คลินิกเด็กแพทย์จิดานันท์

คลินิกเด็กแพทย์จิดานันท์ คลินิกเด็กแพทย์จิดานันท์

02/09/2026
02/09/2026

🥇 📱 ลูกต้องลดจอ…แล้วพ่อแม่ล่ะ? เมื่อ smartphone ของเราอาจกำลังแย่ง “เวลาคุยกับลูก” ไปโดยไม่รู้ตัว

สรุปผลจากงานวิจัยล่าสุด โดย หมอเค…ศ.นพ.วีระศักดิ์ ชลไชยะ

ถ้าพูดถึง “สื่อหน้าจอกับพัฒนาการเด็ก”
คำถามที่เรามักถามพ่อแม่คือ…

👉 ลูกดูจอวันละกี่ชั่วโมง?
👉 เล่นมือถือหรือแท็บเล็ตมากแค่ไหน?
👉 ลูกมีโทรศัพท์หรืออุปกรณ์ดิจิทัลเป็นของตัวเองแล้วหรือยัง?

แต่มีอีก 2 คำถามที่เราอาจถามกันน้อยเกินไป…

“แล้วพ่อแม่ใช้ smartphone วันละกี่ชั่วโมง?”
และ
“เราให้ลูกมีอุปกรณ์ดิจิทัลเป็นของตัวเองตั้งแต่อายุเท่าไร?”

งานวิจัยใหม่ใน JAMA Pediatrics อาจทำให้เราต้องกลับมามองเรื่อง “screen time” ในครอบครัวกว้างขึ้นกว่าเดิม

🔎 งานวิจัยนี้ทำอะไร?

นักวิจัยจากประเทศนอร์เวย์ติดตามเด็ก 747 คน ตั้งแต่อายุประมาณ 5 ปี และติดตามต่อเนื่องถึงอายุ 7 ปี

โดยศึกษาทั้ง

📱 เวลาที่เด็กใช้หน้าจอ
📱 การที่เด็กมีอุปกรณ์ดิจิทัลเป็นของตัวเอง
📱 การใช้ social media ของพ่อแม่
📱 และเวลาที่ผู้ปกครองหลักใช้ smartphone

แล้วดูความสัมพันธ์กับพัฒนาการด้านภาษา โดยเฉพาะ

🗣️ Receptive vocabulary — ความเข้าใจคำศัพท์
🧠 Receptive grammar — ความเข้าใจไวยากรณ์

แล้วพบอะไร?

🔎 ประเด็นที่น่าสนใจที่สุดคือ…

เวลาที่ผู้ปกครองหลักใช้ smartphone มากขึ้น สัมพันธ์กับการเติบโตของความเข้าใจคำศัพท์ของลูกที่ช้าลง

โดยทุก ๆ 1 ชั่วโมง/วัน ที่ผู้ปกครองหลักใช้ smartphone เพิ่มขึ้น สัมพันธ์กับอัตราการเพิ่มขึ้นของคะแนนความเข้าใจคำศัพท์ที่ลดลงประมาณ 0.42 คะแนนต่อปี

อีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจคือ

เด็กที่มีอุปกรณ์ดิจิทัลเป็นของตัวเองในช่วงอายุ 4–5 ปี มีคะแนนภาษาเริ่มต้นต่ำกว่าเด็กที่ไม่มีอุปกรณ์ของตัวเอง โดยมีคะแนนความเข้าใจคำศัพท์ต่ำกว่าประมาณ 5.1 คะแนน และความเข้าใจไวยากรณ์ต่ำกว่าประมาณ 4.6 คะแนน

แต่…

⚠️ ตรงนี้สำคัญมาก!

งานวิจัยนี้ ไม่ได้บอกว่า

❌ พ่อแม่ใช้มือถือ → ลูกพูดช้า
❌ ให้ลูกมี tablet → ลูกภาษาช้า
❌ มือถือเป็นสาเหตุโดยตรงของปัญหาภาษา

เพราะนี่เป็น prospective observational cohort study หรือ การศึกษาวิจัยแบบ cohort เชิงสังเกตที่ติดตามไปข้างหน้า ไม่ใช่การทดลอง จึงไม่สามารถสรุปเหตุและผลโดยตรงได้

ยิ่งไปกว่านั้น นักวิจัยพบว่า ตัวชี้วัดการใช้หน้าจอส่วนใหญ่ไม่ได้สัมพันธ์กับการเติบโตของภาษาของเด็กอย่างมีนัยสำคัญ

ดังนั้น สิ่งที่งานวิจัยนี้กำลังชวนให้เราคิดจึงอาจไม่ใช่แค่

> **“ลูกใช้จอกี่ชั่วโมง?”**

แต่อาจต้องถามว่า…

> **“หน้าจอกำลังเข้ามาอยู่ตรงไหนในชีวิตของครอบครัว?”**

────────

🧠 เพราะสิ่งสำคัญอาจไม่ใช่แค่ “จอ” แต่คือ “สิ่งที่จอเข้ามาแทนที่”

เด็กไม่ได้เรียนรู้ภาษาเพียงจากการได้ยินคำศัพท์จำนวนมาก

แต่เรียนรู้จาก ปฏิสัมพันธ์กับคนจริง ๆ

👀 มองหน้ากัน
🗣️ พูดคุยโต้ตอบ
❓ ถาม–ตอบ
📖 อ่านหนังสือด้วยกัน
🎲 เล่นด้วยกัน
😊 อ่านสีหน้าและอารมณ์
👂 ฟังสิ่งที่เด็กกำลังเล่า
💬 และมีผู้ใหญ่ตอบสนองต่อสิ่งที่เด็กพูดและทำ

ลองนึกภาพง่าย ๆ…

ลูกกลับจากโรงเรียนแล้วอยากเล่าเรื่องให้พ่อฟัง

แต่…

📱 พ่อกำลังเลื่อน smartphone
💬 แม่กำลังตอบ LINE
👦 ลูกถามคำถาม…ผู้ใหญ่ตอบสั้น ๆ
🗣️ ลูกพยายามเล่าอีกครั้ง…แต่ไม่มีใครคุยต่อ

ในสถานการณ์แบบนี้
สิ่งที่เด็กเสียไปอาจไม่ใช่แค่ “เวลาที่ไม่ได้เล่น”

แต่คือ โอกาสในการมีปฏิสัมพันธ์ทางภาษา

และนี่คือเหตุผลที่เราควรมองเรื่องการใช้สื่อหน้าจอในระดับครอบครัว ไม่ใช่เฉพาะพฤติกรรมของเด็กเพียงคนเดียว

────────

❤️ ดังนั้น ถ้าจะลดจอของลูก…ผมอยากชวนให้คิดต่ออีกหนึ่งคำถาม

“แล้วเราจะเอาอะไรมาแทน?”

ลดมือถือของลูก 30 นาที
แต่ถ้าเวลาที่เหลือคือการนั่งอยู่คนเดียว…

อาจไม่เท่ากับ 15–30 นาทีที่พ่อแม่

📚 อ่านหนังสือด้วยกัน
🗣️ คุยกันระหว่างกินข้าว
🚗 คุยกันระหว่างเดินทาง
🧩 เล่นด้วยกัน
🌳 ออกไปเล่นข้างนอก
💬 หรือเพียงแค่นั่งฟังลูกเล่าเรื่องอย่างตั้งใจ

และบางที…

การลด screen time ของลูก อาจเริ่มต้นจากการเพิ่ม “face time” กับพ่อแม่

ไม่ใช่แค่กำหนดว่า
“วันนี้ลูกดูจอได้กี่นาที”

แต่ลองกำหนดเพิ่มว่า

“วันนี้เราจะมีเวลาที่วางมือถือ แล้วอยู่กับลูกจริง ๆ กี่นาที?”

────────

❤️ ลองถามตัวเอง 3 ข้อนี้วันนี้

1️⃣ วันนี้ลูกใช้หน้าจอนานแค่ไหน?

2️⃣ วันนี้พ่อแม่ใช้ smartphone นานแค่ไหนในช่วงที่อยู่กับลูก?

3️⃣ วันนี้ลูกมีเวลาที่ได้คุย เล่น อ่านหนังสือ และได้รับความสนใจจากพ่อแม่แบบไม่มีมือถือคั่นกลางมากแค่ไหน?

เพราะบางครั้ง…

📱 สิ่งที่ลูกต้องการไม่ใช่ “ของเล่นเสริมพัฒนาการ” ที่แพงขึ้น

แต่อาจเป็น

โทรศัพท์ของพ่อแม่ที่วางลง

👀 มองหน้าลูก
👂 ฟังลูก
💬 คุยกับลูก
❤️ และอยู่กับลูกจริง ๆ

และในขณะเดียวกัน การชะลอการให้เด็กมีอุปกรณ์ดิจิทัลเป็นของตัวเองในช่วงปฐมวัย ก็อาจเป็นอีกหนึ่งแนวทางที่ควรพิจารณา โดยไม่ควรตีความว่างานวิจัยนี้พิสูจน์ว่า “การมีอุปกรณ์ดิจิทัลเป็นสาเหตุของภาษาที่ต่ำกว่า”

────────

📌 TAKE-HOME MESSAGE

อย่าถามแค่…

❌ “ลูกใช้จอกี่ชั่วโมง?”

ลองถามเพิ่มว่า…

✅ “ลูกมีเวลาคุณภาพกับพ่อแม่มากแค่ไหน?”

และที่สำคัญ…

ก่อนจะบอกลูกว่า

📱 “วางมือถือได้แล้ว!”

ลองถามตัวเราเองก่อนว่า…

“วันนี้…เราได้วางมือถือเพื่อคุยกับลูกแล้วหรือยัง?” ❤️

────────

📚 อ้างอิง

Yang J, Furnes B, Morken F, et al. Screen Use and Children’s Language Development From Ages 5 to 7 Years. JAMA Pediatrics. Published online August 17, 2026. doi:10.1001/jamapediatrics.2026.3490.

https://jamanetwork.com/journals/jamapediatrics/article-abstract/2852943

#ทุกเรื่องการเลี้ยงลูกตลาดนัดครอบครัวมีคำตอบ
#พัฒนาการเด็ก #เด็กกับมือถือ #เลี้ยงลูก #พัฒนาการภาษา

02/09/2026

วัคซีนไข้หวัดใหญ่
รอเปลี่ยนสายพันธุ์
หน้าหนาว
ประมาณ 15กย.69 ขออภัยในความ ไม่สะดวกด้วยค่ะ

🐳เดือนกันยายน 2569⭐️จันทร์-ศุกร์ เวลา  17.00-19.00 น. (เปิดช่วงเย็น)⭐️อาทิตย์  เวลา 8.00-12.00 น. (เปิดเฉพาะช่วงเช้า)———...
01/09/2026

🐳เดือนกันยายน 2569

⭐️จันทร์-ศุกร์ เวลา 17.00-19.00 น.
(เปิดช่วงเย็น)
⭐️อาทิตย์ เวลา 8.00-12.00 น. (เปิดเฉพาะช่วงเช้า)

———————————————————————

📍 ที่ตั้ง ใกล้สะพานดำ
ด้านหลัง 7-11 สะพานดำ

📱 โทร 062-536-4433 (ในเวลาทำการ)
#คลินิกเด็กแพทย์จิดานันท์ #แพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก #โรคเด็ก #ไข้ในเด็ก #ติดเชื้อทางเดินหายใจ #ติดเชื้อทางเดินอาหาร #ภูมิแพ้ #วัคซีนเด็ก #คลินิกเด็กเพชรบุรี #หมอเด็กเพชรบุรี

🎀คลินิกมีบริการตรวจไข้หวัดใหญ่ RSV Adenovirus hmpv โควิด
(มียาฆ่าเชื้อไข้หวัดใหญ่ ในกรณีตรวจเทสที่คลินิกแล้วพบว่าเป็นไข้หวัดใหญ่)

แผนที่คลินิก
คลินิกเด็กแพทย์จิดานันท์
062 536 4433
https://goo.gl/maps/QbdbJy7zue7UHCkB6

22/08/2026

RSV...ไม่ใช่แค่โรคติดเชื้อทางเดินหายใจที่ต้องรักษา แต่คือโรคที่ "ป้องกันได้" 🥰
ขอต้อนรับ ฤดูระบาดของ RSV ในประเทศไทย (ก.ค. - ต.ค. ของทุกปี) นี่คือสิ่งที่ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทยระบุไว้อย่างชัดเจน

RSV ป้องกันอย่างไร อาการเป็นอย่างไร เดี๋ยวเล่าให้ฟัง 🩵
ไวรัส อาร์ เอส วี (RSV; Respiratory Syncytial Virus) ได้ยินชื่อก็ขนลุกแล้วสำหรับพ่อแม่ที่มีลูกเล็ก
(RSV เป็นหนึ่งในกลุ่มไวรัสที่ทําให้เกิดการติดเชื้อทางเดินหายใจ มักมีอาการคล้ายไข้หวัดธรรมดา แต่ในบางรายอาจมีอาการรุนแรงกว่า

สามารถติดต่อผ่านการสัมผัสน้ำมูกหรือน้ำลายของคนที่ติดเชื้อแพร่กระจายได้ง่ายมาก กลุ่มเสี่ยงคือ เด็กเล็ก 0-2 ปี ซึ่งในปี 2568 มีเด็กอายุ 0-4 ปี ประมาณ 40,000 ราย ป่วยเป็น RSV

ส่วนใหญ่แล้วเด็กที่ต้องนอนโรงพยาบาลจากการติดเชื้อ RSV เป็นเด็กที่ไม่มีโรคประจําตัว คลอดครบกำหนด แข็งแรงดี
📍รู้อย่างไรว่าลูกติด RSV? สามารถสังเกตและเตรียมรับมือได้ดังนี้ครับ

• อาการ: เด็กมักมีไข้ได้ตั้งแต่ระดับต่ำถึงสูง ไอมีเสมหะ ครืดคราด อ่อนเพลีย กินไม่ได้

• สัญญาณอันตราย: หากพบว่าหายใจเหนื่อย อกบุ๋ม ชายโครงยุบ และ/หรือหายใจเร็วมากกว่า 60 ครั้งต่อนาที(สังเกตหน้าอกลูกจะหอบเร็วเหมือนหายใจทุกวินาที) หากมีอาการเหล่านี้ควรรีบพาไปพบแพทย์

• ช่วงเวลาอันตราย: ในวันที่ 3-7 ของการติดเชื้อ อาการอาจเริ่มรุนแรงขึ้น
📍ความรุนแรงและน่ากลัวของ RSV อยู่ที่การลุกลามสู่ "โรคปอดอักเสบ" เพราะเชื้อ RSV สามารถลุกลามลงสู่ทางเดินหายใจส่วนล่าง ทำให้เกิด "โรคหลอดลมฝอยอักเสบ" (Bronchiolitis) และ "โรคปอดอักเสบ" (Pneumonia) ซึ่งอันตรายมากในเด็กเล็ก

ลองจินตนาการตามนะครับ โดยปกติทางเดินหายใจของเด็กเล็กจะมีขนาดเล็กจิ๋ว เปรียบเทียบได้ประมาณขนาดของ"หลอดดูดนมกล่อง" (กว้างประมาณ 4 มิลลิเมตรเท่านั้น) เมื่อเกิดการติดเชื้อ RSV ที่ทางเดินหายใจส่วนล่าง เด็กมักมี "เสมหะ“ สะสมในหลอดลมเล็กๆ ทำให้หายใจลำบาก หอบเหนื่อย เกิดเสียงวี๊ด ซึ่งเด็กเล็กอาจยังขับเสมหะได้ไม่ดี ทำให้เกิดเสมหะสะสมในทางเดินหายใจ
นอกจากนี้ มีการศึกษาพบว่า การติดเชื้อ RSV รุนแรงจนลงปอดในช่วงวัยเด็กเล็ก อาจมีความเสี่ยงที่เด็กจะหายใจมีเสียงวี๊ดซ้ำและเป็นโรคหอบหืดในอนาคต
📍ที่สำคัญ "ไม่มียารักษาจำเพาะ" สำหรับโรค RSV

การรักษาจึงเป็นการรักษาตามอาการ เช่น การเคาะปอด พ่นน้ำเกลือ ดูดเสมหะ ให้ออกซิเจน (จนถึงการใส่ท่อช่วยหายใจเมื่อมีการหายใจล้มเหลว)
✅แต่เรามีวิธีช่วยป้องกันได้โดย

1. การป้องกันในชีวิตประจำวัน เช่น: งดหอมแก้มเด็ก ล้างมือบ่อยๆ สวมหน้ากากอนามัย ไม่เอามือเข้าปาก จมูก ตา

2. การป้องกันตั้งแต่ในครรภ์ด้วย "วัคซีน RSV": ปัจจุบันคุณแม่ตั้งครรภ์ (ช่วงอายุครรภ์ 24-36 สัปดาห์) สามารถเลือกฉีดวัคซีน RSV เพื่อช่วยให้ร่างกายแม่ส่งผ่านภูมิคุ้มกันไปให้ลูกน้อยในครรภ์ได้โดยคุณหมอจะแนะนำช่วงเวลาในการฉีดที่เหมาะสมแก่คุณแม่ตั้งครรภ์ เพื่อให้เด็กที่มีกำหนดคลอดในช่วงฤดูกาลระบาดของ RSV ได้รับประโยชน์จากการป้องกันในช่วงที่มีความเสี่ยง

3. การป้องกันด้วย "ภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป RSV" (RSV Monoclonal Antibody) สำหรับเด็กแรกเกิด : นี่คือการให้ภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปแก่ร่างกายเด็กโดยตรง ไม่ต้องรอร่างกายสร้างเอง โดยมีการศึกษาพบว่า สามารถช่วยป้องกันโรค RSV ระดับรุนแรง และช่วยลดการเข้ารักษาในโรงพยาบาลที่เกี่ยวข้องกับ RSV ได้
โดยอาการข้างเคียงจากการฉีดทั้ง 2 แบบ อาจจะมีอาการปวดบริเวณที่ฉีดได้
แม่ๆ สามารถปรึกษาสูตินรีแพทย์หรือกุมารแพทย์ใกล้บ้านได้เลย หรือ ดูข้อมูลการป้องกัน RSV เพิ่มที่
https://www.mamaexpert.com/rsv

ด้วยความปรารถนาดี

#เพจเลี้ยงลูกตามใจหมอ #ภูมิปอดจิ๋วสู้RSV

18/08/2026

📣 Pediatric Delivery LIVE
รู้เท่าทันวิตามิน และอาหารเสริมเด็ก: จำเป็นจริงหรือแค่กระแส?

วิตามินและอาหารเสริม… เด็กทุกคนจำเป็นต้องทานหรือไม่? 🤔
ผลิตภัณฑ์ที่กำลังได้รับความนิยมมีประโยชน์จริง หรือเป็นเพียงกระแสการตลาด?

ขอเชิญคุณพ่อคุณแม่ ผู้ปกครอง และผู้ที่สนใจ ร่วมรับฟังการเสวนาจากกุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อไขข้อสงสัยเกี่ยวกับการเลือกใช้วิตามินและอาหารเสริมสำหรับเด็กอย่างถูกต้อง ตามหลักฐานทางการแพทย์

🗓 วันศุกร์ที่ 21 สิงหาคม 2569
🕛 เวลา 12.00–13.00 น.
📍รับชม LIVE ผ่าน page ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย

💙 มาร่วมอัปเดตข้อมูลที่ถูกต้อง เพื่อให้ทุกการตัดสินใจเรื่องโภชนาการของลูกน้อยเป็นไปอย่างเหมาะสมและปลอดภัย

📌 กด Like, Follow และ Share เพื่อไม่พลาดสาระดี ๆ จากกุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

#วิตามินเด็ก #อาหารเสริมเด็ก #โภชนาการเด็ก #ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย #กุมารแพทย์ #เลี้ยงลูกอย่างเข้าใจ

01/08/2026

วัคซีนเสริมในเด็ก
รายละเอียดใต้โพสค่ะ

ที่อยู่

ถ. มาตยาวงษ์ ต. ท่าราบ อ. เมือง จ. เพชรบุรี (เชิงสะพานดำ ตรงข้ามร้านต้นไม้)
Phetchaburi
76000

เบอร์โทรศัพท์

+66625364433

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ คลินิกเด็กแพทย์จิดานันท์ผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์