05/06/2026
สิ่งที่ประชาชนควรเตรียมรับมือกับความเสี่ยงภัยแล้งในปีนี้
สรุปในประโยคเดียว
ฤดูแล้งที่ผ่านมาผ่านไปได้ค่อนข้างดี แต่ เอลนีโญกำลังเข้ามาในปลายปีนี้ ทำให้ฝนน้อย ดินแห้ง และน้ำต้นทุนจะลดลงมากกว่าปีปกติ ทุกคนไม่ว่าจะเกษตรกร นักธุรกิจ หรือครัวเรือนทั่วไป ควรเริ่มวางแผนการใช้น้ำอย่างประหยัดและมีสำรองตั้งแต่วันนี้
ภาพรวม: ฤดูแล้งที่ผ่านมาเป็นอย่างไร?
ฤดูแล้งปี 2568/2569 (พฤศจิกายน 2568 – เมษายน 2569) ผ่านพ้นไปได้โดยไม่เกิดวิกฤตรุนแรง แต่มีสัญญาณเตือนหลายอย่างที่ต้องจับตา
สิ่งที่เกิดขึ้นจริง:
มีพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำในการประเมินล่วงหน้าถึง 455 ตำบล 243 อำเภอทั่วประเทศ แต่พื้นที่ที่ประกาศภัยแล้งจริงมีเพียง 2 จังหวัด ได้แก่ จ.ชุมพร และ จ.บุรีรัมย์ รวม 5 อำเภอ 16 ตำบล 159 หมู่บ้าน ทั้งนี้ส่วนใหญ่เป็นความเสียหายด้านการเกษตร ไม่ใช่ขาดน้ำกิน-ใช้
น้ำในเขื่อนและอ่างเก็บน้ำมีเพียงพอตลอดฤดูแล้ง
เกษตรกรปลูกข้าวนาปรัง (ข้าวรอบสอง) รวม 14.65 ล้านไร่ มากกว่าแผนที่วางไว้ถึง 14% นับเป็นสัญญาณเตือนว่าการใช้น้ำเกินแผนอาจเป็นปัญหาในฤดูกาลหน้า
สัญญาณเตือน: สิ่งที่น่าเป็นห่วงในช่วง มิ.ย. – พ.ย. 2569
1. เอลนีโญกำลังจะมา
ขณะนี้สภาพอากาศยังปกติ แต่มีโอกาส 82% ที่ประเทศไทยจะเข้าสู่ภาวะ "เอลนีโญ" ในช่วงพฤษภาคม–กรกฎาคม 2569 และโอกาสถึง 96% ที่มันจะยืดยาวต่อเนื่องไปจนถึงต้นปี 2570
เอลนีโญคืออะไรในแง่ที่รู้สึกได้? ง่ายๆ คือ ฝนน้อยลง + ร้อนขึ้น ในช่วงฤดูฝนที่ควรจะมีฝนมาก ทำให้แหล่งน้ำไม่ได้รับการเติม และดินแห้งกว่าปกติ เปรียบได้กับการทำงาน 8 ชั่วโมงแต่ได้ค่าจ้างเพียง 6 ชั่วโมง
2. ฝนทิ้งช่วงกลางปี
คาดว่าจะมีช่วง "ฝนทิ้งช่วง" ในกลางเดือนมิถุนายน–กลางเดือนกรกฎาคม 2569 คือฝนหยุดพักกลางฤดู ซึ่งอันตรายมากสำหรับพื้นที่เกษตรที่เพิ่งเริ่มปลูกพืช
3. น้ำในดินคาดว่าจะต่ำกว่าปกติตลอด 6 เดือน
ข้อมูลดาวเทียมจาก GISTDA คาดว่าความชื้นในดินทั่วประเทศในช่วง มิ.ย.–พ.ย. 2569 จะต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 10 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะเดือนสิงหาคมที่คาดว่าจะแห้งกว่าปกติถึงกว่า 13% พูดง่ายๆ ว่าดินจะแห้งกว่าปีทั่วไปมาก
4. พื้นที่เสี่ยงภัยแล้ง 6 เดือนข้างหน้า
พื้นที่ที่คาดว่ามีความเสี่ยงภัยแล้งระดับปานกลางถึงสูง 6 เดือนข้างหน้า ครอบคลุม 15.31 ล้านไร่ ใน 15 จังหวัด 66 อำเภอ 468 ตำบล ส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ภาคตะวันตก ภาคกลาง และบางส่วนของภาคเหนือและภาคอีสาน
5. ระวังพายุ (กลับกัน)
แม้ฝนจะน้อยโดยรวม แต่เดือนสิงหาคม–กันยายน อาจมีพายุหมุนเขตร้อนเคลื่อนตัวเข้าใกล้หรือผ่านประเทศไทยตอนบน ซึ่งอาจทำให้เกิด "น้ำท่วมฉับพลัน" ในบางพื้นที่ได้ ทั้งที่โดยรวมฝนน้อยกว่าปกติ
แล้วประชาชนแต่ละกลุ่มควรทำอะไร?
สำหรับเกษตรกร
สิ่งที่ควรทำตอนนี้คือ วางแผนใหม่ก่อนลงมือปลูก ฤดูกาลนี้ไม่ควรตัดสินใจปลูกตามแบบเดิมเพราะเอลนีโญกำลังมา
สิ่งที่ควรทำ:
ก่อนเริ่มปลูกให้ ตรวจสอบว่าแหล่งน้ำในพื้นที่ของตัวเองมีน้ำเพียงพอหรือไม่ ทั้งคลองชลประทาน บ่อ และสระ อย่าเพิ่งปลูกเพราะเชื่อว่าน้ำจะมาเอง
หลีกเลี่ยงการทำนาปรังต่อเนื่อง (นารอบที่ 3) เพราะน้ำมีความเสี่ยงไม่พอรอบหน้า ฤดูที่ผ่านมาปลูกเกินแผนมากอยู่แล้ว
พิจารณาปลูกพืชใช้น้ำน้อย เช่น ถั่วเขียว ข้าวโพด พืชผักอายุสั้น แทนการทำนา ซึ่งกินน้ำมากกว่ามาก
ถ้าจะทำนา ให้ลองวิธี "นาเปียกสลับแห้ง" คือให้น้ำสลับช่วงวันพัก ลดการใช้น้ำได้ 20-30% โดยไม่กระทบผลผลิต
เตรียมภาชนะสำรองน้ำไว้ในไร่นา เช่น สระขนาดเล็ก ถังน้ำ เพื่อรองรับน้ำฝนในช่วงที่มีฝน
ติดตามประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยา โดยเฉพาะช่วงกลางมิถุนายน–กลางกรกฎาคม ซึ่งเสี่ยงฝนทิ้งช่วง
สำหรับนักธุรกิจ
น้ำคือปัจจัยการผลิตที่มักมองข้าม ปีนี้ต้องนำมาคิดในแผนธุรกิจอย่างจริงจัง
ธุรกิจอาหารและเกษตร:
คาดราคาวัตถุดิบจากภาคเกษตร (ข้าว น้ำตาล มันสำปะหลัง) อาจผันผวนในช่วงปลายปี หากเอลนีโญรุนแรง ควรวางแผนสต็อกวัตถุดิบล่วงหน้าหรือทำสัญญาราคาตายตัวกับซัพพลายเออร์ตั้งแต่ตอนนี้
ธุรกิจท่องเที่ยวในพื้นที่ที่น้ำน้อยอาจกระทบแหล่งน้ำท่องเที่ยว ควรประเมินความเสี่ยง
โรงงานและธุรกิจที่ใช้น้ำมาก:
ประเมินปริมาณน้ำสำรองในระบบ และวางแผนลดการสูญเสียน้ำในท่อ รัฐบาลกำหนดเป้าหมายลดการสูญเสียน้ำประปาให้เหลือต่ำกว่า 25% แล้ว
พิจารณาระบบ 3R (Reduce, Reuse, Recycle) เพื่อลดการพึ่งพาน้ำจากภายนอก ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนด้วยในระยะยาว
ธุรกิจใน EEC (พื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก) ต้องติดตามแผนจัดสรรน้ำจากรัฐอย่างใกล้ชิด เพราะมีการระบุชัดว่าพื้นที่นี้อยู่ในแผนควบคุมการใช้น้ำ
ธุรกิจทั่วไป:
รณรงค์ประหยัดน้ำในองค์กร ซึ่งนอกจากช่วยส่วนรวมแล้วยังลดค่าน้ำในยามที่น้ำอาจแพงขึ้นได้อีกด้วย
สำหรับนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญ
ข้อมูลสำคัญจากรายงาน:
ENSO forecast (ข้อมูล 26 พ.ค. 2569): ปัจจุบัน Neutral, P(El Niño พ.ค.-ก.ค. 69) = 82%, P(ยืนยาวถึง ธ.ค. 69-ก.พ. 70) = 96%
Soil moisture (GISTDA): ค่าเฉลี่ยทั้งประเทศ ณ ปลายพฤษภาคม 2569 อยู่ที่ 35.3% คาดว่าจะต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 10 ปีตลอด 6 เดือน โดยสูงสุดลดลง 13.37% ในเดือนสิงหาคม
DRI Forecast: พื้นที่เสี่ยงปานกลาง-สูง 15.31 ล้านไร่ 468 ตำบล 66 อำเภอ 15 จังหวัด ในช่วง มิ.ย.-พ.ย. 69
แหล่งน้ำขนาดเล็กทั่วประเทศ: ณ ต้นมิถุนายน 2569 คงเหลือ 1,131 ล้าน ลบ.ม. จาก 3,173 ล้าน ลบ.ม. (35.6% ของความจุ) ลดจากต้นฤดูแล้งซึ่งมี 1,633 ล้าน ลบ.ม. (51%)
ประสิทธิภาพการใช้น้ำ (WUE): ทุกภาคยังอยู่ในเกณฑ์ปกติ (1.0-2.5 gC/mm) โดยภาคตะวันออกเฉียงเหนืออยู่ที่ 1.56 ต่ำสุด
ปัญหาเชิงระบบ: ยังขาดฐานข้อมูลแหล่งน้ำนอกเขตชลประทานที่ครบถ้วน และแบบจำลองคาดการณ์ภัยแล้งระยะนาน 3-6 เดือนยังต้องพัฒนาต่อ
ประเด็นสำคัญที่น่าวิจัยเพิ่ม: การที่เกษตรกรปลูกข้าวเกินแผน 14% ในพื้นที่นอกเขตชลประทานโดยเฉพาะ (+1.019 ล้านไร่) บ่งชี้ว่ากลไกควบคุมการปลูกพืชนอกแผนยังขาดประสิทธิภาพ และอาจเป็นปัจจัยเร่งให้เกิดวิกฤตน้ำในอนาคต
สำหรับประชาชนทั่วไป
ไม่ต้องตื่นตระหนก แต่ควรเตรียมพร้อมและปรับนิสัยเล็กน้อย
สิ่งที่ควรทำในชีวิตประจำวัน:
• ประหยัดน้ำในบ้าน ปีนี้มีความเสี่ยงสูงขึ้น เช่น ไม่ปล่อยน้ำไหลทิ้ง ใช้เครื่องซักผ้าเต็มถัง รดน้ำต้นไม้ในช่วงเย็น
• เตรียมสำรองน้ำดื่มสะอาดไว้บ้าง โดยเฉพาะถ้าอาศัยอยู่ในพื้นที่ที่ระบบประปาท้องถิ่นยังไม่มีมาตรฐาน
• ติดตามข่าวสาร เกี่ยวกับพื้นที่ที่ตัวเองอาศัยอยู่ว่าอยู่ในเขตเฝ้าระวังหรือไม่ ผ่านเว็บไซต์ กรมชลประทาน หรือแอป "National Thai Water"
• ถ้าอยู่ในพื้นที่เกษตร หรือชุมชนที่น้ำมาจากบ่อและประปาหมู่บ้าน ควรพูดคุยกับผู้นำชุมชนวางแผนสำรองน้ำร่วมกัน ก่อนเข้าฤดูร้อน
ที่มา: สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.), กรมอุตุนิยมวิทยา (อต.), สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (สสน.), และสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) — รายงานถอดบทเรียนและสรุปผลมาตรการรองรับฤดูแล้ง ปี 2568/2569 วันที่ 5 มิถุนายน 2569