ร้านยาวิทยาลัยการแพทย์แผนไทยอภัยภูเบศร

ร้านยาวิทยาลัยการแพทย์แผนไทยอภัยภูเบศร จัดจำหน่ายยาแผนปัจจุบันทั่วไป และยาสมุนไพรผลิตภัณฑ์อภัยภูเบศร

สัญญาณทางกายเสี่ยงต่อโรคหัวใจขาดเลือด..ข้อมูลจาก สถาบันโรคทรวงอก
26/08/2026

สัญญาณทางกายเสี่ยงต่อโรคหัวใจขาดเลือด..
ข้อมูลจาก สถาบันโรคทรวงอก

10 สัญญาณ⁉️​ ที่อาจบ่งบอกความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด ❤️❤️‍🩹🧑🏻‍⚕️🏥
รู้เร็ว✅​ประเมินเร็ว✅​ป้องกันได้เร็ว
หากพบความผิดปกติที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน หรือมีอาการร่วม เช่น
📍​เจ็บหน้าอก
📍​หายใจลำบาก
📍​หน้ามืด
📍​เป็นลม
📍​หรือริมฝีปากเขียว
▶️▶️​ควรรีบมาพบแพทย์ 🧑🏻‍⚕️ เพื่อทำการตรวจวินิจฉัย
สอบถามข้อมูลได้ที่ สถาบันโรคทรวงอก 🏥​
☎️​02-547-0999

26/08/2026

🌿 สมุนไพรสู้โรค | บัวบก ช่วยดูแลความดันโลหิต

“บัวบก” เป็นสมุนไพรที่มีงานวิจัยหลายฉบับศึกษาถึง ศักยภาพในการช่วยลดความดันโลหิต จึงอาจเป็นอีกทางเลือกในการดูแลผู้ที่มีความดันโลหิตสูงเล็กน้อย หรือผู้ที่ควบคุมความดันได้ไม่ดี อย่างไรก็ตาม ไม่ควรใช้แทนยาลดความดันโลหิตที่แพทย์สั่ง

🌿 บัวบกช่วยดูแลความดันได้อย่างไร?
มีรายงานการศึกษาพบว่า บัวบกอาจมีฤทธิ์หลายด้าน ได้แก่
- ช่วยขยายหลอดเลือด โดยมีผลต่อการคลายตัวของกล้ามเนื้อเรียบในหลอดเลือด และเกี่ยวข้องกับระบบ Renin-Angiotensin
- ช่วยขับปัสสาวะเล็กน้อย ซึ่งอาจมีส่วนช่วยในการควบคุมความดันโลหิต
- ช่วยดูแลหัวใจและหลอดเลือด มีรายงานฤทธิ์ต้านการอักเสบและช่วยส่งเสริมการไหลเวียนเลือด
- ช่วยผ่อนคลายและลดความเครียด ซึ่งความเครียดเป็นปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลต่อความดันโลหิต

นอกจากนี้ บัวบกยังนิยมใช้เป็นเครื่องดื่มเพื่อช่วยเพิ่มความสดชื่น แก้กระหาย และช่วยบรรเทาความอ่อนเพลีย โดยเฉพาะในช่วงอากาศร้อน

💊 ขนาดที่แนะนำ
- แคปซูล: ครั้งละ 1 แคปซูล หลังอาหาร วันละ 3 ครั้ง
- ชา: ครั้งละ 1 ซอง วันละ 2–3 ครั้ง

ควรใช้ตามคำแนะนำบนฉลากผลิตภัณฑ์หรือคำแนะนำของแพทย์/เภสัชกร

⚠️ ข้อควรระวัง
- ไม่ควรรับประทานในปริมาณสูงหรือ ติดต่อกันเป็นเวลานาน
- ผู้ที่แพ้บัวบกหรือพืชในวงศ์เดียวกันควรหลีกเลี่ยง
- สตรีมีครรภ์ควรหลีกเลี่ยงการใช้ในขนาดสูง
- การใช้ในขนาดสูงอาจเสริมฤทธิ์ของ ยานอนหลับหรือยาที่ทำให้ง่วง
- อาจพบอาการไม่พึงประสงค์ เช่น คลื่นไส้หรือไม่สบายท้อง หากมีอาการรุนแรงควรหยุดใช้และปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ

📌 หมายเหตุ: ผู้ที่รับประทานยาลดความดันโลหิตหรือยาประจำ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้บัวบกเป็นประจำ

🔖ข้อมูลอ้างอิง
- https://www.bangpakok3.com/care_blog/view/241
- https://www.elsevier.es/en-revista-enfermeria-clinica-35...
- https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC8678489/
- https://jurnal.ugm.ac.id/v3/IJP/article/view/2313/1307
- https://apps.phar.ubu.ac.th/thaicrudedrug/main.php...
- หนังสือบันทึกของแผ่นดิน 6 สมุนไพรท้องไส้ในวิถีอาเซียน โดย ภญ.ดร.สุภาภรณ์ ปิติพร

#สมุนไพรสู้โรค #ความดันโลหิตสูง #ความดันสูง #สมุนไพรอภัยภูเบศร #อภัยภูเบศร

26/08/2026

🌿 สมุนไพรน่ารู้ | หญ้าหนวดแมวกับการขับนิ่วในไต

🪨 นิ่วในไตเกิดขึ้นได้อย่างไร?
นิ่วเริ่มจากการรวมตัวของ ผลึกสารก่อนิ่ว เช่น แคลเซียม ออกซาเลต ฟอสเฟต และกรดยูริก

โดยปกติผลึกขนาดเล็กจะถูกขับออกทางปัสสาวะ แต่หากผลึก เกาะติดกับผนังท่อไตและสะสมเพิ่มขึ้น ก็อาจพัฒนาเป็นก้อนนิ่วได้

🌿 หญ้าหนวดแมวช่วยอะไร?
ชาชงหญ้าหนวดแมว เป็นสมุนไพรในบัญชียาหลักแห่งชาติ มีการศึกษาฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาที่เกี่ยวข้องกับการขับนิ่ว ได้แก่

💧 ช่วยขับปัสสาวะ
อาจช่วยให้เศษนิ่วเคลื่อนตัวและถูกขับออก

🔸 เพิ่มการขับกรดยูริก
อาจช่วยลดปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับนิ่วกรดยูริก

🔸 มีข้อมูลเกี่ยวกับนิ่วสตรูไวต์
พบฤทธิ์ที่อาจเกี่ยวข้องกับการลดการก่อตัวของนิ่วชนิดนี้

🌱 นอกจากนี้ ยังมีการศึกษาฤทธิ์ลดการอักเสบของทางเดินปัสสาวะ และลดการเกาะติดของเชื้อแบคทีเรียบางชนิด เช่น E.coli

🔬 งานวิจัยในผู้ป่วย 84 ราย
การศึกษาในปี พ.ศ. 2567 โดยทีมแพทย์ไทยจากแผนกศัลยกรรมทางเดินปัสสาวะ โรงพยาบาลอุตรดิตถ์

ศึกษาในผู้ป่วยนิ่วไตหรือท่อไต 84 ราย หลังได้รับการสลายนิ่วด้วยคลื่นกระแทก (ESWL)

เปรียบเทียบ
🌿 หญ้าหนวดแมว 1 กรัม วันละ 2 ครั้ง
กับ
💊 Doxazosin 2 มก. วันละครั้ง
นาน 3 เดือน

📊 ผลการศึกษา
▪️นิ่วหมดหรือเหลือเพียงขนาดเล็ก (Stone Free)
🌿 หญ้าหนวดแมว 47.6%
💊 Doxazosin 45.2%

▪️อัตราความสำเร็จของการรักษา
🌿 หญ้าหนวดแมว 69%
💊 Doxazosin 54.8%

▪️เหลือเศษนิ่ว ≤ 4 มม.
🌿 หญ้าหนวดแมว 21.4%
💊 Doxazosin 9.5%

➡️ โดยรวม ไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญระหว่างสองกลุ่ม และหญ้าหนวดแมวมีแนวโน้มช่วยในการขับเศษนิ่วหลัง ESWL

💡 สิ่งสำคัญที่ควรรู้
การใช้หญ้าหนวดแมวไม่ได้หมายความว่าสามารถสลายนิ่วก้อนใหญ่แทนการรักษาทางการแพทย์ได้

ข้อมูลการศึกษานี้สนับสนุนบทบาทของหญ้าหนวดแมวในด้าน การช่วยขับเศษนิ่วหลังการสลายนิ่ว มากกว่าการใช้แทนการรักษาหลัก

⚠️ หากมี ปวดเอวหรือท้องรุนแรง ไข้ หนาวสั่น ปัสสาวะเป็นเลือดมาก ปัสสาวะไม่ออก หรือสงสัยนิ่วอุดตัน ควรพบแพทย์ทันที

🌿 สมุนไพรควรใช้ภายใต้คำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกร โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือรับประทานยาชนิดอื่นอยู่

🔖ข้อมูลโดย ภญ.อาสาฬา เชาวน์เจริญ

#สมุนไพรน่ารู้ #หญ้าหนวดแมว #นิ่วในไต #นิ่ว #สมุนไพรอภัยภูเบศร #อภัยภูเบศร

📢ย่อยข่าวงานวิจัย📢            📖ศาสตร์แห่งการฟื้นฟูมารดาหลังคลอด: การทับหม้อเกลือในมุมมองแพทย์แผนไทยและหลักฐานเชิงประจักษ...
14/08/2026

📢ย่อยข่าวงานวิจัย📢

📖ศาสตร์แห่งการฟื้นฟูมารดาหลังคลอด: การทับหม้อเกลือในมุมมองแพทย์แผนไทยและหลักฐานเชิงประจักษ์ทางการแพทย์🤰

🤱การคลอดบุตรนับเป็นช่วงเวลาสำคัญที่คุณแม่ต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวง ไม่ว่าจะเป็นการหดรัดตัวของมดลูก การเกร็งตัวของกล้ามเนื้อ ภาวะกดดันทางอารมณ์ ส่งผลทำให้เกิดอาการปวดตึงกล้ามเนื้อ ความเครียด และหลังจากการอุ้มท้องทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของรูปร่าง👶

🌿ในศาสตร์การแพทย์แผนไทย “การทับหม้อเกลือ” ถือเป็นหนึ่งในภูมิปัญญาสำคัญของการบริบาลมารดาหลังคลอด ซึ่งปัจจุบันได้รับการยอมรับและบรรจุเข้าสู่ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เพื่อให้หญิงหลังคลอดได้รับบริการฟื้นฟูสุขภาพในสถานบริการสาธารณสุขทั่วประเทศ
การทับหม้อเกลือเป็นการนำหม้อดินขนาดเล็ก (หม้อทะนน) บรรจุเกลือเม็ดใหญ่หรือเกลือตัวผู้ นำไปตั้งไฟจนร้อนได้ที่ จากนั้นนำมาวางลงบนสมุนไพรสดหลากหลายชนิด ห่อด้วยใบพลับพลึงและผ้าดิบ ก่อนนำไปนาบหรือประคบบริเวณหน้าท้อง หลัง สะโพก และขาทั้งสองข้าง

👩‍🔬ในมุมมองทางวิชาการและการแพทย์ การทับหม้อเกลือไม่ได้เป็นเพียงความเชื่อโบราณ แต่มีกลไกทางวิทยาศาสตร์และหลักฐานเชิงวิจัยรองรับอย่างชัดเจนทั้งในเรื่องการผ่อนคลายกล้ามเนื้อ การฟื้นฟูสัดส่วนร่างกาย และกระบวนการออกฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา โดยมีการวิจัยรองรับดังนี้

📊ประสิทธิผลในการบรรเทาอาการปวดกล้ามเนื้อและการฟื้นฟูมดลูก

😀ในช่วงหลังคลอด มารดามักประสบภาวะปวดเมื่อยกล้ามเนื้อบั้นเอว สะโพก และต้นขาอย่างมาก การศึกษาเชิงคลินิกแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุม (Randomized Controlled Trial: RCT) โดย เอื้อมพร สุวรรณไตรย์ และคณะ (2557) ณ โรงพยาบาลศิริราช ซึ่งศึกษาในหญิงหลังคลอดจำนวน 60 ราย โดยแบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 30 ราย กลุ่มควบคุมที่ได้รับการทับหม้อเกลือแบบหลอก คือ ไม่ได้ใส่เกลือ ไม่ได้ใส่สมุนไพร ไม่ทำไปให้ความร้อน พบว่า การทับหม้อเกลือติดต่อกัน 5 วัน ช่วยลดระดับความปวดกล้ามเนื้อ (Muscular Pain Score) เมื่อเทียบก่อนและหลังการทับหม้อเกลือได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.001) เมื่อเทียบระหว่างกลุ่ม คือ กลุ่มควบคุมและกลุ่มควบคุมพบว่าระดับการปวดกล้ามเนื้อของกลุ่มทดลองน้อยกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p=0.04) โดยกลุ่มที่ได้รับการทับหม้อเกลือจริงใช้เวลาเฉลี่ยเพียง 3 วันในการหายปวดกล้ามเนื้อ ซึ่งรวดเร็วกว่ากลุ่มควบคุมที่ใช้เวลาเฉลี่ย 4 วัน

😀นอกจากนี้ การศึกษายังพบว่า การทับหม้อเกลือช่วยส่งเสริมกระบวนการขับน้ำคาวปลา โดยในวันที่ 5 ของการทดลอง มารดากลุ่มที่ได้รับการทับหม้อเกลือมีลักษณะสีของน้ำคาวปลาที่เปลี่ยนเป็นสีเหลืองอ่อนถึงสีขาวถึงร้อยละ 61.5 ซึ่งแสดงถึงการฟื้นฟูของเยื่อบุมดลูกที่ดีกว่ากลุ่มควบคุมที่น้ำคาวปลายังคงเป็นสีชมพูหรือสีแดง สอดคล้องกับการศึกษาของ สุพรรษา มีวิชา (2567) ที่ทำการศึกษามารดาหลังคลอด ณ รพ.สต.บ้านเดื่อ จ.หนองคาย พบว่าระดับคะแนนความปวดกล้ามเนื้อของมารดาลดลงอย่างต่อเนื่องในทุกครั้งที่ได้รับการทับหม้อเกลือ (จากเฉลี่ย 3.50 เหลือ 0.50, p < 0.05)

📊ผลต่อการคืนรูปของร่างกายและการลดสัดส่วนหน้าท้อง

😀หนึ่งในความกังวลใจหลักของคุณแม่หลังคลอดคือเรื่องสัดส่วนร่างกายและกล้ามเนื้อหน้าท้องที่หย่อนคล้อย จากงานวิจัยของ ไกรศรี ศรีทัพไทย และคณะ (2558) ซึ่งศึกษาผลของการทับหม้อเกลือติดต่อกัน 5 วัน ในหญิงหลังคลอดจำนวน 40 ราย โดยแบ่งเป็นกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลองกลุ่มละ 20 ราย พบความเปลี่ยนแปลงของสัดส่วนร่างกายอย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้รับการทับหม้อเกลือ โดยกลุ่มที่ได้รับการทับหม้อเกลือมีขนาดรอบเอวลดลงจากเฉลี่ย 85.10 เซนติเมตร เหลือ 77.95 เซนติเมตร รอบสะโพกลดลงจาก 98.85 เซนติเมตร เหลือ 90.75 เซนติเมตร และน้ำหนักตัวลดลงจาก 58.30 กิโลกรัม เหลือ 54.45 กิโลกรัม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.05)

😀ผลการลดลงของขนาดหน้าท้องนี้ได้รับการยืนยันเพิ่มเติมจากการศึกษาของ สุพรรษา มีวิชา (2567) ซึ่งพบว่าการทับหม้อเกลือเพียง 3 ครั้ง (วันเว้นวัน) สามารถลดขนาดรอบหน้าท้องบริเวณรอบสะดือของมารดาหลังคลอดจากเฉลี่ย 93.62 เซนติเมตร ลงเหลือ 90.00 เซนติเมตรได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.001) ซึ่งกลไกดังกล่าวเกิดจากการที่ความร้อนช่วยกระตุ้นการไหลเวียนโลหิต ลดการคั่งของน้ำในเนื้อเยื่อ และช่วยให้ผืนกล้ามเนื้อหน้าท้องกระชับตัวได้เร็วขึ้น

📊กลไกทางวิทยาศาสตร์และฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของสมุนไพรทับหม้อเกลือ

😀ปรรณณวัชญ์ ไชยวัฒนนันทน์ และคณะ (2563) ได้ทำการทบทวนวรรณกรรมทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับองค์ประกอบของสมุนไพรหลัก 7 ชนิดที่ใช้ในการทับหม้อเกลือ ได้แก่ ว่านชักมดลูก, ไพล, ว่านนางคำ, ว่านมหาเมฆ, การบูร, เกลือสมุทร และใบพลับพลึง พบว่าประสิทธิภาพของการทับหม้อเกลือเกิดจากการทำงานร่วมกันระหว่าง “พลังงานความร้อน” และ “ฤทธิ์ต้านการอักเสบและบรรเทาปวดของตัวยาสมุนไพร” โดยมีรายละเอียดดังนี้:

▶ เกลือสมุทร (Sea Salt): ทำหน้าที่เป็นตัวดูดซับและกักเก็บความร้อน (Heat Retainer) ให้คงอยู่อย่างสม่ำเสมอและยาวนาน ช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือดเฉพาะที่และคลายการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อ

▶ใบพลับพลึง (Crinum asiaticum): เมื่อใบพลับพลึงได้รับความร้อนจากหม้อเกลือ (อุณหภูมิประมาณ 50 องศาเซลเซียส) จะช่วยกระตุ้นให้หลั่งสารสำคัญชื่อ “ไลโครีน” (Lycorine) ออกมามากกว่าใบสดเกือบ 2 เท่า ซึ่งสารนี้มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและต้านการอักเสบได้สูงกว่าสารมาตรฐานบางชนิด

▶ไพล (Zingiber montanum): มีสารสำคัญ เช่น Compound D และ DMPBD รวมถึงน้ำมันหอมระเหย ซึ่งมีงานวิจัยทางคลินิกรองรับว่าสามารถลดอาการปวดกล้ามเนื้อ อาการเคล็ดขัดยอก และลดกลุ่มอาการปวดกล้ามเนื้อและเยื่อพังผืด (Myofascial Pain Syndrome) ได้อย่างมีประสิทธิผล

▶ว่านชักมดลูก และ ว่านมหาเมฆ (Curcuma species): มีสารกลุ่มไฟโตเอสโตรเจนและเคอร์คูมินอยด์ ซึ่งมีฤทธิ์ยับยั้งสารสื่อกลางการอักเสบ เช่น Nitric Oxide (NO), Prostaglandin E2 (PGE2) และ COX-2 ช่วยลดอาการปวดเกร็งมดลูกและสนับสนุนการหดตัวของมดลูกให้เข้าอู่

😀ว่านนางคำ และ การบูร: ช่วยยับยั้งการย้ายที่ของเซลล์เม็ดเลือดขาวที่ทำให้เกิดกระบวนการอักเสบ บรรเทาอาการปวดบวม บวมน้ำ และช่วยให้รู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่า

👩‍⚕บทสรุปและข้อเสนอแนะสำหรับการนำไปใช้

😀การทับหม้อเกลือจึงไม่เพียงแต่เป็นมรดกทางภูมิปัญญาไทยที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน แต่ยังเป็นวิธีการฟื้นฟูสุขภาพมารดาหลังคลอดที่มีหลักฐานเชิงประจักษ์ทางการแพทย์ยืนยันถึงความปลอดภัยและประสิทธิผล ทั้งในด้านการลดความปวดกล้ามเนื้อ การขับน้ำคาวปลา และการช่วยกระชับสัดส่วนรอบเอวและหน้าท้องอย่างเห็นผล

😀สำหรับหญิงหลังคลอดปกติทางช่องคลอด สามารถเริ่มรับบริการทับหม้อเกลือได้ตั้งแต่วันที่ 7 หลังคลอด ส่วนผู้ที่ผ่าตัดคลอดควรรอให้แผลหน้าท้องหายสนิทดีอย่างน้อย 1 เดือนก่อนรับบริการ ทั้งนี้ ควรได้รับการดูแลโดยแพทย์แผนไทยประยุกต์หรือผู้ผ่านการอบรมอย่างถูกต้อง และต้องมีการทดสอบระดับความร้อนของหม้อเกลือบนผ้ารองก่อนนำมาสัมผัสผิวหนังเสมอ เพื่อป้องกันการไหม้พุพองจากความร้อน

☎ท่านสามารถติดต่อสอบถามข้อมูล หรือ รับบริการในการดูแลแม่หลังด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยได้ที่

🏥 คลินิกแพทย์แผนไทยประยุกต์
วิทยาลัยการแพทย์แผนไทยอภัยภูเบศร จังหวัดปราจีนบุรี
🗓️ วันและเวลาเปิดให้บริการ
จันทร์ - ศุกร์ 08.30 - 16.30 น.
นอกเวลา(อังคาร และ พฤหัสบดี) 16.30 - 20.30 น. (โปรดโทรสอบถาม)
เสาร์ - อาทิตย์ 08.30 - 16.30 น. (โปรดโทรสอบถาม)
ช่องทางการติดต่อสอบถาม นัดหมายล่วงหน้า
• LINE: https://lin.ee/f94pZrQ
• Tel: 083-448-9668 (ติดต่อเจ้าหน้าที่โดยตรง เพื่อรับคิวทันที)

📚อ้างอิง

😀ไกรศรี ศรีทัพไทย, สุวรรณ มูลเหลา, และ กุลนิตย์ สาตื้อ. (2558). ผลการทับหม้อเกลือต่อการลดขนาดของรอบเอว รอบสะโพกและน้ำหนักในหญิงหลังคลอด. วารสารเภสัชศาสตร์อีสาน, 11(ฉบับพิเศษ), 203–205.
😀ปรรณณวัชญ์ ไชยวัฒนนันทน์, ภาณัฐ เดชะยนต์, ปฐมพงษ์ เผือกลี, ศรีโสภา เรื่องหนู, และ จิตพิสุทธิ์ จันทร์ทองอ่อน. (2563). ฤทธิ์ต้านการอักเสบและบรรเทาอาการปวดของสมุนไพรที่ใช้ในการทับหม้อเกลือ. วารสารการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก, 18(3), 455–470.
สุพรรษา มีวิชา. (2567).

😀 ประสิทธิผลการทับหม้อเกลือต่อการลดลงของขนาดหน้าท้องในมารดาหลังคลอด. วารสารนวดก้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ, 9(2), 184–191.

😀เอื้อมพร สุวรรณไตรย์, ปารัณกุล ตั้งสุขฤทัย, สุรางค์ วิเศษมณี, ปราโมทย์ เสถียรรัตน์, ดิฐกานต์ บริบูรณ์หิรัญสาร, ประวิทย์ อัครเสรีนนท์, และ ทวี เลาหพันธ์. (2557). การศึกษาประสิทธิผลการทับหม้อเกลือในการดูแลหญิงหลังคลอด. วารสารการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก, 12(2), 144–158.

📢"ย่อยข่าวงานวิจัย"📢           🥰ย่อยข่าวงานวิจัยของสัปดาห์นี้ยังคงอยู่กันในช่วงของเดือนแห่ง"คุณแม่" ดังนั้นงานวิจัยที่ขอ...
12/08/2026

📢"ย่อยข่าวงานวิจัย"📢

🥰ย่อยข่าวงานวิจัยของสัปดาห์นี้ยังคงอยู่กันในช่วงของเดือนแห่ง"คุณแม่" ดังนั้นงานวิจัยที่ขออนุญาตมานำเสนอทุกท่านยังคงเป็นงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกัง "คุณแม่" ก่อนหน้านี้เราได้นำเสนอสมุนไพรเดี่ยวที่มีผลต่อการเพิ่มปริมาณน้ำนม วันนี้จะขอนำเสนอในมุมของตำรับยาชงสมุนไพรบ้างนะครับ

📖 1. ชื่อรายงานวิจัย: การศึกษาผลของชาชงสมุนไพรบำรุงน้ำนมต่อปริมาณน้ำนมและระดับโปรแลคตินในเลือดของมารดาหลังคลอดที่ให้นมบุตร

👩‍💼ที่มาและความสำคัญของปัญหา:

การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่เป็นวิธีที่ดีที่สุดและได้รับการยอมรับทั่วโลก เนื่องจากน้ำนมแม่มีสารอาหารครบถ้วนและมีภูมิคุ้มกันโรค ช่วยสร้างสายสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นระหว่างแม่และลูก อีกทั้งยังเป็นวิธีที่ประหยัดและปลอดภัย การวิจัยนี้มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวในช่วง 6 เดือนแรกหลังคลอด ทีมวิจัยจึงได้พัฒนาชาสมุนไพรบำรุงน้ำนม ซึ่งประกอบด้วย ฝาง, ชะเอมเทศ, มะตูม, ขิง และเถาวัลย์เปรียง และนำมาศึกษาวิจัยเพื่อแก้ปัญหาทารกตัวเหลืองเนื่องจากได้รับน้ำนมไม่เพียงพอ

📈วัตถุประสงค์ของการวิจัย:

🎯เพื่อเปรียบเทียบปริมาณเฉลี่ยของน้ำนมมารดาในระยะ 10 วันแรกหลังคลอดระหว่างกลุ่มมารดาที่ได้รับชาสมุนไพรบำรุงน้ำนมและกลุ่มที่ได้รับยาหลอก (ชาใบเตย)

🎯เพื่อเปรียบเทียบระดับฮอร์โมนโปรแลคตินในเลือดของมารดาในระยะ 10 วันแรกหลังคลอดระหว่างทั้งสองกลุ่ม

🏥ระเบียบวิธีวิจัย:

📖การวิจัยนี้เป็นการศึกษาเชิงทดลองแบบ Double Blind Randomized Controlled Trial คือมีการสุ่มและปิดปนข้อมูลการรักษาทั้งสองฝ่าย มีกลุ่มตัวอย่างเป็นมารดาหลังคลอดครรภ์แรกจำนวน 100 คน ซึ่งคลอดที่โรงพยาบาลวังน้ำเย็นและโรงพยาบาลวัฒนานคร จังหวัดสระแก้ว และแบ่งกลุ่มตัวอย่างออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มทดลอง (55 คน) และกลุ่มควบคุม (45 คน)

📊ผลการวิเคราะห์ข้อมูล:

😀 ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่า กลุ่มทดลองที่ได้รับชาสมุนไพรบำรุงน้ำนมมีปริมาณน้ำนมเฉลี่ยรายวันมากกว่ากลุ่มควบคุมอย่างเห็นได้ชัด นอกจากนี้ ปริมาณน้ำนมรวมตลอด 10 วันหลังคลอดของกลุ่มทดลองยังมีค่าเฉลี่ยสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 การวิจัยนี้ยังพบว่าระดับฮอร์โมนโปรแลคตินในเลือดของกลุ่มทดลองมีแนวโน้มสูงกว่ากลุ่มควบคุม อย่างไรก็ตาม ไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเมื่อเปรียบเทียบผลรวมของระดับฮอร์โมนโปรแลคตินในวันที่ 0, 4 และ 10 หลังคลอดระหว่างทั้งสองกลุ่ม

👩‍⚕สรุปผลการวิจัย อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ:

😀จากการศึกษาพบว่าชาสมุนไพรบำรุงน้ำนมมีผลต่อการเพิ่มปริมาณน้ำนมของมารดาหลังคลอดอย่างมีนัยสำคัญ โดยกลุ่มทดลองที่ได้รับชาสมุนไพรมีปริมาณน้ำนมเฉลี่ยรายวันและปริมาณน้ำนมรวม 10 วันหลัง คลอดมากกว่ากลุ่มควบคุม นอกจากนี้ สมุนไพรในตำรับชานี้อาจช่วยบรรเทาอาการปวด เพิ่มการไหลเวียน และลดความเครียดของมารดาหลังคลอด ซึ่งเป็นอีกปัจจัยที่ส่งเสริมการผลิตน้ำนม

📖 2. งานวิจัยเรื่อง "Efficacy of Wang Nam Yen herbal tea on human milk production: A randomized controlled trial" (ตีพิมพ์ในวารสาร PLoS ONE ปี 2022)


🎯 วัตถุประสงค์
เพื่อประเมินและเปรียบเทียบประสิทธิผลของ "ชาสมุนไพรวังน้ำเย็น" กับยา Domperidone และ สารทดแทน (Placebo) ในการกระตุ้นการผลิตน้ำนมของมารดาหลังการผ่าตัดคลอด

🏥ระเบียบวิธีวิจัยรูปแบบการศึกษา:

😀การทดลองแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุม ชนิดปกปิดสองทาง (Double-blinded randomized controlled trial) กลุ่มตัวอย่าง: มารดาคลอดครบกำหนดด้วยการผ่าตัดคลอดที่โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ จำนวน 120 คน แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มละ 40 คน กลุ่มชาสมุนไพร (T): ดื่มชาสมุนไพรวังน้ำเย็น + รับประทานยาหลอก กลุ่มยา Domperidone (D): ดื่มชาหลอก + รับประทานยา Domperidone 10 มก. กลุ่มควบคุม (C): ดื่มชาหลอก + รับประทานยาหลอก

⏰ ระยะเวลาการทดลอง: รับประทานวันละ 3 ครั้ง หลังอาหาร เป็นเวลา 3 วันติดต่อกัน

🌿องค์ประกอบชาสมุนไพรวังน้ำเย็น: ประกอบด้วย ฝาง, ชะเอมเทศ, มะตูม, ขิง และเถาวัลย์เปรียง

🛎ตัวแปรวัดผลหลัก: ปริมาณน้ำนมที่ปั๊มได้ ณ 72 ชั่วโมงหลังคลอด (วัดด้วยเครื่องปั๊มนมไฟฟ้าแบบรอบละ 15 นาที)

📖ผลการศึกษา

😀ปริมาณน้ำนม ณ 72 ชั่วโมงหลังคลอด:กลุ่มชาสมุนไพร: ปั๊มน้ำนมได้เฉลี่ย 57.5 ± 50.7 มล./ครั้ง กลุ่มยา Domperidone: ปั๊มน้ำนมได้เฉลี่ย 60.9 ± 70.7 มล./ครั้ง กลุ่มควบคุม (Placebo): ปั๊มน้ำนมได้เฉลี่ย 31.9 ± 27.7 มล./ครั้ง การเปรียบเทียบความแตกต่าง:ชาสมุนไพรวังน้ำเย็นช่วยเพิ่มปริมาณน้ำนมได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุม (ค่า p = 0.007) ปริมาณน้ำนมระหว่างกลุ่มชาสมุนไพรและกลุ่มยา Domperidone ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ (p = 0.806)

🏥 ความปลอดภัยและผลข้างเคียง:

😀 ไม่พบผลข้างเคียงรุนแรงทั้งในมารดาและทารก พบอาการข้างเคียงเล็กน้อย ได้แก่ ท้องเสีย 1 รายในกลุ่มชาสมุนไพร และปากแห้ง 1 รายในกลุ่ม Domperidone ภาวะแทรกซ้อนทางสูตินรีเวชและสุขภาพทารกแรกเกิดไม่แตกต่างกันระหว่างกลุ่ม

👩‍⚕ข้อสรุป

😀ชาสมุนไพรวังน้ำเย็นมีประสิทธิผลในการ เพิ่มการสร้างน้ำนมหลังการผ่าตัดคลอด ณ 72 ชั่วโมง ได้ดีกว่ากลุ่มควบคุมอย่างชัดเจน และให้ผลไม่แตกต่างจากยา Domperidone จึงเป็นทางเลือกการแพทย์แผนไทยที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสำหรับมารดาหลังคลอดที่มีปัญหาน้ำนมน้อย

อ้างอิง
1. จักรกฤษณ์ สุรการ,พินิต ชินสร้อย,วาสนา ชำนาญอักษร,สาวิตรี งามวงศ์ และเนตรนะภิส ศุภะกะ (2559) . รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์"ผลของชาสมุนไพรบำรุงน้ำนมต่อปริมาณน้ำนมและระดับโปรแลคตินในเลือดของมารดาหลังคลอด(การทดลองทางคลินิกระยะที่ 2)".โรงพยาบางวังน้ำเย็น จังหวัดสระแก้ว.
2. Saejueng, K., Nopsopon, T., Wuttikonsammakit, P., Khumbun, W., & Pongpirul, K. (2022). Efficacy of Wang Nam Yen herbal tea on human milk production: A randomized controlled trial. PLoS ONE, 17(1), Article e0247637. https://doi.org/10.1371/journal.pone.0247637

👩‍🔬 ย่อยข่าวงานวิจัย👨‍🔬            💞 สวัสดีเดือนสิงหาคม เดือนแห่งความรักอันบริสุทธิ์ของคุณแม่ ดังนั้นเดือนนี้เราจะพูดคุย...
07/08/2026

👩‍🔬 ย่อยข่าวงานวิจัย👨‍🔬

💞 สวัสดีเดือนสิงหาคม เดือนแห่งความรักอันบริสุทธิ์ของคุณแม่ ดังนั้นเดือนนี้เราจะพูดคุยกันเกี่ยวกับสมุนไพรที่เกี่ยวกับคุณแม่นะครับ

📓สรุปงานวิจัย: ประสิทธิผลและความปลอดภัยของขิงต่อปริมาณน้ำนมแม่งานวิจัยฉบับนี้เป็นการ ทบทวนวรรณกรรมอย่างมีระบบ (Systematic Review) จากการรวบรวมการทดลองแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุม (RCTs) จำนวน 5 การศึกษา (คุณแม่รวม 369 คน) เพื่อประเมินผลของ "ขิง" ทั้งการใช้เป็นเดี่ยวๆ และการใช้ร่วมกับสมุนไพรอื่น ต่อการกระตุ้นน้ำนมและความปลอดภัย 🫚 🫚 🫚

🔬มุมมองด้านสมุนไพรและกลไกทางเภสัชวิทยา (Herbal Expert Perspective)กลไกการออกฤทธิ์ (Mechanism of Action)

🙄แม้กลไกจะยังไม่เด่นชัด แต่เชื่อว่าขิงช่วยขยายหลอดเลือด (Vasodilation) และเพิ่มการไหลเวียนเลือดไปยังเต้านมผ่านคุณสมบัติในการเพิ่มอุณหภูมิร่างกาย จึงช่วยกระตุ้นการสร้างน้ำนมได้ ซึ่งขิงอาจไม่ได้ออกฤทธิ์ผ่านการกระตุ้นฮอร์โมน Prolactin โดยตรง แต่น่าจะออกฤทธิ์ผ่านคุณสมบัติในการขยายหลอดเลือดส่วนปลาย (Systemic Vasodilation) และการเพิ่มอุณหภูมิร่างกาย ซึ่งช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือด (Blood Supply) มายังต่อมสร้างน้ำนม (Mammary Glands)

📈ผลของการใช้ขิงเดี่ยว (Single Intervention)🫚

🤰คลอดธรรมชาติ: ขิง (ขนาดประมาณ 1,000 มิลลิกรัมต่อวัน ช่วยเพิ่มปริมาณน้ำนมได้อย่างมีนัยสำคัญในวันที่ 3 หลังคลอด

🤰ผ่าตัดคลอด (C-Section): ขิงชนิดผงชงดื่ม(ชาชง) 10 กรัมต่อวัน โดยแบ่งให้ครั้งละ 5 กรัม วันละ 2 ครั้ง ไม่มีผลในการเพิ่มปริมาณน้ำนมอย่างมีนัยสำคัญ

📈ผลของการใช้ขิงตำรับผสม (Combined Intervention) 🫚➕🌿

🤰 ขิงผสมเตยหอม, ขิงผสมลูกซัดและขมิ้นชัน, และตำรับยาจีน (Xiong-gui-tiao-xue-yin) มีส่วนช่วยเพิ่มปริมาณน้ำนมอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะสูตรผสมลูกซัดและขมิ้นชันที่ให้ผลดีชัดเจนในสัปดาห์ที่ 2 และ 4 หลังคลอด

🏨มุมมองด้านความปลอดภัย (Safety Profile)🏥

😀 การใช้ขิงเดี่ยวไม่พบอาการข้างเคียงใดๆ สูตรตำรับผสมอาจพบอาการไม่พึงประสงค์เล็กน้อย เช่น แน่นท้อง ท้องอืด หรือผื่น ซึ่งคาดว่าเกิดจากส่วนผสมอื่น เช่น ขมิ้นชัน หรือ ลูกซัด

🥰🥰สรุป “มีหลักฐานเบื้องต้นว่า ขิงในรูปแบบที่เหมาะสมอาจช่วยเพิ่มปริมาณน้ำนมได้โดยเฉพาะในแม่ที่คลอดธรรมชาติ แต่ผลยังไม่ชัดในแม่ผ่าคลอด และยังต้องระวังปริมาณ รูปแบบ และผลข้างเคียงเล็กน้อยที่อาจเกิดกับผลิตภัณฑ์ผสม” 🥰🥰

อ้างอิง

Dilokthornsakul, W., Rinta, A., Dhippayom, T., & Dilokthornsakula, P. (2021). Efficacy and safety of ginger regarding human milk volume and related clinical outcomes: A systematic review of randomized controlled trials. Complementary Medicine Research, 1–7. https://doi.org/10.1159/000515630

ขออนุญาตแนะนำคอลัมน์ใหม่ที่ทางร้านยาและผลิตภัณฑ์สมุนไพร วิทยาลัยการแพทย์แผนไทยอภัยภูเบศร จังหวัดปราจีนบุรี ได้จัดทำขึ้น ...
04/08/2026

ขออนุญาตแนะนำคอลัมน์ใหม่ที่ทางร้านยาและผลิตภัณฑ์สมุนไพร วิทยาลัยการแพทย์แผนไทยอภัยภูเบศร จังหวัดปราจีนบุรี ได้จัดทำขึ้น เป็นหัวข้อเกี่ยวกับการแนะนำ งานวิจัยเกี่ยวกับยาสมุนไพรที่น่าสนใจ เพื่อส่งเสริมการใช้ยาสมุนไพรอย่างสมเหตุผลครับ ซึ่งชื่อคอลัมน์ คือ "ย่อยข่าวงานวิจัย"

📢📢ย่อยข่าวงานวิจัย📢📢

🧭 ในปฐมฤกษ์นี้ขอนำบทความวิจัย: ประสิทธิภาพและความปลอดภัยของสารสกัดขมิ้นชันและเคอร์คูมินในการรักษาโรคข้ออักเสบ

📖 บทความนี้เป็นรายงาน Systematic Review และ Meta-Analysis (ทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบและวิเคราะห์อภิมาน) ซึ่งรวบรวมงานวิจัยทางคลินิกแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุม (RCTs) จำนวน 30 ฉบับ ผู้เข้าร่วมทดลอง 2,396 คน จาก 11 ประเทศ เพื่อประเมินผลของ เคอร์คูมิน (Curcumin) และ สารสกัดขมิ้นชัน (Curcuma longa Extract) ในการรักษาโรคข้ออักเสบชนิดต่างๆ โดยสรุปเบื้องต้นได้ดังนี้

1. ผลการศึกษาจำแนกตามประเภทโรคข้ออักเสบ
😈 โรคข้อเข่าเสื่อม (Osteoarthritis - OA):
🌞ช่วยบรรเทาอาการปวด (Pain) ลดความยึดตึงของข้อ (Stiffness) และช่วยให้การทำงานของข้อดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับยาหลอก
😺มีประสิทธิภาพในการลดปวดและเพิ่มฟังก์ชันใกล้เคียงกับยากลุ่ม NSAIDs (ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์) แต่ มีผลข้างเคียงต่ำกว่า
😸หากใช้ร่วมกับยา NSAIDs จะช่วยเสริมประสิทธิภาพการลดปวดได้ดียิ่งขึ้น

😈 โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ (Rheumatoid Arthritis - RA):
😸ช่วยลดดัชนีความรุนแรงของโรค (DAS28) และลดค่าการอักเสบในเลือด ได้แก่ ESR, CRP และค่าต้านคุ้มกันผิดปกติ (RF)

😈 โรคข้ออักเสบแอนไคโลซิง/ข้ออักเสบติดแข็ง (Ankylosing Spondylitis - AS):
😸ช่วยปรับสมดุลระบบภูมิคุ้มกัน (ปรับเพิ่ม Treg cells และยับยั้งสารสื่อการอักเสบ เช่น IL-6)

😈 โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ในเด็ก (Juvenile Idiopathic Arthritis - JIA):
😸ช่วยลดระดับความรุนแรงของโรค บรรเทาอาการปวด และช่วยให้เด็กดำเนินชีวิตประจำวันได้ดีขึ้น

😈 โรคเกาต์ / ยูริกในเลือดสูง (Gout / Hyperuricemia):
😸มีแนวโน้มลดระดับกรดยูริกในเลือดได้ แต่ผลทางสถิติยังไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญชัดเจน

2. กลไกการทำงานทางชีวภาพ (Mechanism of Action)
เคอร์คูมินและขมิ้นชันยับยั้งข้ออักเสบผ่าน 3 กลไกหลัก:

🌞 ต้านการอักเสบ (Anti-inflammatory): ยับยั้งเอนไซม์ COX-2, วิถีสัญญาณ NF-kB และลดสารก่อการอักเสบในเลือด (IL-1β, IL-6, TNF-α, CRP, ESR)
🛡️ต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidative Stress): ลดดัชนีชี้วัดความเสียหายจากอนุมูลอิสระ (MDA) ปกป้องเซลล์กระดูกอ่อน
☯️ ปรับสมดุลภูมิคุ้มกัน (Immune Modulation): ปรับการทำงานของเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิด CD4+ T-cells และช่วยยับยั้งการงอกผิดปกติของเส้นเลือดบริเวณเยื่อบุข้อ

3. ความปลอดภัยและข้อสรุป
🏥 ความปลอดภัยสูง: สารสกัดขมิ้นชันและเคอร์คูมิน (ขนาดยาตั้งแต่ 120 mg – 1,500 mg ต่อวัน) ไม่พบการเพิ่มขึ้นของผลข้างเคียงร้ายแรงเมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุม/ยาหลอก
⚠️ข้อระวัง/ข้อจำกัด: งานวิจัยที่มีอยู่ส่วนใหญ่เป็นการศึกษาในระยะสั้น (4–36 สัปดาห์) และคุณภาพของบางงานวิจัยยังมีข้อจำกัด จึงควรใช้อย่างระมัดระวังและรอผลการศึกษาขนาดใหญ่ในอนาคต

อ้างอิง
Zeng, L., Yang, T., Yang, K., Yu, G., Li, J., Xiang, W., & Chen, H. (2022). Efficacy and safety of curcumin and Curcuma longa extract in the treatment of arthritis: A systematic review and meta-analysis of randomized controlled trial. Frontiers in Immunology, 13, Article 891822.

ย่อยข่าวงานวิจัย         บทความวิจัย: ประสิทธิภาพและความปลอดภัยของสารสกัดขมิ้นชันและเคอร์คูมินในการรักษาโรคข้ออักเสบ    ...
04/08/2026

ย่อยข่าวงานวิจัย

บทความวิจัย: ประสิทธิภาพและความปลอดภัยของสารสกัดขมิ้นชันและเคอร์คูมินในการรักษาโรคข้ออักเสบ

บทความนี้เป็นรายงาน Systematic Review และ Meta-Analysis (ทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบและวิเคราะห์อภิมาน) ซึ่งรวบรวมงานวิจัยทางคลินิกแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุม (RCTs) จำนวน 30 ฉบับ ผู้เข้าร่วมทดลอง 2,396 คน จาก 11 ประเทศ เพื่อประเมินผลของ เคอร์คูมิน (Curcumin) และ สารสกัดขมิ้นชัน (Curcuma longa Extract) ในการรักษาโรคข้ออักเสบชนิดต่างๆ
1. ผลการศึกษาจำแนกตามประเภทโรคข้ออักเสบ
โรคข้อเข่าเสื่อม (Osteoarthritis - OA):
ช่วยบรรเทาอาการปวด (Pain) ลดความยึดตึงของข้อ (Stiffness) และช่วยให้การทำงานของข้อดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับยาหลอก
มีประสิทธิภาพในการลดปวดและเพิ่มฟังก์ชันใกล้เคียงกับยากลุ่ม NSAIDs (ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์) แต่ มีผลข้างเคียงต่ำกว่า
หากใช้ร่วมกับยา NSAIDs จะช่วยเสริมประสิทธิภาพการลดปวดได้ดียิ่งขึ้น

โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ (Rheumatoid Arthritis - RA):
ช่วยลดดัชนีความรุนแรงของโรค (DAS28) และลดค่าการอักเสบในเลือด ได้แก่ ESR, CRP และค่าต้านคุ้มกันผิดปกติ (RF)

โรคข้ออักเสบแอนไคโลซิง/ข้ออักเสบติดแข็ง (Ankylosing Spondylitis - AS):
ช่วยปรับสมดุลระบบภูมิคุ้มกัน (ปรับเพิ่ม Treg cells และยับยั้งสารสื่อการอักเสบ เช่น IL-6)
โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ในเด็ก (Juvenile Idiopathic Arthritis - JIA):
ช่วยลดระดับความรุนแรงของโรค บรรเทาอาการปวด และช่วยให้เด็กดำเนินชีวิตประจำวันได้ดีขึ้น
โรคเกาต์ / ยูริกในเลือดสูง (Gout / Hyperuricemia):
มีแนวโน้มลดระดับกรดยูริกในเลือดได้ แต่ผลทางสถิติยังไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญชัดเจน

2. กลไกการทำงานทางชีวภาพ (Mechanism of Action)
เคอร์คูมินและขมิ้นชันยับยั้งข้ออักเสบผ่าน 3 กลไกหลัก:
1.ต้านการอักเสบ (Anti-inflammatory): ยับยั้งเอนไซม์ COX-2, วิถีสัญญาณ NF-kB และลดสารก่อการอักเสบในเลือด (IL-1β, IL-6, TNF-α, CRP, ESR)
2.ต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidative Stress): ลดดัชนีชี้วัดความเสียหายจากอนุมูลอิสระ (MDA) และปกป้องเซลล์กระดูกอ่อน
3.ปรับสมดุลภูมิคุ้มกัน (Immune Modulation): ปรับการทำงานของเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิด CD4+ T-cells และช่วยยับยั้งการงอกผิดปกติของเส้นเลือดบริเวณเยื่อบุข้อ

3. ความปลอดภัยและข้อสรุป
ความปลอดภัยสูง: สารสกัดขมิ้นชันและเคอร์คูมิน (ขนาดยาตั้งแต่ 120 mg – 1,500 mg ต่อวัน) ไม่พบการเพิ่มขึ้นของผลข้างเคียงร้ายแรงเมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุม/ยาหลอก
ข้อระวัง/ข้อจำกัด: งานวิจัยที่มีอยู่ส่วนใหญ่เป็นการศึกษาในระยะสั้น (4–36 สัปดาห์) และคุณภาพของบางงานวิจัยยังมีข้อจำกัด จึงควรใช้อย่างระมัดระวังและรอผลการศึกษาขนาดใหญ่ในอนาคต

อ้างอิง
Zeng, L., Yang, T., Yang, K., Yu, G., Li, J., Xiang, W., & Chen, H. (2022). Efficacy and safety of curcumin and Curcuma longa extract in the treatment of arthritis: A systematic review and meta-analysis of randomized controlled trial. Frontiers in Immunology, 13, Article 891822.

Background: Modern pharmacological research found that the chemical components of Curcuma longa L. are mainly curcumin and turmeric volatile oil. Several rec...

22/07/2026
15/10/2025

For English version

ที่อยู่

ต. ไม้เค็ด
Prachin Buri
25230

เวลาทำการ

จันทร์ 08:45 - 16:30
อังคาร 08:45 - 16:30
พุธ 08:45 - 16:30
พฤหัสบดี 08:45 - 16:30
ศุกร์ 08:45 - 16:30

เบอร์โทรศัพท์

+6637454470

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ร้านยาวิทยาลัยการแพทย์แผนไทยอภัยภูเบศรผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง ร้านยาวิทยาลัยการแพทย์แผนไทยอภัยภูเบศร:

ทางลัด

แชร์