19/04/2026
#หมอกฤชฐา #โรคหลอดเลือดสมอง #บทความ ขออนุญาตแชร์บทความเรื่อง "รู้จัก BEFAST วิธีสังเกตอาการ"สโตรก"(โรคหลอดเลือดสมอง) ของ ThaiPBS แหล่งข่าวและแหล่งข้อมูลดีๆ ที่จะช่วยให้สังเกตอาการและปลอดภัยได้ทันท่วงที
รู้จัก “BEFAST” วิธีสังเกตอาการ “สโตรก” (โรคหลอดเลือดสมอง)
ปัจจุบัน โรคหลอดเลือดสมอง หรือ Stroke เป็นสาเหตุการเสียชีวิตและความพิการลำดับต้น ๆ ของไทย โดยในอดีตโรคนี้มักเกิดในผู้สูงอายุ แต่ในปัจจุบัน กลับพบในคนอายุน้อยและคนวัยทำงานเพิ่มขึ้น “สโตรก” ไม่ใช่เรื่องไกลตัว ทุกคนล้วนมีความเสี่ยง ด้วยเหตุนี้ Thai PBS Sci & Tech จึงขอพามารู้จัก “BEFAST” วิธีการสังเกต โรคหลอดเลือดสมอง เผื่อเผชิญกับสัญญาณเตือนดังกล่าว จะได้ไปโรงพยาบาลในทันที
📌อ่านบทความเต็มทางเว็บไซต์ในคอมเมนต์
สำหรับ โรคหลอดเลือดสมอง “สโตรก” (Stroke) หรือคนไทยอาจคุ้นชินกับคำว่า อัมพฤกษ์ อัมพาต เป็นภาวะที่สมองส่วนใดส่วนหนึ่งสูญเสียการทำงานอย่างเฉียบพลัน โดยเป็นอาการอย่างหนึ่งที่สังเกตได้ง่าย “อัมพฤกษ์” หมายถึงอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงปานกลาง ตามัวครึ่งตา เสียการทรงตัวชั่วขณะ แต่หากกล้ามเนื้อบางส่วนของร่างกายไม่สามารถขยับได้เลย สูญเสียการทรงตัว พูดไม่ได้ กล้ามเนื้อใบหน้าทำงานไม่เท่ากัน อาการเหล่านี้เป็นอาการรุนแรงและนิยมเรียกว่า “อัมพาต”
ทั้งนี้ สโตรก นั้นเกิดจากความผิดปกติของหลอดเลือดที่มาเลี้ยงสมอง โดยแบ่งตามสาเหตุของโรคออกเป็น 2 ประเภทด้วยกัน คือ
1. โรคหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตัน ซึ่งจะพบได้ประมาณ 80% ของผู้ป่วย
2. โรคหลอดเลือดสมองแตก พบได้ประมาณ 20%
สำหรับความรุนแรงของโรคจะขึ้นอยู่กับอาการ และบริเวณหลอดเลือดที่มีปัญหา
สโตรกแบ่งออกเป็น 2 ชนิด
โดยทั่วไปมีการจำแนกชนิดของโรคหลอดเลือดสมองออกเป็น 2 ชนิด คือ หลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตัน (ischemic stroke) และหลอดเลือดสมองแตก (hemorrhagic stroke) และในผู้ป่วยบางอาจเกิดการอุดตันเพียงชั่วคราว (Transient ischemic attack) แต่ละชนิดมีสาเหตุที่แตกต่างกันดังนี้
หลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตัน (Ischemic stroke)
เป็นชนิดโรคหลอดเลือดสมองที่พบบ่อยที่สุด เกิดจากผนังหลอดเลือดหนา ตีบแคบ จนกั้นทางเดินเลือด ส่งผลให้การไหลเวียนของเลือดลดลงอย่างรวดเร็วหรือเกิดภาวะสมองขาดเลือด หลอดเลือดตีบหรืออุดตันมักมีสาเหตุคล้ายกับโรคหลอดเลือดหัวใจ คือการไขมันสะสมในเลือด ลิ่มเลือด หรือสิ่งแปลกปลอมอื่น ๆ ที่เดินทางไปกับเลือดจากหัวใจ และตกค้างอยู่ในหลอดเลือดสมอง หรืออาจเกิดจากลิ่มเลือดหลุดจากบริเวณใดบริเวณหนึ่ง ส่วนมากเป็นลิ่มเลือดจากหัวใจ หลุดมาอุดตันหลอดเลือดสมอง
หลอดเลือดสมองแตก (Hemorrhagic stroke)
ภาวะเลือดออกในสมองจากหลอดเลือดในสมองแตก รั่ว หรือ ฉีกขาด เกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัยดังนี้
- ความดันโลหิตสูงมากกว่าระดับที่ควบคุมได้
- หลอดเลือดในสมองแตกจากการอุดตัน
- ผลข้างเคียงการรักษาด้วยยาต้านการแข็งตัวของเลือด
- เกิดเส้นเลือดโป่งพองในบริเวณผนังหลอดเลือดไม่แข็งแรง
- การบาดเจ็บจากอุบัติเหตุรุนแรง
- ผนังหลอดเลือดในสมองเปราะ (Cerebral amyloid angiopathy) จากการสะสมและตกตะกอนของโปรตีน
- หลอดเลือดสมองแตกจากโรคหลอดเลือดสมองผิดปกติ AVM (Arteriovenous Malformations)
- หลอดเลือดสมองตีบชั่วคราว TIA (Transient ischemic attack)
ภาวะหลอดเลือดสมองตีบชั่วคราว TIA (ที-ไอ-เอ)
บางครั้งถูกเรียกว่า “Ministroke” มักส่งผลกระทบให้สมองขาดเลือดชั่วคราวและหายได้เองภายใน 24 ชม. TIA มีสาเหตุคล้ายกับหลอดเลือดสมองอุดตัน (Ischemic stroke) คือเกิดจากลิ่มเลือดหรือสิ่งแปลกปลอมในเลือดตกค้างในหลอดเลือดสมอง จนทำให้ขวางทางไหลของเลือดแต่เกิดขึ้นเพียงชั่วคราว ไม่ได้ส่งผลกระทบยาวนานหรือถาวร
อย่างไรก็ตามการที่เป็นหลอดเลือดสมองตีบเพียงชั่วคราวและอาการดีขึ้น ไม่ได้แปลปลอดภัยดีเสมอไป ที่สำคัญหากไม่ได้รับการรักษายังเพิ่มความเสี่ยงเป็นโรคหลอดเลือดสมองอุดตันมากขึ้น ดังนั้นหากมีอาการคล้ายโรคหลอดเลือดสมองแม้จะเพียงชั่วคราว ยังต้องพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุ
รู้จัก “BEFAST” วิธีการสังเกตสโตรก (โรคหลอดเลือดสมอง)
โรคหลอดเลือดสมองเป็นภาวะฉุกเฉินที่ต้องเข้ารับการรักษาให้เร็วที่สุด เพราะอาการมักเกิดขึ้นอย่างรุนแรงและกะทันหัน การสังเกตอาการโรคหลอดเลือดสมองขาดเลือดเฉียบพลันสามารถทำตามได้ง่าย ๆ ด้วยหลักการ “BEFAST” ซึ่งก็คือ
“B” หรือ “Balance” ก็คือการทรงตัว เดินเซ ล้มง่าย
“E” หรือ “Eyes” ก็คือการมองเห็น ตามัว มองเห็นภาพซ้อน
“F” หรือ “Face” ก็คือใบหน้า เนื่องจากโรคหลอดเลือดสมองแบบขาดเลือดมักจะมีผลต่อสมองเพียงซีกเดียว ผู้ป่วยจึงมักแสดงอาการเพียงข้างใดข้างหนึ่ง ใบหน้าคือหนึ่งในการแสดงออกที่ชัดเจนที่สุดเนื่องจากถูกควบคุมโดยเส้นประสาทสมอง (Cranial Nerves) อาการคือ การแสดงออกทางสีหน้าไม่สมมาตร เช่น ยิ้มแล้วมุมปากอีกด้านตก เป็นต้น
“A” คือ “Arm” หรือแขนอ่อนแรง ซึ่งเกิดจากการที่สมองซีกใดซีกหนึ่งขาดเลือด และไม่สามารถสั่งการได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากแขนแล้วยังอาจส่งผลต่อขาอีกด้วย วิธีการทดสอบเบื้องต้นคือการให้ผู้ป่วยยกแขนขึ้นทั้งสองข้างและดูว่าแขนข้างใดอ่อนแรงลง หรือการให้ผู้ป่วยบีบมือทั้งสองข้างกับผู้ทดสอบ และดูว่ามีแขนข้างใดที่บีบได้อ่อนแรงกว่าหรือไม่
“S” คือ “Speech” หรือสูญเสียความสามารถในการพูด เมื่อสมองซีกใดซีกหนึ่งขาดเลือด การพูดซึ่งอาศัยการทำงานร่วมกันของสมองทั้งสองซีก และกล้ามเนื้อในการเปล่งเสียง จะได้รับผลกระทบไปด้วย ผู้ป่วยมักจะพูดไม่ชัด สูญเสียความสามารถในการพูด (Expressive Aphasia) หรือแม้แต่การเข้าใจภาษา (Receptive Aphasia) ดังนั้นหากพูดกับผู้ป่วยแล้วผู้ป่วยเหม่อลอยไม่เข้าใจสิ่งที่พูด ก็อาจเป็นอาการของโรคหลอดเลือดสมองได้
“T” คือ “Time” เวลา เวลาเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุดสำหรับผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง หากสงสัยว่าผู้ป่วยอาจมีภาวะสมองขาดเลือด ให้รีบนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลเพื่อการรักษาทันที เพราะเวลาที่เสียไปคือเนื้อสมองที่ค่อย ๆ เสียหายมากขึ้นเรื่อย ๆ นอกจากนี้ ควรจดเวลาคร่าว ๆ ที่ผู้ป่วยแสดงอาการหรือเวลาที่เห็นผู้ป่วยแสดงอาการ เนื่องจากมีผลต่อการรักษาทางการแพทย์ในการประเมินความเสียหายของสมองของผู้ป่วย
ใครเสี่ยงเป็นสโตรก?
- ความดันเลือดสูง
- ไขมันในเลือดสูง
- เบาหวาน
- สูบบุหรี่จัด
- โรคหัวใจ เช่น หัวใจเต้นผิดจังหวะ
- ไม่ออกกำลังกาย
- ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป
- มีประวัติครอบครัวเป็นโรคนี้
การพยากรณ์โรคมักขึ้นอยู่กับชนิดของโรคหลอดเลือดสมองที่เกิด ชนิดขาดเลือดมักจะอันตรายน้อยกว่าชนิดเลือดออก การรักษาโรคหลอดเลือดสมองชนิดขาดเลือดมักเป็นการให้ยาละลายลิ่มเลือด (Recombinant Tissue Plasminogen Activator หรือ rt-PA) ยาต้านการแข็งตัวของเลือด (Anticoagulants) หรือร่วมกับการสวนหลอดเลือดสมองเพื่อดึงลิ่มเลือดที่อุดตันออก (Mechanical Thrombectomy)
ในชนิดเลือดออก การรักษามักมีความซับซ้อนกว่ามาก เนื่องจากแรงดันในสมองทำให้เกิดความเสียหายต่อเนื้อเยื่อสมองอย่างเป็นวงกว้าง แพทย์อาจจำเป็นต้องผ่าตัดเพื่อระบายเลือดและซ่อมแซมหลอดเลือดที่เสียหายให้เร็วที่สุด รวมถึงผ่ากะโหลกออกบางส่วน (Craniectomy) เพื่อให้สมองสามารถขยายตัวได้โดยไม่ถูกกดทับ
ผู้ป่วยที่รักษาทันเวลามักจะสามารถกลับไปใช้ชีวิตอย่างปกติได้หลังจากการบำบัดเป็นระยะเวลาหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยหลายรายที่รักษาไม่ทันเวลาอาจเกิดความพิการหลายอย่างขึ้นได้ หรือถึงขั้นอยู่ในภาวะโคมาและเสียชีวิต ดังนั้นสำหรับโรคหลอดเลือดสมอง เวลาคือสิ่งที่สำคัญที่สุด การนำผู้ป่วยส่งให้ถึงมือแพทย์โดยเร็วที่สุดมีความสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด
โรคหลอดเลือดสมอง หรือ สโตรก เป็นโรคร้ายแรงที่อาจเกิดขึ้นได้แบบไม่ทันตั้งตัว ซึ่งเราต้องรับมืออย่างรวดเร็ว เพื่อลดความเสี่ยงและรักษาชีวิตได้ในสถานการณ์ฉุกเฉิน ดังนั้น การรู้เท่าทันสัญญาณเตือน รู้จักปัจจัยเสี่ยง และรีบพาไปโรงพยาบาลทันทีเมื่อสังเกตเห็นอาการเสี่ยงจึงเป็นเรื่องสำคัญมาก
ถ้าเห็นใครหรือตัวเองมีอาการหน้าเบี้ยว พูดไม่ชัด แขนขาอ่อนแรง …อย่าช้า! โทร. 1669 ด่วน
ที่มาข้อมูล : พญ.กฤชฐา พึ่งเจริญ ประสาทวิทยา โรงพยาบาลกรุงเทพพัทยา, อ.นพ.กิตติ เทียนขาว คณะแพทยศาสตร์ ม.เชียงใหม่, โชติทิวัตถ์ จิตต์ประสงค์ Department of Biomedical Sciences City University of Hong Kong, ผศ. นพ.เจษฎา เขียนดวงจันทร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ม.มหิดล
🌏 “รอบรู้ ดูกระแส ก้าวทันโลก” ไปกับ 💻