ฝ่าฝุ่น

ฝ่าฝุ่น สวัสดีค่ะ ยินดีต้อนรับเข้าสู่เพจ ฝ่าฝุ่น
(2)

สรุปวิกฤตนาปรังเกินแผน: ชนวนภัยแล้งนอกเขตชลประทานที่ต้องเร่งแก้ไขในปีนี้มีการทำนาปรังสูงเกินกว่าแผนที่วางไว้อย่างมาก และ...
05/06/2026

สรุปวิกฤตนาปรังเกินแผน: ชนวนภัยแล้งนอกเขตชลประทานที่ต้องเร่งแก้ไข

ในปีนี้มีการทำนาปรังสูงเกินกว่าแผนที่วางไว้อย่างมาก และกำลังกลายเป็นชนวนปัญหาใหญ่ที่อาจบานปลายในระยะถัดไป หากไม่มีการควบคุมอย่างจริงจัง

จากข้อมูลแผนการเพาะปลูกนาปรังปี 2568/2569 ที่กำหนดไว้ 12.86 ล้านไร่ พบว่ามีการปลูกจริงถึง 14.65 ล้านไร่ ซึ่งเกินแผนไปกว่า 1.79 ล้านไร่ หรือคิดเป็น 14% โดยพื้นที่นอกเขตชลประทานมีการปลูกเกินแผนสูงถึง 1.019 ล้านไร่ สะท้อนสถานการณ์ที่หนักหนากว่าในเขตชลประทานซึ่งเกินแผนเพียง 0.294 ล้านไร่

ประเด็นสำคัญที่น่ากังวลที่สุดคือการขยายตัวนอกเขตชลประทาน

เนื่องจากพื้นที่เหล่านี้ไม่มีระบบควบคุมน้ำ เกษตรกรต้องพึ่งพแหล่งน้ำชุมชน บ่อ และน้ำฝนโดยตรง เมื่อมีการปลูกเกินแผน ปริมาณน้ำจึงไม่เพียงพอ ประกอบกับเป็นพื้นที่ที่ภาครัฐเข้าถึงและแก้ปัญหาได้ยาก นอกจากนี้ ยังพบการทำนารอบที่ 3 อีก 0.02 ล้านไร่ ซึ่งรายงานระบุว่าจะเพิ่มมาตรการควบคุมนารอบที่ 3 เป็นกฎใหม่โดยเฉพาะในปี 2569/2570

ใครควรเป็นคนเตือนเกษตรกร?
สายความรับผิดชอบไว้ชัดเจนในทางทฤษฎี คือ กรมส่งเสริมการเกษตร (กสก.) รับผิดชอบการสื่อสารกับเกษตรกรโดยตรง ร่วมกับกรมชลประทานในพื้นที่ชลประทาน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่นอกเขตชลประทาน และก็ต้องย้ำเตือนให้หน่วยงานเหล่านี้ทำหน้าที่
แทนที่จะเตือนล้วนๆ ควรรวมข้อมูลและผลลัพธ์เข้าด้วยกันอาจรณรงค์ให้เกษตรกรขึ้นทะเบียนแปลงปลูกพร้อมระบุแหล่งน้ำที่จะใช้ในรูปแบบแผนที่ ถ้าทำได้จริง เจ้าหน้าที่จะเห็นทันทีว่าพื้นที่ไหนใช้น้ำเกินกว่าที่แหล่งน้ำนั้นจะรองรับได้ และเตือนได้ก่อนที่จะลงมือปลูก ไม่ใช่หลังจากปลูกไปแล้ว

ปัจจัยเสี่ยง "เอลนีโญ" ที่อาจทำให้วิกฤตรุนแรงขึ้น
แม้ในปีที่ผ่านมาการปลูกเกินแผนจะยังสามารถผ่านพ้นมาได้เนื่องจากปริมาณน้ำในเขื่อนพอดี แต่หากปรากฏการณ์เอลนีโญมาจริงตามคาด ปริมาณน้ำต้นทุนในอ่างเก็บน้ำที่ตอนนี้เหลืออยู่เพียง 36% ของความจุ อาจเติมไม่ทันจากน้ำฝน ส่งผลให้น้ำต้นทุนเมื่อถึงฤดูแล้งหน้าจะน้อยกว่าปีนี้ตั้งแต่เริ่มต้น หากเกษตรกรยังคงปลูกเกินแผนในสัดส่วนเดิม กลุ่มที่จะเดือดร้อนหนักที่สุดคือกลุ่มท้ายคลอง ปลายระบบ หรืออยู่นอกเขตชลประทาน เนื่องจากน้ำจะถูกใช้จนหมดก่อนจะเดินทางไปถึงพวกเขา

ข้อสรุปและแนวทางแก้ไข ต้องยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า ปัจจุบันยังขาดกลไกที่มีประสิทธิภาพเพียงพอในการควบคุมการปลูกพืชนอกแผน และการที่เกษตรกรชินกับความเสี่ยงจากการปลูกเกินมาหลายปีโดยไม่เกิดวิกฤต ถือเป็นกับดักที่อันตรายมากในปีที่เอลนีโญมาเยือน

ดังนั้น ฤดูแล้งหน้า (2569/2570) จะเป็นบทพิสูจน์สำคัญว่า มาตรการควบคุมนาปรังรอบที่ 3 ที่ภาครัฐเพิ่มเข้ามาใหม่ จะสามารถบังคับใช้และได้ผลจริงเพียงใด เพื่อป้องกันไม่ให้ความเสียหายลุกลามจนกลายเป็นวิกฤตการณ์ที่รุนแรงต่อภาคการเกษตรและเงินทุนในชีวิตของเกษตรกรไทย

05/06/2026

สิ่งที่ประชาชนควรเตรียมรับมือกับความเสี่ยงภัยแล้งในปีนี้

สรุปในประโยคเดียว
ฤดูแล้งที่ผ่านมาผ่านไปได้ค่อนข้างดี แต่ เอลนีโญกำลังเข้ามาในปลายปีนี้ ทำให้ฝนน้อย ดินแห้ง และน้ำต้นทุนจะลดลงมากกว่าปีปกติ ทุกคนไม่ว่าจะเกษตรกร นักธุรกิจ หรือครัวเรือนทั่วไป ควรเริ่มวางแผนการใช้น้ำอย่างประหยัดและมีสำรองตั้งแต่วันนี้

ภาพรวม: ฤดูแล้งที่ผ่านมาเป็นอย่างไร?
ฤดูแล้งปี 2568/2569 (พฤศจิกายน 2568 – เมษายน 2569) ผ่านพ้นไปได้โดยไม่เกิดวิกฤตรุนแรง แต่มีสัญญาณเตือนหลายอย่างที่ต้องจับตา

สิ่งที่เกิดขึ้นจริง:

มีพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำในการประเมินล่วงหน้าถึง 455 ตำบล 243 อำเภอทั่วประเทศ แต่พื้นที่ที่ประกาศภัยแล้งจริงมีเพียง 2 จังหวัด ได้แก่ จ.ชุมพร และ จ.บุรีรัมย์ รวม 5 อำเภอ 16 ตำบล 159 หมู่บ้าน ทั้งนี้ส่วนใหญ่เป็นความเสียหายด้านการเกษตร ไม่ใช่ขาดน้ำกิน-ใช้
น้ำในเขื่อนและอ่างเก็บน้ำมีเพียงพอตลอดฤดูแล้ง
เกษตรกรปลูกข้าวนาปรัง (ข้าวรอบสอง) รวม 14.65 ล้านไร่ มากกว่าแผนที่วางไว้ถึง 14% นับเป็นสัญญาณเตือนว่าการใช้น้ำเกินแผนอาจเป็นปัญหาในฤดูกาลหน้า

สัญญาณเตือน: สิ่งที่น่าเป็นห่วงในช่วง มิ.ย. – พ.ย. 2569
1. เอลนีโญกำลังจะมา
ขณะนี้สภาพอากาศยังปกติ แต่มีโอกาส 82% ที่ประเทศไทยจะเข้าสู่ภาวะ "เอลนีโญ" ในช่วงพฤษภาคม–กรกฎาคม 2569 และโอกาสถึง 96% ที่มันจะยืดยาวต่อเนื่องไปจนถึงต้นปี 2570

เอลนีโญคืออะไรในแง่ที่รู้สึกได้? ง่ายๆ คือ ฝนน้อยลง + ร้อนขึ้น ในช่วงฤดูฝนที่ควรจะมีฝนมาก ทำให้แหล่งน้ำไม่ได้รับการเติม และดินแห้งกว่าปกติ เปรียบได้กับการทำงาน 8 ชั่วโมงแต่ได้ค่าจ้างเพียง 6 ชั่วโมง
2. ฝนทิ้งช่วงกลางปี
คาดว่าจะมีช่วง "ฝนทิ้งช่วง" ในกลางเดือนมิถุนายน–กลางเดือนกรกฎาคม 2569 คือฝนหยุดพักกลางฤดู ซึ่งอันตรายมากสำหรับพื้นที่เกษตรที่เพิ่งเริ่มปลูกพืช
3. น้ำในดินคาดว่าจะต่ำกว่าปกติตลอด 6 เดือน
ข้อมูลดาวเทียมจาก GISTDA คาดว่าความชื้นในดินทั่วประเทศในช่วง มิ.ย.–พ.ย. 2569 จะต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 10 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะเดือนสิงหาคมที่คาดว่าจะแห้งกว่าปกติถึงกว่า 13% พูดง่ายๆ ว่าดินจะแห้งกว่าปีทั่วไปมาก
4. พื้นที่เสี่ยงภัยแล้ง 6 เดือนข้างหน้า
พื้นที่ที่คาดว่ามีความเสี่ยงภัยแล้งระดับปานกลางถึงสูง 6 เดือนข้างหน้า ครอบคลุม 15.31 ล้านไร่ ใน 15 จังหวัด 66 อำเภอ 468 ตำบล ส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ภาคตะวันตก ภาคกลาง และบางส่วนของภาคเหนือและภาคอีสาน
5. ระวังพายุ (กลับกัน)
แม้ฝนจะน้อยโดยรวม แต่เดือนสิงหาคม–กันยายน อาจมีพายุหมุนเขตร้อนเคลื่อนตัวเข้าใกล้หรือผ่านประเทศไทยตอนบน ซึ่งอาจทำให้เกิด "น้ำท่วมฉับพลัน" ในบางพื้นที่ได้ ทั้งที่โดยรวมฝนน้อยกว่าปกติ

แล้วประชาชนแต่ละกลุ่มควรทำอะไร?

สำหรับเกษตรกร
สิ่งที่ควรทำตอนนี้คือ วางแผนใหม่ก่อนลงมือปลูก ฤดูกาลนี้ไม่ควรตัดสินใจปลูกตามแบบเดิมเพราะเอลนีโญกำลังมา

สิ่งที่ควรทำ:

ก่อนเริ่มปลูกให้ ตรวจสอบว่าแหล่งน้ำในพื้นที่ของตัวเองมีน้ำเพียงพอหรือไม่ ทั้งคลองชลประทาน บ่อ และสระ อย่าเพิ่งปลูกเพราะเชื่อว่าน้ำจะมาเอง
หลีกเลี่ยงการทำนาปรังต่อเนื่อง (นารอบที่ 3) เพราะน้ำมีความเสี่ยงไม่พอรอบหน้า ฤดูที่ผ่านมาปลูกเกินแผนมากอยู่แล้ว
พิจารณาปลูกพืชใช้น้ำน้อย เช่น ถั่วเขียว ข้าวโพด พืชผักอายุสั้น แทนการทำนา ซึ่งกินน้ำมากกว่ามาก
ถ้าจะทำนา ให้ลองวิธี "นาเปียกสลับแห้ง" คือให้น้ำสลับช่วงวันพัก ลดการใช้น้ำได้ 20-30% โดยไม่กระทบผลผลิต
เตรียมภาชนะสำรองน้ำไว้ในไร่นา เช่น สระขนาดเล็ก ถังน้ำ เพื่อรองรับน้ำฝนในช่วงที่มีฝน
ติดตามประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยา โดยเฉพาะช่วงกลางมิถุนายน–กลางกรกฎาคม ซึ่งเสี่ยงฝนทิ้งช่วง

สำหรับนักธุรกิจ
น้ำคือปัจจัยการผลิตที่มักมองข้าม ปีนี้ต้องนำมาคิดในแผนธุรกิจอย่างจริงจัง

ธุรกิจอาหารและเกษตร:

คาดราคาวัตถุดิบจากภาคเกษตร (ข้าว น้ำตาล มันสำปะหลัง) อาจผันผวนในช่วงปลายปี หากเอลนีโญรุนแรง ควรวางแผนสต็อกวัตถุดิบล่วงหน้าหรือทำสัญญาราคาตายตัวกับซัพพลายเออร์ตั้งแต่ตอนนี้
ธุรกิจท่องเที่ยวในพื้นที่ที่น้ำน้อยอาจกระทบแหล่งน้ำท่องเที่ยว ควรประเมินความเสี่ยง

โรงงานและธุรกิจที่ใช้น้ำมาก:

ประเมินปริมาณน้ำสำรองในระบบ และวางแผนลดการสูญเสียน้ำในท่อ รัฐบาลกำหนดเป้าหมายลดการสูญเสียน้ำประปาให้เหลือต่ำกว่า 25% แล้ว
พิจารณาระบบ 3R (Reduce, Reuse, Recycle) เพื่อลดการพึ่งพาน้ำจากภายนอก ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนด้วยในระยะยาว
ธุรกิจใน EEC (พื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก) ต้องติดตามแผนจัดสรรน้ำจากรัฐอย่างใกล้ชิด เพราะมีการระบุชัดว่าพื้นที่นี้อยู่ในแผนควบคุมการใช้น้ำ

ธุรกิจทั่วไป:

รณรงค์ประหยัดน้ำในองค์กร ซึ่งนอกจากช่วยส่วนรวมแล้วยังลดค่าน้ำในยามที่น้ำอาจแพงขึ้นได้อีกด้วย
สำหรับนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญ
ข้อมูลสำคัญจากรายงาน:

ENSO forecast (ข้อมูล 26 พ.ค. 2569): ปัจจุบัน Neutral, P(El Niño พ.ค.-ก.ค. 69) = 82%, P(ยืนยาวถึง ธ.ค. 69-ก.พ. 70) = 96%
Soil moisture (GISTDA): ค่าเฉลี่ยทั้งประเทศ ณ ปลายพฤษภาคม 2569 อยู่ที่ 35.3% คาดว่าจะต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 10 ปีตลอด 6 เดือน โดยสูงสุดลดลง 13.37% ในเดือนสิงหาคม
DRI Forecast: พื้นที่เสี่ยงปานกลาง-สูง 15.31 ล้านไร่ 468 ตำบล 66 อำเภอ 15 จังหวัด ในช่วง มิ.ย.-พ.ย. 69
แหล่งน้ำขนาดเล็กทั่วประเทศ: ณ ต้นมิถุนายน 2569 คงเหลือ 1,131 ล้าน ลบ.ม. จาก 3,173 ล้าน ลบ.ม. (35.6% ของความจุ) ลดจากต้นฤดูแล้งซึ่งมี 1,633 ล้าน ลบ.ม. (51%)
ประสิทธิภาพการใช้น้ำ (WUE): ทุกภาคยังอยู่ในเกณฑ์ปกติ (1.0-2.5 gC/mm) โดยภาคตะวันออกเฉียงเหนืออยู่ที่ 1.56 ต่ำสุด
ปัญหาเชิงระบบ: ยังขาดฐานข้อมูลแหล่งน้ำนอกเขตชลประทานที่ครบถ้วน และแบบจำลองคาดการณ์ภัยแล้งระยะนาน 3-6 เดือนยังต้องพัฒนาต่อ

ประเด็นสำคัญที่น่าวิจัยเพิ่ม: การที่เกษตรกรปลูกข้าวเกินแผน 14% ในพื้นที่นอกเขตชลประทานโดยเฉพาะ (+1.019 ล้านไร่) บ่งชี้ว่ากลไกควบคุมการปลูกพืชนอกแผนยังขาดประสิทธิภาพ และอาจเป็นปัจจัยเร่งให้เกิดวิกฤตน้ำในอนาคต

สำหรับประชาชนทั่วไป
ไม่ต้องตื่นตระหนก แต่ควรเตรียมพร้อมและปรับนิสัยเล็กน้อย

สิ่งที่ควรทำในชีวิตประจำวัน:

• ประหยัดน้ำในบ้าน ปีนี้มีความเสี่ยงสูงขึ้น เช่น ไม่ปล่อยน้ำไหลทิ้ง ใช้เครื่องซักผ้าเต็มถัง รดน้ำต้นไม้ในช่วงเย็น
• เตรียมสำรองน้ำดื่มสะอาดไว้บ้าง โดยเฉพาะถ้าอาศัยอยู่ในพื้นที่ที่ระบบประปาท้องถิ่นยังไม่มีมาตรฐาน
• ติดตามข่าวสาร เกี่ยวกับพื้นที่ที่ตัวเองอาศัยอยู่ว่าอยู่ในเขตเฝ้าระวังหรือไม่ ผ่านเว็บไซต์ กรมชลประทาน หรือแอป "National Thai Water"
• ถ้าอยู่ในพื้นที่เกษตร หรือชุมชนที่น้ำมาจากบ่อและประปาหมู่บ้าน ควรพูดคุยกับผู้นำชุมชนวางแผนสำรองน้ำร่วมกัน ก่อนเข้าฤดูร้อน

ที่มา: สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.), กรมอุตุนิยมวิทยา (อต.), สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (สสน.), และสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) — รายงานถอดบทเรียนและสรุปผลมาตรการรองรับฤดูแล้ง ปี 2568/2569 วันที่ 5 มิถุนายน 2569

05/06/2026

ตอนนี้ควรพูดเรื่อง “ฝนทิ้งช่วง–ทำนาให้ทัน–เก็บน้ำไว้ใช้แล้ง” เพราะกรมอุตุฯ คาดว่าช่วงต้น/กลาง มิ.ย. ฝนยังน้อยหลายพื้นที่ ก่อนฝนจะเพิ่มช่วงครึ่งหลังเดือน และฤดูฝนปีนี้โดยรวมอาจต่ำกว่าปกติประมาณ 10%

น้ำไม่ใช่เรื่องวิศวกรรมอย่างเดียว
แต่น้ำคือรายได้ของชาวนา
และบางครั้งคือความอยู่รอดของทั้งครอบครัว

สำหรับพื้นที่นาข้าวแถบพรหมพิราม และพื้นที่ต่อเนื่องด้านสมอแข ดอนทอง บ้านป่า ปากโทก หัวรอ จอมทอง บ้านกร่าง มะขามสูง ไผ่ขอดอน

เดือนนี้คือเดือนที่ต้อง “ตัดสินใจให้แม่น”

เพราะฝนต้นฤดูยังไม่นิ่ง บางช่วงมีฝน บางช่วงทิ้งช่วง ถ้าชาวนาเริ่มแปลงเร็วเกินไปแล้วน้ำขาด ต้นกล้าเสียหาย แต่ถ้ารอช้าเกินไป ก็อาจไปชนช่วงน้ำหลากปลายฤดู

สิ่งที่ควรทำตอนนี้ไม่ใช่เร่งให้ทุกคนทำนาพร้อมกัน
แต่ควรแยกพื้นที่ให้ชัดว่า

แปลงไหนมีน้ำชลประทานพอ ควรเตรียมแปลงและเริ่มปลูกเมื่อมีน้ำต่อเนื่องรองรับ

แปลงไหนอยู่นอกเขตชลประทาน ควรรอฝนตั้งหลักให้มั่นคงกว่านี้ อย่าเสี่ยงลงเมล็ดเพียงเพราะฝนตกไม่กี่วัน

แปลงไหนเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำ ต้องคิดเผื่อน้ำหลากปลายฤดูตั้งแต่วันนี้ ไม่ใช่รอให้น้ำมาถึงคันนาแล้วค่อยแก้ปัญหา

ฤดูฝนนี้ ชาวนาต้องการน้ำ “พอดีและทันเวลา”

แต่ฤดูแล้งข้างหน้า ชาวนาจะต้องการน้ำ “ที่เหลือพอ”

ดังนั้น สิ่งที่ควรเริ่มพูดตั้งแต่เดือนนี้คือ

หนึ่ง อย่าใช้น้ำต้นฤดูแบบหมดหน้าตัก
สอง วางแผนนาปีให้ไม่ชนความเสี่ยงน้ำหลาก
สาม เก็บน้ำในหนอง คลอง บึง สระ และระบบชุมชนให้มากที่สุด
สี่ ประกาศข้อมูลน้ำให้ชาวนารู้ล่วงหน้า ไม่ใช่ให้เดากันเอง
ห้า เตรียมแผนฤดูแล้งตั้งแต่วันนี้ โดยเฉพาะพื้นที่ที่อาจทำนาปรังไม่ได้เต็มพื้นที่

เพราะความเดือดร้อนของชาวนาไม่ได้เกิดในวันที่น้ำหมด

แต่มักเริ่มตั้งแต่วันที่เขา “ตัดสินใจปลูก” โดยไม่มีข้อมูลน้ำที่ชัดเจน

ถ้าเราอยากช่วยชาวนาให้จริง
ต้องช่วยให้เขาตัดสินใจถูกเวลา

น้ำที่ดี ไม่ใช่น้ำที่มาเยอะที่สุด
แต่น้ำที่ดี คือ น้ำที่มาถูกจังหวะกับชีวิตของชาวนา

#ความรู้เรื่องน้ำ
#ชาวนาและความมั่นคงน้ำ
#ดุลยชล

Super El Nino ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ  แต่ก็อย่าประมาทว่าเราจะแล้งอย่างเดียว
05/06/2026

Super El Nino ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ แต่ก็อย่าประมาทว่าเราจะแล้งอย่างเดียว

04/06/2026
คลองกว้างขึ้น แต่ระบายน้ำไม่ได้
04/06/2026

คลองกว้างขึ้น แต่ระบายน้ำไม่ได้

ดุลยชล Special Series
คลองระพีพัฒน์กับคำถามหนึ่งแสนล้านบาท
EP.6 : คลองกว้างขึ้น ทำไมจึงไม่จำเป็นต้องระบายน้ำได้มากขึ้นเสมอไป

หลังจากตอนที่แล้ว

เราได้รู้จักคำว่า

“คอขวด”

ซึ่งเป็นจุดที่อาจกำหนดความสามารถในการระบายน้ำของทั้งระบบ

วันนี้ดุลยชลอยากชวนคุยต่อในอีกคำถามหนึ่ง

ที่หลายคนสงสัย



ถ้าคลองกว้างขึ้น

น้ำก็น่าจะไหลได้มากขึ้นไม่ใช่หรือ ?

คำตอบคือ

“บางครั้งใช่ แต่บางครั้งไม่ใช่”



ลองนึกภาพง่าย ๆ

เราเปิดประตูบ้านกว้างมาก

แต่ด้านนอกมีคนยืนเบียดกันเต็มไปหมด

ต่อให้ประตูใหญ่ขึ้น

คนก็ยังออกไม่ได้เร็วเท่าเดิม

เพราะปัญหาไม่ได้อยู่ที่ประตู

แต่อยู่ที่พื้นที่ด้านนอก



น้ำก็มีลักษณะคล้ายกัน

การไหลของน้ำไม่ได้ขึ้นอยู่กับความกว้างของคลองเพียงอย่างเดียว

แต่ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยพร้อมกัน

เช่น

* ความกว้างคลอง
* ความลึกของน้ำ
* ความลาดชันของคลอง
* ระดับน้ำต้นทาง
* ระดับน้ำปลายทาง
* สิ่งกีดขวางในคลอง
* ประตูน้ำและสะพาน



ในทางชลศาสตร์ (Hydraulics : วิทยาศาสตร์การไหลของน้ำ)

น้ำจะไหลได้มากหรือน้อย

ขึ้นอยู่กับความแตกต่างของระดับน้ำด้วย



ลองนึกภาพถังน้ำสองใบ

ถังหนึ่งวางสูง

อีกถังวางต่ำ

เมื่อต่อท่อเข้าหากัน

น้ำจะไหลได้ดี

เพราะมีความต่างระดับ



แต่ถ้าระดับน้ำทั้งสองฝั่งใกล้เคียงกัน

น้ำก็จะไหลช้าลง

แม้ว่าท่อจะใหญ่ขึ้นก็ตาม



นี่คือเหตุผลที่วิศวกรมักสนใจคำถามว่า

“ระดับน้ำปลายทางเป็นอย่างไร”

ไม่แพ้คำถามว่า

“คลองกว้างแค่ไหน”



ในพื้นที่ภาคกลางตอนล่าง

โดยเฉพาะช่วงที่เกิดน้ำหลาก

บางครั้งระดับน้ำในคลอง

ระดับน้ำในแม่น้ำ

และระดับน้ำในพื้นที่ปลายทาง

อาจสูงขึ้นพร้อมกัน



เมื่อปลายทางสูงขึ้น

น้ำจากต้นทางก็ไหลได้ยากขึ้น

ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า

Backwater Effect (ผลกระทบจากน้ำหนุนกลับ)



ประชาชนจำนวนมากเคยเห็นปรากฏการณ์นี้แล้ว

แม้จะไม่รู้ชื่อทางวิชาการ

เช่น

ช่วงน้ำทะเลหนุนสูง

ประตูระบายน้ำเปิดอยู่

แต่ระบายน้ำได้ไม่ดี

หรือ

คลองยังมีน้ำเต็ม

แม้ฝนจะหยุดตกไปแล้ว



สาเหตุหนึ่งก็คือ

ปลายทางยังมีระดับน้ำสูงอยู่



ดังนั้น

การเพิ่มความกว้างคลอง

จึงเป็นเพียงส่วนหนึ่งของคำตอบ

แต่ไม่ใช่คำตอบทั้งหมด



นี่คือเหตุผลที่บางครั้ง

เราอาจเห็นโครงการขยายคลอง

แต่ยังต้องมี

* การบริหารประตูน้ำ
* การจัดพื้นที่รับน้ำ
* การควบคุมจังหวะการระบาย
* การเชื่อมโยงกับคลองสายอื่น
* การจัดการระดับน้ำปลายทาง

ทำงานร่วมกัน



ในโลกของการบริหารน้ำ

จึงไม่มีคำตอบง่าย ๆ ว่า

“ขุดให้ใหญ่ที่สุด”

แล้วทุกอย่างจะดีขึ้น

เพราะน้ำไม่ได้มองเฉพาะคลอง

แต่มองทั้งระบบพร้อมกัน



หากเปรียบเทียบกับการจราจร

คลองก็คือถนน

แต่ระดับน้ำก็คือความหนาแน่นของรถ

และปลายทางก็คือทางออกของเมือง

ถ้าทางออกยังตัน

ต่อให้ขยายถนนระหว่างทาง

ปัญหาก็อาจยังไม่จบ



ตอนต่อไป

ดุลยชลจะพาไปดูสิ่งที่หลายคนมองข้าม

ทั้งที่อาจเป็นคอขวดสำคัญของระบบ

นั่นคือ

สะพาน ประตูน้ำ ท่อลอด และสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ

ซึ่งบางครั้งมีอิทธิพลต่อการระบายน้ำมากกว่าความกว้างของคลองเสียอีก

ฝ่าฝุ่น
#ดุลยชล
#คลองระพีพัฒน์
#คลองระพีพัฒน์กับคำถามหนึ่งแสนล้านบาท
#ลุ่มน้ำผาสุกมั่นคงยั่งยืน

สมาคมรถยนต์นั่งส่วนบุคคลแห่งประเทศจีน (CPCA) เสนอให้มีการจัดตั้งกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้าราคาประหยัดที่มีมาตรฐานเดียวกัน โดยมีต้น...
03/06/2026

สมาคมรถยนต์นั่งส่วนบุคคลแห่งประเทศจีน (CPCA) เสนอให้มีการจัดตั้งกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้าราคาประหยัดที่มีมาตรฐานเดียวกัน โดยมีต้นแบบมาจากระบบนิเวศรถยนต์ขนาดเล็กหรือ Kei car (K-car) ของประเทศญี่ปุ่น เพื่อกระตุ้นยอดขายรถยนต์ในประเทศที่กำลังชะลอตัว และดึงดูดผู้ซื้อกลุ่มใหม่เข้าสู่ตลาดรถยนต์ไฟฟ้า

วิกฤตของรถยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็กรุ่นเก่าในจีน
ชุย ตงซู่ เลขาธิการทั่วไปของ CPCA ระบุว่า การหดตัวของกลุ่มรถยนต์ราคาประหยัดกลายเป็นอุปสรรคสำคัญในการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมยานยนต์จีน แม้ว่าปัจจุบันรถยนต์ไฟฟ้าส่วนแบ่งตลาดในจีนจะสูงกว่าร้อยละ 60 แต่ยอดขายโดยรวมกลับยังทรงตัว ตลาดในปัจจุบันเกิดการแยกส่วนอย่างชัดเจน ฝั่งหนึ่งผู้ผลิตเน้นพัฒนาแต่รถยนต์ระดับพรีเมียมที่มีเทคโนโลยีซับซ้อนและราคาสูง ในขณะที่ผู้บริโภคในเขตชนบทและผู้สูงอายุจำนวนมากหันไปพึ่งพารถยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็กที่ไม่ถูกกฎหมายและไม่มีการควบคุมความปลอดภัย ซึ่งเรียกกันว่า เหล่าโถวเล่อ (laotoule) หรือความสุขของชายชรา

รถยนต์กลุ่มนี้มีราคาถูกมากแต่ขาดโครงสร้างนิรภัยและถุงลมนิรภัย นำไปสู่อุบัติเหตุร้ายแรงหลายแสนครั้งในช่วงปี 2012 ถึง 2016 จนรัฐบาลจีนต้องสั่งแบนอย่างเด็ดขาดในปี 2024 อย่างไรก็ตาม ความต้องการใช้งานยานพาหนะขนาดเล็กของผู้คนในพื้นที่เหล่านั้นยังคงอยู่ ทาง CPCA จึงเห็นว่าจีนจำเป็นต้องมีรถยนต์ไฟฟ้าระดับกลางที่มีราคาจับต้องได้ มีการควบคุมมาตรฐาน และมีความปลอดภัยเพื่อมาทดแทน

ถอดบทเรียนจากญี่ปุ่นและยุโรป
ต้นแบบที่ทางสมาคมฯ นำมาอ้างอิงประกอบด้วยสองโมเดลหลัก คือ

1. ระบบ Kei car ของญี่ปุ่น: รถยนต์ขนาดเล็กที่มีการจำกัดขนาดความยาวไม่เกิน 3.4 เมตร และมีขนาดเครื่องยนต์ต่ำกว่า 660 ซีซี ซึ่งครองส่วนแบ่งตลาดถึง 1 ใน 3 ของยอดขายรถยนต์นั่งส่วนบุคคลในญี่ปุ่น โดยจีนควรนำแนวคิดนี้มาปรับใช้กำหนดเกณฑ์สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าราคาประหยัด เช่น การจำกัดขนาดตัวถัง กำลังมอเตอร์ และระยะทางวิ่งขั้นต่ำ พร้อมเสนอให้มีใบขับขี่ประเภท C7 ที่มีขั้นตอนการสอบง่ายขึ้นเพื่อรองรับกลุ่มผู้สูงอายุ
2. มาตรฐาน E-Car ของสหภาพยุโรป: ยุโรปมีการให้สิทธิประโยชน์กับรถยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็กที่ความยาวต่ำกว่า 4.2 เมตร โดยผู้ผลิตจะได้เครดิตการปล่อยคาร์บอนเพิ่มเติม ซึ่งช่วยกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาขยายตัวของรถยนต์ไฟฟ้าราคาประหยัดในตลาดยุโรป

นอกจากนี้ จีนควรสนับสนุนด้วยมาตรการลดหย่อนภาษี เงินอุดหนุนการซื้อสำหรับผู้บริโภคในชนบทและผู้สูงอายุ ควบคู่ไปกับการเร่งขยายสถานีชาร์จในพื้นที่ห่างไกล

การขยับตัวของค่ายรถยนต์และโอกาสในตลาดโลก
ผู้ผลิตรถยนต์ในจีนเริ่มเดินหน้าในเซกเมนต์นี้แล้ว เช่น BYD ได้เปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็กชื่อ Racco ในประเทศญี่ปุ่นเพื่อแข่งกับ Nissan Sakura โดยมีความยาวเพียง 3,395 มิลลิเมตร แบตเตอรี่ขนาด 20 กิโลวัตต์ชั่วโมง วิ่งได้ระยะทาง 180 กิโลเมตร รองรับการชาร์จเร็ว และมีราคาเปิดตัวประมาณ 16,340 ดอลลาร์สหรัฐ ส่วนในตลาดจีนเองก็มีรถยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็กราคาประหยัดอย่าง Bestune Pony ที่เปิดตัวด้วยราคาต่ำกว่า 5,000 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งได้รับความสนใจอย่างมาก

ข้อดีอีกประการของการสร้างมาตรฐานรถยนต์ไฟฟ้าราคาประหยัดนี้ คือการช่วยให้ผู้ผลิตรถยนต์ของจีนสามารถขยายตลาดส่งออกไปยังภูมิภาคอื่นได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และอินเดีย ซึ่งเป็นตลาดขนาดใหญ่ที่ประชากรนิยมใช้งานรถยนต์ขนาดเล็กและมีกำลังซื้อสอดคล้องกับรถยนต์ในระดับราคา 5,000 ถึง 15,000 ดอลลาร์สหรัฐ

มุมมองของผู้เชี่ยวชาญ
ข้อเสนอนี้นับเป็นแนวคิดเชิงนโยบายที่น่าสนใจอย่างยิ่ง แทนที่จะสั่งห้ามการใช้งานรถยนต์ขนาดเล็กที่ไม่ได้มาตรฐานเพียงอย่างเดียว การกำหนดโครงสร้างและมาตรฐานที่ชัดเจนจะช่วยปิดช่องว่างด้านการคมนาคมของผู้คน พร้อมทั้งใช้ประโยชน์จากห่วงโซ่อุปทานที่แข็งแกร่งของจีนในการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็กที่มีความปลอดภัยในระดับราคาที่เข้าถึงได้ ซึ่งหากทำสำเร็จ จะเป็นการเปิดน่านน้ำใหม่ของตลาดรถยนต์ไฟฟ้าทั้งในประเทศและระดับสากล

เหมาะกับกรุงเทพฯหรือไม่
รถยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็ก หรือ K-Car BEV เหมาะกับการใช้งานในกรุงเทพฯ เป็นอย่างมากหากเน้นใช้ขับขี่ในชีวิตประจำวัน เนื่องจากความคล่องตัวสูงและประหยัดค่าใช้จ่าย แต่ก็มีข้อจำกัดสำคัญเรื่องมิติตัวรถและความปลอดภัยที่ต้องพิจารณาเพิ่มเติ่ม

ที่อยู่

194 Moo 2
Pai
58130

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ฝ่าฝุ่นผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง ฝ่าฝุ่น:

แชร์