๆ ซึ่งสำคัญมากสำหรับการติดตามแนวโน้มความดันโลหิตที่ต้องการความต่อเนื่อง
🔒 3. ความปลอดภัยข้อมูลระดับสูงสุด (Medical Grade Security)
เพราะข้อมูลสุขภาพคือเรื่องส่วนตัว nRF52840 มาพร้อมระบบความปลอดภัยระดับฮาร์ดแวร์ (ARM TrustZone) ช่วยเข้ารหัสข้อมูลสุขภาพของคุณก่อนส่งต่อไปยังแอปพลิเคชัน มั่นใจได้ว่าข้อมูลทางการแพทย์ของคุณจะปลอดภัยจากการถูกโจรกรรม
📶 4. การเชื่อมต่อที่เสถียรและไกลกว่าเดิม
ด้วยเทคโนโลยี Bluetooth 5 ทำให้การซิงค์ข้อมูลระหว่างสายรัดข้อมือกับสมาร์ทโฟนทำได้รวดเร็ว และเสถียรแม้จะอยู่ห่างกัน ช่วยให้คุณไม่พลาดทุกการแจ้งเตือนสำคัญเกี่ยวกับสุขภาพ
✨ สรุปสั้นๆ:
การที่ Corsano เลือกใช้ nRF52840 ทำให้เราได้อุปกรณ์สวมใส่ที่ "เล็ก เบา แต่ฉลาดล้ำ" สามารถมอบข้อมูลสุขภาพที่เชื่อถือได้ระดับ Clinical Grade เพื่อการวางแผนสุขภาพเชิงป้องกันอย่างแท้จริง

10/06/2026

ทำไมบางคนหาลูกค้าใหม่ไม่ได้ ทั้งที่ขยันมาก

หลายคนมองว่า การหาลูกค้าใหม่เป็นเรื่องของ “ความขยัน” เป็นหลัก

ยิ่งโทรเยอะ ยิ่งออกพบเยอะ ยิ่งส่งข้อความเยอะ ก็น่าจะได้ลูกค้าใหม่มากขึ้น

ซึ่งก็จริงในระดับหนึ่งครับ

แต่ในความเป็นจริง งานวิจัยและข้อมูลจากหลายองค์กรด้านการขายพบว่า ปัญหาของการหาลูกค้าใหม่ มักไม่ได้เกิดจาก “ทำงานน้อยเกินไป” เพียงอย่างเดียว

หลายครั้ง ปัญหาหลักกลับเป็นเรื่องของ “วิธีคิด” และ “กระบวนการขาย” มากกว่า

ตัวอย่างเช่น นักขายหลายคนมี activity เยอะมาก แต่ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับลูกค้าที่โอกาสต่ำ

บางคนใช้เวลาทำ proposal มากเกินไป

บางคนเลื่อนการโทรหาลูกค้าใหม่ เพราะกลัวการถูกปฏิเสธโดยไม่รู้ตัว

มีงานวิจัยด้านพฤติกรรมการขายที่พูดถึงเรื่อง “Prospecting Avoidance” ซึ่งอธิบายว่า นักขายจำนวนมากมักหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่มีโอกาสโดนปฏิเสธสูง แม้จะรู้ว่านั่นคือสิ่งสำคัญที่สุดของงานก็ตาม

สิ่งที่น่าสนใจคือ หลายครั้งพฤติกรรมนี้ไม่ได้ออกมาในรูปแบบของ “ความขี้เกียจ”

แต่จะออกมาในรูปแบบของการทำงานอย่างอื่นแทน เช่น

• ใช้เวลาทำ report นานเกินไป

• Follow up ลูกค้าเก่าซ้ำๆ

• นั่งเตรียม presentation รายละเอียดเยอะเกินจำเป็น

• ใช้เวลา internal meeting มากกว่าการออกหาลูกค้า

ทำให้สุดท้ายดูเหมือน “ยุ่งมาก” แต่ pipeline ใหม่กลับไม่เกิด

เลิกใช้เวลาในการทำให้ตัวเอง “ดูยุ่ง” และเปลี่ยนมาเป็น “ยุ่งจริงๆแทน” โดยการทำในสิ่งที่ควรทำมากที่สุดคือ “การติดต่อลูกค้าให้มากขึ้น”

นี่คือการบริหารความขยันแบบมีประสิทธิภาพแท้จริงครับ

𝗪𝗼𝗿𝗸 𝗛𝗮𝗿𝗱 𝗶𝗻 𝗔 𝗥𝗶𝗴𝗵𝘁 𝗪𝗮𝘆

Many people believe that finding new customers is mainly about “working hard.”

The more calls you make, the more meetings you attend, and the more messages you send, the more new customers you should get.

And to some extent, that’s true.

However, research and data from many sales organizations suggest that the problem with prospecting is often not just about “not working hard enough.”

In many cases, the real issue is more about mindset and sales process.

For example, many salespeople stay very busy but spend most of their time on low-probability opportunities.

Some spend too much time preparing proposals.

Others keep delaying prospecting calls because, deep down, they fear rejection without even realizing it.

There is sales behavior research that discusses something called “Prospecting Avoidance,” which explains that many salespeople tend to avoid activities with a high chance of rejection — even when they know those activities are the most important part of the job.

What’s interesting is that this behavior often does not appear as “laziness.”

Instead, it appears in the form of doing other tasks, such as:

• Spending too much time on reports

• Repeatedly following up with existing customers

• Over-preparing presentations with unnecessary details

• Spending more time in internal meetings than meeting new customers

As a result, they appear to be “very busy,” but no new pipeline is being created.

Stop spending time trying to “look busy” and start becoming “truly productive” instead — by focusing more on the activity that matters most: contacting more customers.

That is what effective hard work really means.

ที่อยู่

47/401 อาคารนาริตะ ชั้นที่ 7 ห้องเลขที่ N007029 หมู่ที่ 3 ตำบลบ้านใหม่ อำเภอปากเกร็ด จ. นนทบุรี
Nonthaburi
11120

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ CIS Imaging Companyผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์