โรงเรียนสอนทำธุรกิจออนไลน์ BY เอกชัย จิตรมังกร

โรงเรียนสอนทำธุรกิจออนไลน์  BY เอกชัย จิตรมังกร สอนทำธุรกิจออนไลน์

🛡📍ทำไมต้อง!!!  Jeunesse Global   👉1. สมัครง่าย สมัครออนไลน์ได้เลย   👉2. รายได้เป็นวินาที Real Time   👉3. มีเว็บไซต์ส่วนต...
15/03/2017

🛡📍ทำไมต้อง!!! Jeunesse Global
👉1. สมัครง่าย สมัครออนไลน์ได้เลย
👉2. รายได้เป็นวินาที Real Time
👉3. มีเว็บไซต์ส่วนตัวที่สมบูรณ์แบบ ทำได้ทุกที่ทุกเวลา
👉4. มี PA ประกันอุบัติเหตุให้ 150,000 บาท
👉5. เจ้าของบริษัทมีประสบการณ์และเชี่ยวชาญในระบบ Back Office
👉6. Global Business แท้ ระบบ One Code One World ขยายออกไปแล้ว 118 ประเทศทั่วโลก
👉7. ทำธุรกิจ Online ได้ 100%
👉8. ระบบ Logistic ส่งสินค้าให้สมาชิกรวดเร็ว เพิ่มความสะดวกสบาย ถึงมือผู้บริโภคทั่วโลก 118 ประเทศ
👉9. แผนการตลาดและการจ่ายตอบโจทย์ได้ทุกทาง 6 ช่องทาง จ่ายมากถึง 65%
👉10. จ่ายค่าแนะนำสูง แม้ไม่รักษายอด ก็สามารถรับค่าแนะนำได้
👉11. การจ่ายรายได้แบบ Cycle รับสูงสุด 3.9 ล้าน/เดือน
👉12. รับ Matching ได้ถึง 7 รุ่น
👉13. โตสายเดียว รับสูงสุดได้ถึง 1.2 ล้าน/เดือน
👉14. สามารถรับโบนัสได้ตั้งแต่ตำแหน่งแรก
👉15. Diamond Pool 3% จาก All Sale ทั่วโลก ตลอดไป
👉16. ลงทุนน้อย ตั้งแต่หลักพันถึงหลักหมื่น รองรับตลาดทุกกลุ่ม
👉17. การรักษายอดที่น้อยมาก เป็นเครือข่ายผู้บริโภคแท้จริง เพียงซื้อสินค้า 1 ชิ้น/เดือน ก็รับรายได้ตามแผนธุรกิจครบ 7 ช่องทาง
👉18. มีโปรโมชั่นแรงมาก ช่วยในการทำตลาดและขยายธุรกิจได้รวดเร็ว
👉19. ตัวบริษัทถูกกฎหมาย สินค้าผ่านการรับรอง 118 ประเทศ
👉20. ผลิตภัณฑ์ความงาม สุขภาพ และต่อต้านความชรา เป็น Mega Trend
👉21. ผลิตภัณฑ์ใช้แล้วเห็นผลการเปลี่ยนแปลงชัดเจน มีอัตราการซื้อซ้ำจากผู้บริโภคสูง
👉22. ผลิตภัณฑ์ได้รับการันตีขั้นสูงสุดจากบริษัท ไม่พอใจยินดีคืนเงิน 100%
👉23. ติดทำเนียบบริษัทที่เติบโต 100 ล้านเหรียญ ที่อายุน้อยสุด
👉24. ผลิตสื่อได้ยอดเยี่ยม ง่ายต่อการนำเสนอ และเปิดใจผู้คน
👉25. บริษัทของอเมริกา มีความมั่นคงสูง ทำเป็นธุรกิจระยะยาวได้ วิสัยทัศน์เจ้าของคือ Jeunesse ไม่ได้เกิดมาเพื่อทำกำไรสูงสุด แต่เกิดมาเพื่อคงอยู่ตลอดไปสนใจติดต่อได้ที่
096 124 6299

27/02/2017

4 เทคนิคเพิ่มยอด LIKE ให้ FACEBOOK PAGE ของคุณพุ่งทะยาน

เชื่อว่าหลายๆคนที่เข้ามาอ่านบทความนี้อยู่ อาจกำลังกังวลกับการทำให้ page ของคุณเป็นที่รู้จักมียอด Like เพิ่มขึ้นหรือบางคนอาจจะมีแฟน Page อยู่แล้ว แต่คนที่ตาม Page เราอยู่กลับเห็นโพสต์น้อยจนน่าใจหาย วันนี้เราขอเสนอ 4 เทคนิค วิธีการเพิ่มยอด Like ยังรวมไปถึงการทำให้แฟน Page ของคุณเห็นโพสต์ของคุณอีกด้วย



1. ตอบกลับข้อความลูกค้าให้เร็ว

แน่นอนว่าการที่เราตั้ง page ขึ้นมาเพื่อการขายของจะต้องมีการโต้ตอบกับลูกค้าผ่านทาง Inbox ซึ่งสิ่งที่สำคัญอันดับต้นๆนั่นคือความเร็วในการตอบข้อความนั่นเอง

หากเราตอบช้า ลูกค้าก็จะหมดความอดทนและไปหาร้านที่ตอบรวดเร็วทันใจกว่าแทน ยิ่งไปกว่านั้นถ้าเราตอบข้อความ Inbox ได้อย่างรวดเร็ว เรายังสามารถสร้างความน่าเชื่อถือให้กับ Page ได้ โดยการติด ” อัตราการโต้ตอบ ” ของ Page เราไว้ที่หน้า Page เพื่อแสดงให้คนเห็นว่า Page ของเราตอบกลับเร็วขนาดไหน

ฉะนั้นแล้วหากเราไม่มีเวลานั่งดู Page ตลอดเวลา ขอแนะนำให้จ้างคนมาเป็นแอดมินดูแล Page แทนไปเลย เพื่อที่ลูกค้าจะได้ไม่หนีไปไหน

2.ตอบให้โดนใจลูกค้า

การตอบลูกค้าไม่จำเป็นจะต้องเป็นทางการเสมอไป บางทีเราอาจตอบคำถามกับลูกค้าให้ตลกบ้าง เพื่อสร้างความผ่อนคลายแก่ลูกค้าและยังสามารถทำให้ลูกค้าเกิดการเสพติด page ของเราได้อีกด้วย!

ยิ่งเพจมีการโต้ตอบที่ดูสนุกสนานขนาดไหน ลูกค้าก็ยิ่งอยากจะกลับมาอ่านข้อความที่เราตอบไว้เรื่อยๆ แถมบางคนอาจจะไม่ได้มีความต้องการที่จะซื้อสินค้าหรือใช้บริการของเราเลย แต่ก็ตาม Page ของเราเพียงเพราะมันตลกดี ยิ่งเป็นการโปรโมททางอ้อมให้แก่คนที่ไม่รู้จัก Page เราเข้าไปอีก

ยกตัวอย่าง เช่น เพจร้านขายไก่ทอดชื่อดัง ที่มีการโต้ตอบกับคนที่เข้ามาถามได้อย่างเฉียบแหลมและมีความคมคายเป็นอย่างมาก ถึงแม้ว่าจะโดนแฟนเพจถามอะไรกวนๆ ก็ยังสามารถตอบกลับได้อย่างราบรื่น จนลูกค้าชอบใจกันยกใหญ่

3. ควรลงโฆษณากับ Facebook

อย่ามัวแต่หวงเงินในกระเป๋าของคุณมากจนเกินไป การค้าขายต้องมีการลงทุนบ้าง ถึงแม้ว่าโพสต์ที่เราลงกับตัว Page ของเรานั้นจะมีความน่าสนใจมากขนาดไหนก็ตาม แต่ Facebook มีการจำกัดการเข้าถึงของคนอยู่ ทำให้คนเห็นโพสต์ของเราได้แค่จำนวนหนึ่งเท่านั้น

การลงโฆษณาใน Facebook สามารถช่วยให้ Page หรือโพสต์นั้นๆ ของเราเป็นที่รู้จักมากขึ้น แต่ตอนทำโฆษณาต้องอย่าลืมที่จะตั้งกลุ่มเป้าหมายที่จะเจาะให้ดีๆ ด้วยละ เช่น เพศ อายุ การศึกษา ไม่เช่นนั้นแล้ว เงินเราก็จะสูญเปล่าไปกับคนที่ไม่ใช่ลูกค้าที่แท้จริงของเรา

มีเทคนิคเพิ่มเติมคือ อย่าลืมว่าเราไม่จำเป็นที่จะต้องทำโฆษณาแค่ตัวเดียวใน Page ของเรา เราอาจทดลองตั้งกลุ่มเป้าหมายหลายๆ แบบ แล้วลงโฆษณาพร้อมกันไปเลย เพื่อดูว่าโฆษณาตัวไหนมีคนสนใจมากกว่ากัน

4. โพสต์อย่างอื่นที่น่าสนใจบ้าง

จริงอยู่ว่า page ของเรานั้นถูกสร้างมาเพื่อใช้ในการค้าขายกับลูกค้า แต่การที่เราจะโพสต์แต่เรื่องขายของเพียงอย่างเดียวนั้น อาจทำให้ลูกค้ารู้สึกรำคาญจนถึงขั้นหมดความสนใจใน Page ของเราเลยก็ได้

เราควรที่จะโพสต์เรื่องอย่างอื่นนอกจากตัวสินค้าของเราด้วย เช่น ข้อมูลที่เป็นประโยชน์แก่ลูกค้า หรือเอามุขตลกๆมาเชื่อมโยงกับตัวสินค้าของเรา ก็สามารถทำให้คนที่ไม่รู้จัก Page ของเรา เข้ามาพบเข้าโดยบังเอิญและเกิดความสนใจใน Page ของเราได้อีกด้วย

ยกตัวอย่างเช่น เพจขายวัสดุก่อสร้างชื่อดังเพจหนึ่ง ที่ในตอนแรกไม่มีใครรู้จัก Page ของเขาเลย แต่หลังจากที่เขาเริ่มโพสต์ Quote กวนๆขึ้นมา ก็ทำให้คนหันมาสนใจ Page ของเขาเป็นอย่างมาก จนปัจจุบันมียอด Like หลักแสนอย่างรวดเร็ว

9 ข้อคิด
26/02/2017

9 ข้อคิด

25/02/2017
รวยเป็นเศรษฐีเงินล้านได้ไม่ยาก แค่ทำตาม15ข้อนี้พูดถึงเรื่องเงินแล้ว เชื่อว่าใครๆ ก็อยากมีเงินจริงมั้ยครับ เพราะส่วนใหญ่แ...
22/02/2017

รวยเป็นเศรษฐีเงินล้านได้ไม่ยาก แค่ทำตาม15ข้อนี้

พูดถึงเรื่องเงินแล้ว เชื่อว่าใครๆ ก็อยากมีเงินจริงมั้ยครับ เพราะส่วนใหญ่แล้วสิ่งต่างๆ ที่เราต้องการ สามารถแลกมาได้ด้วยเงิน ดังนั้นเงินจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้คนทุกคนต้องทำงาน แต่จะมีเงินอย่างเดียวก็คงจะไม่พอ สมัยนี้ต้องรวยเงินล้านเท่านั้น สำหรับใครที่อยากรวยจะใช้ชีวิตและคิดแบบเดิมๆ ไม่ได้แล้วนะคะ ต้องลุกขึ้นมาทำอะไรซักอย่างแล้วล่ะครับ เพื่อปรับเปลี่ยนให้คุณสามารถรวยได้ ดังนั้นใครที่อยากรวยต้องไม่พลาด Kaijeaw มีเคล็ดลับมาฝาก 15 ข้อด้วยกัน ถ้าทำได้ตามนี้รับรองรวยเงินล้านได้ไม่ยากเลยครับ
1. คิดให้ได้อย่างคนรวย คนรวยคิดว่าการทำธุรกิจ คือการเก็บออมมากกว่าการใช้จ่าย, การลงทุน, การวางแผนเพื่ออนาคต และต้องใช้ความเชี่ยวชาญเพื่อไขว่คว้าโอกาสและทำงานให้หนักกว่าคนทั่วไปอีกด้วย
2. ระวังรายจ่ายเล็กน้อย แม้ว่าหลายคนจะรู้จักระวังเป็นพิเศษในการที่จะต้องจ่ายเงินก้อนใหญ่ และทุกคนก็ลืมคิดถึงในส่วนของรายจ่ายเล็กๆ น้อยๆ ที่เราใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ซึ่งหากจะรวบรวมดูแล้วเงินเหล่านี้อาจทำให้คุณตกใจได้เลยทีเดียว เช่นว่าเราคงต้องคิดหนักถ้าต้องซื้อเตียงนอนคุณภาพราคาเป็นหมื่น ซึ่งจำเป็นต้องซื้อแค่ครั้งเดียว แต่หากเราซื้อกาแฟชื่อดังราคา 80 บาท, ขนมจุบจิบ 40 บาท, ไอศครีม 80 บาท รวมกันก็ได้ 200 บาท เราไม่คิดมาก แต่เรามีค่าใช้จ่ายเล็กๆ น้อยๆ เช่นนี้ทุกๆ วัน ลองตัดรายจ่ายจุกจิกนี้ออกไป ก็จะมีเงินเก็บเพิ่มขึ้นแบบไม่คาดฝันเลย
3. อย่าซื้อของที่ไม่จำเป็น หลายๆ ครั้งที่เรามักจะซื้อของเพียงเพื่อสร้างความประทับใจเท่านั้น ซึ่งถ้าคิดดูแล้วของเรานั้นก็ไม่มีความจำเป็นในการใช้สอยได้เลย ดังนั้นอย่าซื้อของเพียงเพื่ออยากได้รับคำชื่นชมจากคนรอบข้าง ควรซื้อของตามขีดจำกัดของตัวเอง ซื้อของเพราะสิ่งของนั้นมีความจำเป็นต่อเรา มากกว่าการซื้อเพื่อทำให้คนอื่นประทับใจ
4. วางแผนรายจ่าย ทุกคนรู้ดีว่ามีสิ่งของมากมาย ที่ทำให้คุณยอมจ่ายเงินโดยไม่ได้เก็บออม ถ้าหากว่าคุณไม่ได้วางแผนการเงิน และตั้งงบค่าใช้จ่ายเอาไว้เลย ก็จะใช้จ่ายในส่วนเกินไปเป็นจำนวนมาก ดังนั้นอย่าลืมวางแผนและจดบันทึกก่อนที่จะมีการใช้จ่ายออกไปทุกครั้ง
5. ใช้บัตรเครดิตอย่างระมัดระวัง หรือหากไม่ใช้ได้ก็จะเป็นการดีกว่า แต่ถ้าหากต้องการใช้ ก็ขอให้ใช้ตามแผนงบการเงินที่ตั้งใจไว้ และก็ขอให้ชำระยอดหนี้บัตรเครดิตให้เต็มจำนวนเงินทุกครั้ง คุณจะได้ไม่เสียดอกเบี้ยแพงๆ
6. เลือกทำอาหารกินที่บ้านให้บ่อยครั้งขึ้น แม้ในเวลาไปทำงานหรือไปเรียน ในเวลามื้ออาหารกลางวันเราจำเป็นที่จะต้องหาทานอาหารนอกบ้านอยู่แล้ว แต่ในส่วนมื้อเช้าและมื้อเย็นถ้าเป็นไปได้ควรทำอาหารกินกันเองที่บ้าน ให้คุณลองคำนวณดูการทานอาหารนอกบ้านบ่อยๆ จะเป็นการสิ้นเปลืองเงินมากขนาดไหน ทางที่ดีลองทำอาหารกินกันเองที่บ้านทั้งประหยัด ได้ทานอาหารที่มีคุณภาพ อย่างน้อยก็ทุกมื้อเช้า และมื้อเย็นเป็นส่วนใหญ่ ลองดูครับ
7. ทำงานให้หนักเข้าไว้ สังเกตดูซิว่าคนรวยมีกจะทำงานหนักกว่าคนธรรมดาทั่วไป อย่างน้อยก็ในช่วงวัยทำงาน เพื่อพยายามเพิ่มรายได้ เพราะเมื่อรายได้เพิ่มมากขึ้น ก็จะสามารถเก็บออมเงินจำนวนมากขึ้นได้นั่นเอง
8. อย่าเอาแต่สร้างหนี้ ควรตั้งกฎให้ตัวเองว่า จะไม่สร้างหนี้ที่ไม่ได้สร้างรายได้ให้กับตัวคุณเองเลย บางคนไม่ทำธุรกิจแต่กลับซื้อรถยนต์ก่อน ทั้งๆ ที่มีรายได้ไม่มากพอที่จะเติมน้ำมันทุกวัน หรือบางคนก็ผ่อนรถยนต์โดยที่ไม่ทราบเลยว่าจะเอาค่าผ่อนรถยนต์นั้นมาจากที่ใด
9. อย่าอวดรวย ถ้ายังไม่รวย มีอะไรก็ควรใช้ตามกำลังทรัพย์ หลายคนที่พอเริ่มที่จะทำธุรกิจและวี่แววกำลังจะไปได้ด้วยดี ก็เริ่มใช้ชีวิตเปลี่ยนไป ใช้ของแบรนด์เนม ขับรถแพง ซื้อบ้านหรู กินอาหารแพง แบบนี้เค้าเรียกว่าอวดรวย แตกต่างจากคนรวยจริง ที่เขามักจะอวดความสามารถในการหาเงินมากกว่า
รวย-1
10. แบ่งสรรปันส่วนเงิน การแบ่งสรรเงินอย่างดีจะทำให้คงความร่ำรวยของตัวเองไว้ได้ ควรจัดสรรเงินทุกครั้งที่มีรายได้ ดังนั้นลองแบ่งสรรรายได้ของตัวคุณเอง เพราะนี่คือหลักประกันว่า เมื่อมีเหตุฉุกเฉินคุณจะยังคงมีเงินสำรองอยู่ เช่น แบ่งรายได้ออกเป็นสามส่วนโดย 1 ส่วนเพื่อการใช้ชีวิต, อีก 1 ส่วนเพื่อเก็บออม และอีก 1 ส่วนเพื่อการให้
11. ซื้อของลดราคาหรือต่อราคาก่อนซื้อ ควรรู้จักที่จะใช้เงินเพื่อให้เกิดมูลค่าสูงสุด สิ่งที่ดีที่สุดในการซื้อของที่คุณต้องการ คือซื้อของลดราคาหรือต่อราคาก่อนซื้อ จงคิดเสียว่าทำไมต้องจ่ายแพงในเมื่อมีทางเลือกที่ดีกว่าอยู่ตรงหน้า
12. นำเงินออมไปลงทุนอย่างชาญฉลาด ถึงจะมีเงินน้อยก็จริง แต่เมื่อสะสมให้มากเข้า ก็กลายเป็นเงินก้อนใหญ่ได้ พูดง่ายก็คือ หากคุณนำเงินออมไปลงทุนดีๆ ก็จะทำให้เงินออมของคุณเบ่งบานขึ้น อย่างที่โบราณว่ามีสลึงพึงบรรจบให้ครบบาท และเมื่อคุณลงทุนให้ถูกที่ คุณก็สมปรารถนา ทั้งนี้ทั้งนั้นการลงทุนย่อมมีความเสี่ยง ต้องอาศัยประสบการณ์และการลองผิดลองถูกด้วยนะครับ
13. รายจ่ายไว้ทีหลัง คนทั่วไปคิดมักจะออมเงินหลังจากหักรายจ่ายเรียบร้อยแล้ว แต่คนรวยคิดตรงข้าม วิธีคิดแบบนี้เรียกว่าหลักสูตรสร้างเงินล้าน วิธีการเริ่มเมื่อคุณรายได้ใดๆก็ตาม ให้หักเงินจำนวนที่แน่นอนเพื่อบริจาคกลับคืนสู่สังคม และหักเงินออกอีกส่วน เพื่อนำไปลงทุนสำหรับเป้าหมายในอนาคตของคุณ ที่เหลือจากนั้นต่างหากที่เป็นรายจ่ายของคุณ
14. ระมัดระวังในการปิดรูรั่ว คนรวยไม่ใช้จ่ายไปกับสิ่งที่ไม่จำเป็น พวกเขาหลีกเลี่ยงค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นอย่างมาก เพราะค่าธรรมเนียมเล็กๆ ก็กลายเป็นเรื่องใหญ่ได้หากไม่ระวังให้ดี จำเอาไว้เสมอว่า รูรั่วเล็กๆ ก็สามารถทำให้เรือล่มได้!!!
15. สร้างเป้าหมายที่ใหญ่ หลายคนอยากจะมีอิสระภาพทางการเงิน แต่บางคนเท่านั้นที่ตั้งใจที่จะสร้างเงินล้าน ถ้าอยากรวยสิ่งแรกที่ต้องทำคือสร้างเป้าหมายให้ใหญ่เข้าไว้ คิดถึงมันทุกลมหายใจ และคิดวิธีที่จะหาเงินมาได้ จำไว้อย่างหนึ่งว่า เงินชอบคนที่อยากได้มัน ส่วนใครที่บอกเงินไม่สำคัญ มันก็เลยไม่มาหา
เป็นอย่างไรบ้างครับ แนวความคิดทั้ง 15 ข้อที่เรานำมาฝากกัน เชื่อว่าหากคุณตั้งใจจริงจะสามารถทำได้อย่างแน่นอน เริ่มด้วยการนำมาปรับใช้ให้เข้ากับชีวิตของตัวเราเอง ปรับเปลี่ยนความคิด และเมื่อคุณคิดแบบคนรวย ทำแบบคนรวย คุณก็จะเป็นคนรวยได้เอง เริ่มต้นเลยตั้งแต่วันนี้ครับ
เรียบเรียงเนื้อหาโดย : kaijeaw

3 ทางที่จะใช้ข้อมูลให้มีความหมายข้อมูลนั้นเป็นเรื่องสำคัญอย่างมากในยุคนี้ การใช้ข้อมูลเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดนั้นเป็น...
22/02/2017

3 ทางที่จะใช้ข้อมูลให้มีความหมาย

ข้อมูลนั้นเป็นเรื่องสำคัญอย่างมากในยุคนี้ การใช้ข้อมูลเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดนั้นเป็นสิ่งจำเป็นอย่างมากที่จะทำให้นำหน้าคู่แข่งได้การแข่งขันที่ผู้บริโภคนั้นเลือกแต่สิ่งที่ตัวเองสินใจ การมีข้อมูลมากมายแต่ใช้ไม่เป็นหรือใช้ไม่เกิดประโยชน์นั้นอาจจะทำให้ข้อมูลนั้นไร้ค่าได้ทันที ถ้าบริษัทหรือองค์กรคุณนั้นขาดกลยุทธ์หรือทิศทางที่จะใช้ข้อมูลนั้นให้ได้ดีได้

นักการตลาดหลาย ๆ คนในตอนนี้สนใจในเรื่อง Vanity ในตอนนี้ แต่ในอนาคตนั้นการเข้าใจข้อมูลที่ลึกซึ้งจนถึงในเรื่อง ROI ซึ่งนักการตลาดต่างประเทศสนใจอย่างมากและมีแรงกดดันสูงในการที่จะทำให้ ROI ของตัวนั้นดีขึ้นมา และมีการถึงขั้นตรวจสอบการทำงานในแต่ละขั้นตอนอย่างละเอียดหรือปรับปรุงประสิทธิภาพอย่างละเอียดใน ROI นอกจากนี้ยังต้องหาทางสร้างโอกาสใหม่ ๆ ทางการตลาดและหาผู้บริโภคกลุ่มใหม่ ๆ เพื่อมาสร้างให้เป็นลูกค้า ซึ่งวันนี้ผมมี 3 วิธีที่จะทำให้ข้อมูลที่มีสามารถใช้ได้อย่างมีความหมายมานำเสนอ

1. ใช้ข้อมูลมาทำ Insight เพื่อการทำการตลาดได้ถูกที่ ถูกทาง ถูกเวลา

การสื่อสารที่จะมีประสิทธิภาพได้นั้นเริ่มต้นมาจากการที่มี insight ที่ดีในการสื่อสาร เพื่อที่จะได้ insight ที่ดี การมีข้อมูลที่ดีและเชิงคุณภาพที่ถูกต้องนั้นจึงเป็นสิ่งสำคัญ การเข้าใจในการเก็บข้อมูลและการสกัดเอาข้อมูลออกมาเพื่อนำมาดูในมุมมองต่าง ๆ นั้นสามารถส่งผลให้เราเห็น insight อะไรใหม่ ๆ ของผู้บริโภคออกมาได้ และสามารถนำมาวางแผนทางการตลาดต่าง ๆ หรือประเมินผลที่จะได้จากการทำการตลาดที่ทำไปได้อีกด้วย
การใช้ข้อมูลเพื่อสร้าง Insight นั้นสามารถทำให้ได้เห็นถึงโอกาสต่าง ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นมาจากกลุ่มเป้าหมายที่ไม่เคยคิดมาก่อนได้ เช่นการได้ STP (Segment, Target, Positioning) ใหม่ ๆ จากการทำในตลาดเดิม ๆ ที่เคยทำ จุดแข็งและจุดอ่อนของตัวเองและของคู่แข่ง หรือสามารถกำหนดราคา จุดขาย เวลาขาย หรือการสื่อสารที่จะขายออกไปได้ และทำให้สามารถนำหน้าคู่แข่งออกไปได้ยิ่งด้วย
2. ใช้ข้อมูลเพื่อสร้างการเล่าเรื่องที่ดีได้

การทำการเล่าเรื่องนั้นกลายเป็นเรื่องสำคัญอย่างมากในยุคนี้ และการเล่าเรื่องที่ทำให้ผู้บริโภคตราตรึงในจิตใจได้นั้นก็ต้องเข้าใจว่าผู้บริโภคอยากได้ยินและได้เห็นอะไรจากการเล่าเรื่อง ซึ่งข้อมูลสามารถทำให้เรารับรู้ได้ว่าผู้บริโภคผ่านอะไรเข้ามาในชีวิตในแต่ละวันบ้าง ซึ่งจะทำให้แบรนด์สร้างข้อความทางการสื่อสารที่จะช่วยให้ผู้บริโภครู้สึกดีขึ้นในตีและวันหรือช่วยให้ผู้บริโภคใช้ชีวิตได้ดีขึ้นอีกด้วย ในยุคนี้การใช้มีเดียนั้นไม่เพียงพออีกต่อไปแล้วเพราะมีโฆษณาและข้อมูลมากมายที่ทำให้ผู้บริโภครู้สึก information overload การส่งข้อความที่ทำให้ผู้บริโภครู้สึกมีประโยชน์หรือเกี่ยวข้องกับผู้บริโภคนั้นจำเป็น

การที่จะสร้างเรื่องราวจากข้อมูลได้ถูกต้องนั้นเริ่มจากการตั้งคำถามที่ถูกต้องหรือสมมุติฐานที่ถูกต้องในผู้บริโภคแล้วหาคำตอบจากข้อมูลที่มี เพื่อที่จะให้ข้อมูลและกรอบของคำถามนั้นสร้างกรอบที่ควรจะเดินไปจนสามารถสร้างเป็นเรื่องราวที่ตรงใจกับผู้บริโภคได้ หลาย ๆ นักการตลาดในต่างประเทศนั้นถึงขั้นใช้ข้อมูลทาง emotional โดยใช้ศาสตร์ของ Neuromarketing, Sensory Marketing เพื่อทำให้ผู้บริโภคจดจำเรื่องราวนั้นได้อีกด้วย
3. ใช้ข้อมูลเพื่อสร้างความเชื่อใจและสร้างความจงรักภักดี

จากงานวิจัยนั้นชี้ให้เห็นว่าผู้บริโภคนั้นต้องการประสบการณ์ที่เรียกว่า Personalised ซึ่งข้อมูลที่เก็บมานั้นสามารถเอามาช่วยในเรื่องการทำ Personalised ตรงนี้ได้อย่างมากและสามารถทำให้เกิดความเชื่อใจและความเชื่อมั่นของลูกค้าต่อแบรนด์ได้ด้วยว่า แบรนด์จะรู้ใจและตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างที่ผู้บริโภคต้อการ ซึ่งจะนำไปสู่ความจงรักภักดีจ่อแบรนด์ได้ในที่สุด

การที่จะสร้างเรื่องราวจากข้อมูลได้ถูกต้องนั้นเริ่มจากการตั้งคำถามที่ถูกต้องหรือสมมุติฐานที่ถูกต้องในผู้บริโภคแล้วหาคำตอบจากข้อมูลที่มี เพื่อที่จะให้ข้อมูลและกรอบของคำถามนั้นสร้างกรอบที่ควรจะเดินไปจนสามารถสร้างเป็นเรื่องราวที่ตรงใจกับผู้บริโภคได้ หลาย ๆ นักการตลาดในต่างประเทศนั้นถึงขั้นใช้ข้อมูลทาง emotional โดยใช้ศาสตร์ของ Neuromarketing, Sensory Marketing เพื่อทำให้ผู้บริโภคจดจำเรื่องราวนั้นได้อีกด้วย
3. ใช้ข้อมูลเพื่อสร้างความเชื่อใจและสร้างความจงรักภักดี

จากงานวิจัยนั้นชี้ให้เห็นว่าผู้บริโภคนั้นต้องการประสบการณ์ที่เรียกว่า Personalised ซึ่งข้อมูลที่เก็บมานั้นสามารถเอามาช่วยในเรื่องการทำ Personalised ตรงนี้ได้อย่างมากและสามารถทำให้เกิดความเชื่อใจและความเชื่อมั่นของลูกค้าต่อแบรนด์ได้ด้วยว่า แบรนด์จะรู้ใจและตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างที่ผู้บริโภคต้อการ ซึ่งจะนำไปสู่ความจงรักภักดีจ่อแบรนด์ได้ในที่สุด

เทคนิคการแบรนดิ่งตัวเองบน Facebook1.เราต้องไม่โพสหรือโปรโมทเรื่องราว ของธุรกิจที่เราทำ(หรือจะกี่ธุรกิจก็แล้วแต่ที่เราทำ)...
06/02/2017

เทคนิคการแบรนดิ่งตัวเองบน Facebook

1.เราต้องไม่โพสหรือโปรโมทเรื่องราว ของธุรกิจที่เราทำ(หรือจะกี่ธุรกิจก็แล้วแต่ที่เราทำ)

ในช่วงแรกที่เริ่ม เราจำเป็นต้องสร้างแบรนด์ค่ะ เพราะเราต้องการแบรนดิ่ง (Branding)ตัวเราเองไม่ใช่ตัวธุรกิจจริงไหมคะ?

นัน แนะนำว่าให้ โพสหรือโปรโมทแต่เฉพาะข้อความหรือรูปภาพที่ช่วยเพิ่มภาพลักษณ์ให้กับตัวเราค่ะ ตัวอย่างเช่น คำคมโดนๆ หรือบทความสั้นๆที่สอนเรื่องแนวคิด รวมไปถึงผลงานที่เกิดขึ้นจริงจากธุรกิจด้วยครับ

2.พยายามสอนก่อนแล้วค่อย ขายครับ

การสอนในที่นี้หมายถึงการให้ความรู้ผู้คนก่อนค่ะ เช่นการทำ VDO สอนเรื่องต่างๆ สอนการใช้งานโปรแกรม สอนวิธีการทำการตลาด โดยให้ดูว่ากลุ่มเป้าหมายของเราคือใคร ก็ให้ไปสอนในเรื่องนั้นๆ

หลายคนเถียงว่าแล้วไม่มีทักษะไม่มีความรู้จะไปสอนคนอื่นได้อย่างไร
นัน ก็ขอตอบง่ายๆเลยค่ะ ว่า “ถ้าไม่มีก็สร้างมันขึ้นมาซิครับ”
ไม่มีใครเก่งมาแต่เกิดจริงไหมครับ?

เพราะฉะนั้นไปเรียนรู้และทำบ่อยๆมันจะเกิดเป็นความชำนาญเองครับ แล้วจะมีคนมาคอยติดตามสนับสนุนคุณเอง แต่ย้ำว่าต้องสอนเรื่อยๆสม่ำเสมอนะครับ อย่าขาด!!!

3.พูดถึงตัวคุณ เอกลักษณ์ที่คุณมี ให้มากกว่าการพูดถึงตัวธุรกิจครับ

คุณต้องสื่อออกไปให้ได้ว่าคนที่เข้าจะมาคุยกับคุณหรือร่วมงานกับคุณเขาจะได้ อะไรกลับไปบ้าง
เคยนั่งคิดไหมคะว่า “ทำไมเขาถึงต้องเลือกเราล่ะ?คนอื่นก็มีตั้งเยอะตั้งแยะ จริงไหม?”
นั่นคือการสื่อถึงคุณค่าที่คุณมี และนำเสนอมันออกไปยังกลุ่มเป้าหมายให้ได้มากที่สุดครับ

4.พยายามจำลองสถาการณ์ เพื่อสร้างภาพลักษณ์ให้กับตัวเอง(แต่ไม่ใช่การไปโกหกคนอื่นนะครับ)

อย่างที่นันเคยบอกว่าเราไม่ได้ขายสินค้า เราทำเพียงแค่ออกไปทำการตลาดเท่านั้น
การทำการตลาดก็คือการจำลองสถานการณ์เพื่อให้ลูกค้าหรือผู้มุ่งหวังตัดสินใจ ซื้อสินค้าหรือบริการนั้นๆไปจากเรา
ส่วนการจำลองสถานการณ์ก็ไม่ยากครับ เช่นการขอ รีวิวจากลูกค้าแล้วมายืนยันตัวธุรกิจหรือตัวเราว่า ร่วมงานกับเราแล้วเป็นอย่างไรใช้สินค้าแล้วได้ผลไหมเป็นต้นครับ

5.แก้ไขโปรไฟล์ ให้ดูเหมาะสม ดูดีกับการทำธุรกิจ

นันเห็นหลายคนเลยที่เอารูปอะไรก็ไม่รู้มาใส่ รูปคนอื่น รูปหมารูปแมวเป็นต้น
ไปเปลี่ยนเลยครับ เชื่อนัน!!

เพราะคนเราส่วนใหญ่ต้องการความน่าเชื่อถือครับ รูปลักษณ์ภายนอกจึงมาก่อนเสมอ
เพราะถ้าเป็นคุณเองก็คงไม่อยากโอนเงินไปให้ใครก็ไม่รู้ที่ไม่รู้จักหรอกจริง ไหมครับ?

6.ต้องมีความสม่ำเสมอใน การสร้างภาพลักษณ์ อยู่ตลอดเวลา

ยกตัวอย่างเวลานันไปไหนก็แล้วแต่ นันเองก็จะคอยอัพโหลดรูปภาพที่แสดงถึงความน่าเชื่อถือลงที่หน้า Wall ของนันอยู่เป็นประจำเพื่อให้ผู้คนที่เข้ามาที่หน้า facebook ของนันมองนันในมาดของเพื่อนที่หรือคนที่น่าน่าคบอยู่ตลอดเวลา

7.พยายามเพิ่มเพื่อนไป หากลุ่มเป้าหมายทุกวันวันล่ะ 5-10 คน

ทำไปเรื่อยๆค่ะ สมัยตอนที่นันเองยังไม่ค่อยมีชื่อเสียงนันก็ใช้วิธีนี้เริ่มต้นค่ะคนไหนดู ภูมิฐานหน่อยนันก็จะพยายาม แอดเพื่อนไปหา แต่เราจะไม่ไปวุ่นวายกับเขานะครับหรือทักไปขายสินค้า

เหตุผลที่เราเพิ่ม เพื่อนกลุ่มเป้าหมายเพราะเราต้องการให้คนเหล่านี้เห็นข่าวสารจากเราหรือ สามารถติดตามความเคลื่อนไหวของเราได้ตลอดเวลาค่ะ จนพอคุณเริ่มอยู่ตัว คุณเริ่มมีชื่อเสียงแล้ว ค่อยหยุดเทคนิคในข้อที่ 7 ครับ เพราะถึงเวลานั้นคนจะมาขอคุณเป็นเพื่อนเองโดยธรรมชาติครับ

สรุป
เทคนิค เหล่านี้นันได้ลองด้วยตัวเองมาแล้วทั้งสิ้นนะครับ
ตั้งแต่เริ่มจาก 0 จนตอนนี้มีคน Follow นันมากมาย นันก็อยากให้เพื่อนๆทุกคนที่ได้ลองอ่านบทความนี้ของนัน ได้ลองนำไปปรับใช้กับตัว ธุรกิจที่เพื่อนๆกำลังทำดูครับ

10 กฎเหล็กสู่ความสำเร็จ ของ ปีเตอร์ ธีล (Peter Thiel) ผู้บุกเบิกตลาดออนไลน์รายแรกของโลกปัจจุบันคงไม่มีใครไม่รู้จัก Faceb...
04/02/2017

10 กฎเหล็กสู่ความสำเร็จ ของ ปีเตอร์ ธีล (Peter Thiel) ผู้บุกเบิกตลาดออนไลน์รายแรกของโลก

ปัจจุบันคงไม่มีใครไม่รู้จัก Facebook เว็บไซต์ประเภท Social Network หรือสังคมเครือข่ายที่โด่งดังและมีสมาชิกอยู่ทั่วทุกมุมโลก และหนึ่งในผู้ที่มีบทบาทสำคัญที่ทำให้ Facebook กลายเป็นตลาดออนไลน์ ก็คือ ปีเตอร์ ธีล (Peter Thiel) ผู้ร่วมก่อตั้ง PayPal บริษัทให้บริการชำระเงินออนไลน์

ปีเตอร์ ธีล (Peter Thiel) เป็นบุคคลที่ถูกจับตามองในฐานะผู้บุกเบิกตลาดออนไลน์ และการทำธุรกรรมทางการเงินบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตที่ประสบความสำเร็จ เขายังเป็นนักลงทุนคนแรกที่เป็นคนนอก เข้าร่วมลงทุนในบริษัท Facebook และ ธีล ยังได้ชื่อว่าเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ประสบความสำเร็จในธุรกิจตั้งแต่อายุยังน้อย ๆ

ปีเตอร์ ธีล เป็นนักเสรีนิยมหัวก้าวหน้าที่มีแนวคิดแปลกแตกต่างจากบุคคลอื่น ๆ ทั่วไป เช่น การร่วมลงทุนในบริษัท Facebook ตั้งแต่เริ่มเปิดตัว เพราะ ธีล เชื่อว่า Facebook จะช่วยให้มนุษย์สามารถสร้างชุมชนที่เกิดจากการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างกัน ไม่ใช่สังคมที่ทางรัฐชาติเป็นผู้กำหนดให้เกิดขึ้นมา

ต่อไปนี้ คือ 10 กฎเหล็กสู่ความสำเร็จของ ปีเตอร์ ธีล (Peter Thiel) นักธุรกิจผู้ประสบความสำเร็จด้วยการทำธุรกรรมทางการเงินบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตหรือผู้บุกเบิกตลาดออนไลน์รายแรกของโลก

10 กฎเหล็กสู่ความสำเร็จ ของ ปีเตอร์ ธีล (Peter Thiel)

1.ทุกคนมีความเป็นผู้ประกอบการ

ปีเตอร์ ธีล (Peter Thiel) มองว่าทุกคนมีความเป็นผู้ประกอบการอยู่ในตัวเองเสมอ มีความสามารถในการคิด การตัดสินใจถึงสิ่งที่ต้องการจะทำ และสามารถแยกแยะในสิ่งที่ไม่ควรทำ ธีล ยังบอกอีกว่า อย่าลืมว่าในตัวของเราทุกคนมีอิสระและเสรีภาพอย่างมาก ดังนั้นเราจึงสามารถทำสิ่งต่าง ๆ ในชีวิตของเราได้เสมอ ไม่ว่าที่ไหนหรือเวลาใดก็ได้ที่เราพร้อมจะทำมัน

2.ทำสิ่งที่ไม่เหมือนใคร

การกระทำใด ๆ โดยเฉพาะในวงการธุรกิจสิ่งสำคัญที่สุดก็คือ startup ด้วยการเริ่มต้นสร้างสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่ไม่เหมือนใครในโลกใบนี้ ปีเตอร์ ธีล กล่าวว่า…..

“ถ้าคุณอยากเป็นที่รู้จักติดอันดับต้น ๆ ในโลกใบนี้ คุณควรมีคำถาม ถามตัวเองและตอบคำถามตัวเองให้ได้เสมอว่า คุณกำลังทำอะไร และ ทำเพื่อใคร” Peter Thiel

3.จัดคนให้ถูกที่

สิ่งหนึ่งที่ ปีเตอร์ ธีล ทำเป็นประจำอยู่เสมอ คือการให้ความสนใจกับการจัดวางโครงสร้างตำแหน่งของธุรกิจ เราต้องแน่ใจว่า ได้จัดคนให้เหมาะสมกับงานในความรับผิดชอบ และความสามารถของแต่ละคนกับ การทำงานต้องมีความอย่างสอดคล้องกัน การจัดวางคนให้ถูกต้องตามตำแหน่งและตามความสามารถที่เขามี อาจทำให้บุคคลเหล่านั้นทำงานด้วยกันเป็นทีมอย่างสอดคล้องและเป็นธรรมชาติ

4.เป็นที่ 1 ในส่วนแบ่งการตลาด

ปีเตอร์ ธีล มีวิธีคิดตามสไตล์ของตนเองว่า ในบรรดาผู้เริ่มก่อตั้งธุรกิจหรือผู้ประกอบการรายย่อยทุกคนต้องมีเป้าหมายที่จะเป็นที่ 1 ในส่วนแบ่งการตลาด มีการวางแผนและมีเป้าหมายที่จะครอบครองส่วนแบ่งการตลาดในระยะยาว ธีล ยังยกตัวอย่างให้เห็นอีกว่า ในปี 2002 ของ search engine ของ Google ทิ้งห่างจาก Yahoo และ Microsoft เป็นจำนวนมาก ส่งผลให้เขาได้รับเงินจำนวนมหาศาล ใน 10 ปีให้หลัง

5.ไม่เป็นผู้ประกอบการตัวปลอม

ความหมายของ ปีเตอร์ ธีล ก็คือ จุดจบหรือความล้มเหลวของผู้ประกอบการส่วนใหญ่ เกิดจากการมีเป้าหมายตามสิ่งที่ตนเองอยากทำ หรือต้องการทำตามสิ่งที่อยากจะเป็น อยากจะรวย และอยากมีชื่อเสียง

แต่ทุกคนลืมไปว่า การเริ่มต้นธุรกิจนั้นมาจากปัญหาของคนส่วนใหญ่ที่แก้ไขไม่ได้และกำลังรอรับการแก้ไขอยู่ ผู้ประกอบการตัวจริงจะเน้นการทำธุรกิจที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้อื่นมากกว่าสนองต่อความต้องการของตนเองก่อนเป็นอันดับแรก

หากคิดถึงประโยชน์ส่วนตนก่อน ธีล มองว่าบุคคลเหล่านั้น คือผู้ประกอบการตัวปลอม

6.คุณค่าสำคัญกว่าชื่อเสียง

ปีเตอร์ ธีล มองว่า การสร้างคุณค่าให้กับตนเอง มีความสำคัญ คุณค่าของตัวตนนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญมากกว่าชื่อเสียงที่โด่งดัง ผู้ประกอบการที่ต้องการความสำเร็จเป็นที่ 1 ด้านการตลาด ควรหาแนวทางเพิ่มคุณค่าในตัวตนให้มากกว่าการมีชื่อเสียง

“ ผมมักจะแนะนำน้องๆที่เดินตามมาเสมอถึงสิ่งที่ควรทำ”

7.อย่ามองข้ามอะไรที่คิดว่ามีคุณค่า

ในการแข่งขัน ทุกคนมักจะทุ่มเท่อย่างเต็มที่เพื่อการแข่งขันนั้น แน่นอนว่ามันเป็นเรื่องที่ดี แต่บางครั้งเราก็หลงโฟกัสอะไรแคบ ๆ อยู่ในวงจำกัด หรือให้ความสำคัญเรื่องใดเรื่องหนึ่งเพียงอย่างเดียว จนมองข้ามผู้คนหรือมองข้ามโอกาสที่มีค่ายิ่งนั้นไป ดังนั้นจงอย่าละสายตามองข้ามสิ่งดี ๆ เหล่านี้ไปเด็ดขาด

8.อย่าตามเทรนด์ตามกระเพียงอย่างเดียว

ปีเตอร์ ธีล ให้แนวคิดในการลงทุนว่าไม่ควรยึดตามเทรนด์หรือตามกระแสเพียงอย่างเดียว แต่ต้องการให้มีวิสัยทัศน์ไกล คิดวิเคราะห์ถึงความมั่นคงและยังยื่นที่เกิดขึ้นได้ในระยะยาว…..

“สิ่งหนึ่งคุณจะต้องไม่ตัดสินใจอะไรเฉพาะเจาะจงในเทรนด์นั้นเพียงอย่างเดียว ผมลงทุนใน Facebook เพราะว่ามันเป็นแพลตฟอร์มที่แตกต่างจาก Social Media อื่นๆมากที่สุด”

9.ไม่ยึดติดกับอดีต

อย่ายึดติดอยู่กับอดีตอยู่กับเรื่องราวที่ผ่าน ไม่ว่าสิ่งนั้นจะล้มเหลวหรือประสบความสำเร็จ แต่จงทำวันนี้ไปตามบทบาทหน้าที่ให้ดีที่สุด เพราะหากว่าทีมปัจจุบันของเราเป็นส่วนหนึ่งของความล้มเหลว ต่อมาเมื่อมีโอกาสเริ่มต้นใหม่กับทีมอื่นๆที่แตกต่างออกไป ก็ไม่ได้มีใคร หรือมีอะไรมารับประกันว่า ทีมใหม่ของเราจะประสบความสำเร็จ ดังนั้นเมื่อทุกคนเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง ก็จงอย่ายึดติดกับอดีต

10.ตามหาสิ่งที่เรียกว่า “สูตรเด็ดหรือเคล็ดลับ”

ปีเตอร์ ธีล เชื่อว่า การทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จเป็นธุรกิจที่ยิ่งใหญ่ มักถูกสร้างมาจากความลับที่ซ่อนอยู่รอบ ๆ ตัว แต่พวกเขาได้พยายามคิดค้นและหาเคล็ดลับความสำเร็จนั้นจนเจอ ดังนั้นเมื่อต้องการความสำเร็จ ผู้ประกอบการต้องมีกลยุทธ์หรือที่เรียกว่า มีสูตรเด็ดเคล็ดลับเป็นของตัวเองเพื่อก้าวไปสู่ความสำเร็จ

บทสรุป

มุมมองหรือความคิดที่แตกต่าง ไม่ใช่เรื่องที่ผิดแปลก เพราะ ปีเตอร์ ธีล พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าสิ่งที่เขาคิด และสิ่งที่เขาทำนั้น นำไปสู่ความสำเร็จได้ เพียงแต่สิ่งที่คิดนั้นเป็นความคิดที่สร้างสรรค์ สามารถแสดง ออกมาในเชิงรูปธรรม เช่นเดียวกัน เมื่อต้องการประสบความสำเร็จ ก็ต้องคิดและทำตามแบบอย่างของคนสำเร็จ 10 กฎเหล็กสู่ความสำเร็จ ของ ปีเตอร์ ธีล ซึ่งมันก็คือ กฎเหล็กสู่ความสำเร็จของทุกคนได้เช่นกัน

5 วิธีสื่อสารธุรกิจให้ปัง สร้างความสำเร็จด้วยมือถือเครื่องเดียวเราอยู่ในยุคที่ทุกคนมีโอกาสจับเงินล้าน ยิ่งมีสมาร์ทโฟนมาก...
30/01/2017

5 วิธีสื่อสารธุรกิจให้ปัง สร้างความสำเร็จด้วยมือถือเครื่องเดียว

เราอยู่ในยุคที่ทุกคนมีโอกาสจับเงินล้าน ยิ่งมีสมาร์ทโฟนมากขึ้น เจ้าของธุรกิจก็ยิ่งมีโอกาสในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น ผ่านการทำตลาดที่เราเรียกกันว่า Mobile Marketing

ข้อมูลล่าสุดบอกว่า ประชากรไทยมี 70 ล้านคน แต่จำนวนมือถือที่ถูกใช้ในประเทศนี้คือ 82.78 ล้านเครื่อง และตัวเลขนี้จะสูงขึ้นเรื่อยๆ เมื่อบริษัทในจีนเริ่มทุ่มตลาดสมาร์ทโฟนระดับล่างมากขึ้น

ถ้าไม่อยากพลาดโอกาสร้างยอดขายจากเทรนด์ Mobile Marketing มาดูกันว่า 5 วิธีที่จะช่วยสื่อสารธุรกิจให้ประสบความสำเร็จด้วยมือถือเครื่องเดียว มีอะไรบ้าง

1. เลือกเครื่องมือให้ตรงกับโจทย์ของธุรกิจ

นี่คือโจทย์แรกๆ ที่เจ้าของธุรกิจจะต้องคิด เมื่อเริ่มโปรโมทธุรกิจด้วยตัวเอง เพราะมีโซเชียลมีเดียหลายๆ แบบให้เลือกใช้งานเพื่อสื่อสารธุรกิจ รวมทั้ง LINE@ ที่เริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในกลุ่มคนทำธุรกิจ

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าเจ้าของธุรกิจมีทางเลือกมากขึ้น แต่ก็ไม่จำเป็นต้องใช้ทั้งหมด เพราะแต่ละแพลตฟอร์มก็มีคาแรกเตอร์ และลักษณะของผู้ใช้งานที่แตกต่างกันออกไป

ในกรณีของ LINE@ จะเหมาะกับการเข้าถึงลูกค้าเป็นรายบุคคลเพื่อปิดการขาย หรือกระตุ้นยอดขายเมื่อมีสินค้าใหม่ เพราะข้อมูลล่าสุดจาก We are social บอกว่า 40% ของผู้ใช้สมาร์ทโฟนจะอยู่ที่หน้าจอของแอปแชทมากกว่าแพลตฟอร์มอื่นๆ

ดังนั้น ก่อนที่จะตัดสินใจเลือกใช้เครื่องมือใดๆ ก็ตามในการสื่อสารธุรกิจ ควรกลับไปดูที่โจทย์ทางการตลาดเป็นหลัก โดยเฉพาะกับธุรกิจในระยะเริ่มต้น เพราะช่วยให้ไม่ต้องเสียทั้งเงินและเวลาไปกับสิ่งที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้

2. ออกแบบคอนเทนต์ให้เป็นมิตรกับหน้าจอมือถือ

เมื่อการสื่อสารธุรกิจเป็นเรื่องง่ายที่ใครๆ ก็สามารถทำได้บนมือถือ ผลที่ตามมาก็คือ การแข่งขันในด้านคอนเทนต์ เพราะธุรกิจหลายๆ รายต่างพยายามช่วงชิงความสนใจของผู้คนบนพื้นที่สี่เหลี่ยมเล็กๆ ซึ่งก็คือหน้าจอสมาร์ทโฟน

ข้อมูลล่าสุดจาก Internet Bureau Advertising UK ยืนยันว่า มูลค่าการโฆษณาผ่านมือถือคิดเป็น 56% ของการโฆษณาในช่องทางดิจิทัลทั้งหมด นั่นคือเหตุผลที่ทำให้หน้าจอของเราถูกถล่มด้วยคอนเทนต์ในหลายๆ รูปแบบ

ที่สำคัญก็คือ การต่อสู้เพื่อช่วงชิงความสนใจบนหน้าจอสี่เหลี่ยมไม่ได้จำกัดเฉพาะคอนเทนต์จากธุรกิจคู่แข่งเท่านั้น ยังมี Notification ของแอปพลิเคชันอื่นๆ ที่จะโผล่มาดึงความสนใจของลูกค้าได้ตลอดเวลา

สิ่งที่เจ้าของธุรกิจต้องคิดก็คือ “ทำอย่างไรให้ผู้ชมหยุดนิ้วโป้งไว้ที่คอนเทนต์ของเรา”

นอกเหนือไปจากความโดดเด่นสะดุดตา คอนเทนต์ก็ควรจะสั้น กระชับ ได้ใจความ เหมาะสำหรับการอ่านหรือรับชมบนพื้นที่สี่เหลี่ยมเล็กๆ อย่างหน้าจอมือถือ และต้องสามารถสื่อสารไอเดียของธุรกิจได้จนจบ

ทุกวันนี้มีเครื่องมือช่วยสร้างคอนเทนต์ที่ตอบโจทย์ดังกล่าวให้เลือกใช้งาน ยกตัวอย่างเช่น ฟีเจอร์ Rich message ใน LINE@ ที่ถูกออกแบบมาเพื่อให้เจ้าของธุรกิจฝังลิงก์ลงไปในรูปสวยๆ แล้วส่งไปถึงลูกค้าบนหน้าจอแชท เพื่อให้พวกเขาสามารถติดตามต่อไปได้จนถึงปลายทางเพื่อสั่งซื้อสินค้า

การเลือกใช้ภาพประกอบที่น่าสนใจชวนคลิก การแบ่งวรรคตอนของบทความให้อ่านง่าย การใช้อีโมติคอนน่ารักๆ มาประกอบ รวมไปถึงการทำวิดีโอสั้นๆ ที่เล่าเรื่องน่าสนใจ สิ่งเหล่านี้ล้วนทำให้คอนเทนต์เป็นมิตรกับหน้าจอมือถือมากขึ้น และแน่นอนว่ามันคือโอกาสในการสร้างยอดขาย

3. “แชท” จุดเริ่มต้นของ Loyalty ในระยะยาว

เมื่อธุรกิจไม่ได้ต้องการแค่ยอดขาย แต่หวังไปถึงการสร้าง Loyalty เพื่อทำกำไรในระยะยาว สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อลูกค้าให้ความไว้วางใจ

เช่นเดียวกันกับที่งานวิจัยด้านการตลาดหลายๆ ชิ้นพูดตรงกันว่า คนรู้จัก เพื่อน และคนในครอบครัว มีอิทธิพลอย่างมากต่อการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าและบริการ เพราะคนเหล่านี้ “ไว้ใจได้” ในสายตาของลูกค้า

ปฏิเสธไม่ได้ว่า “มือถือ” คือตัวกลางที่ทำให้การสร้างความสัมพันธ์ฉันท์มิตรกับลูกค้าเป็นไปได้ง่ายขึ้น และนั่นคือหัวใจสำคัญของการตลาดผ่านมือถือ

การสื่อสารธุรกิจในยุคนี้จะต้องมีลักษณะ “ทุกที่ ทุกเวลา” เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคที่เกิดขึ้นได้ “ทุกที่ ทุกเวลา” ตราบใดที่พวกเขายังออนไลน์ได้ด้วยสมาร์ทโฟน

คำถามที่ตามมาคือ ธุรกิจจะสร้างความไว้วางใจได้อย่างไร? วิธีที่ดีที่สุดแบบไม่ต้องลองผิดลองถูกด้วยตัวเองก็คือ ศึกษาจากคนที่ประสบความสำเร็จแล้ว

คุณโอ๋ เจ้าของธุรกิจเจคิวปูม้านึ่ง Delivery () เคยให้สัมภาษณ์เอาไว้ว่า ความสัมพันธ์ระหว่างคนซื้อกับคนขายเป็นสิ่งที่เทคโนโลยีไม่สามารถทดแทนได้

ด้วยแนวคิดนี้ ทำให้แอดมิน LINE@ ทั้ง 19 คนของเจคิวปูม้านึ่ง Delivery ต้องเตรียมสแตนด์บายเสมอสำหรับการแชทกับลูกค้า เพราะจากประสบการณ์ของคุณโอ๋ เธอยืนยันว่า การเข้ามาสอบถามของลูกค้าผ่านหน้าจอแชท มีโอกาสกลายเป็นยอดขายถึง 80% หลังจากที่ยิงโปรโมชั่นผ่านการบรอดคาสต์บน LINE@

ธุรกิจที่น่าจะเห็นประโยชน์จากการแชทมากที่สุดน่าจะเป็นธุรกิจบริการ ขอยกตัวอย่าง “Lovely Satun Travel” () ธุรกิจการท่องเที่ยวที่สร้างความรู้สึกพิเศษให้กับลูกค้าผ่านการแชท ไม่ว่าจะเป็นการพูดคุยอย่างเป็นกันเองกับลูกค้าใหม่ และการย้อนไปอ่านแชทเก่าๆ เพื่อนำเสนอสิ่งที่ตรงกับความชอบของลูกค้าที่เคยใช้บริการกันมาแล้ว

ดังนั้น นอกจากเตรียมช่องทางให้ลูกค้าเข้าถึงธุรกิจได้ง่ายแล้ว ที่จะขาดไปไม่ได้เลยก็คือ “คน” เพราะจะเป็นด่านแรกที่สร้างความประทับใจให้กับลูกค้า และจะกลายเป็นความไว้วางใจที่ทำให้เกิดการซื้อซ้ำ

4. มีตัวตนบนโลกออนไลน์อยู่เสมอ

ธุรกิจที่จะเติบโตได้อย่างยั่งยืน ควรจะอยู่ในสายตาของลูกค้าอยู่เสมอ ไม่ใช่เฉพาะตอนที่ต้องการจะขาย เพราะหัวใจสำคัญคือ “ความสม่ำเสมอ”

จากพฤติกรรมของผู้คนในยุคดิจิทัล พวกเขาใช้เวลาบนหน้าจอมือถือมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะสิ่งที่น่าสนใจและตรงกับความต้องการอยู่ในนั้น นี่คือโอกาสที่ธุรกิจจะพาตัวเองเข้าไปอยู่ในสายตาของลูกค้า

เพราะความต้องการซื้อเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา การถูกเห็นบ่อยๆ จะทำให้ลูกค้านึกออกว่า “ใคร” เป็นคนขายสินค้าเหล่านั้นทันทีที่เกิดความต้องการซื้อ

อย่างที่รู้กันว่าโลกออนไลน์เต็มไปด้วยข้อมูลจำนวนมากจากธุรกิจ โดยที่ทุกธุรกิจมีเป้าหมายเดียวกัน นั่นคือเงินในกระเป๋าลูกค้าที่มีอยู่อย่างจำกัด ดังนั้น ธุรกิจที่ผ่านหูผ่านตาบ่อยๆ ก็จะได้เปรียบ ยิ่งลูกค้าเห็นบ่อย ก็จะยิ่งมีโอกาสทำยอดขายได้ง่ายขึ้น

วิธีที่ง่ายที่สุดก็คือ การโพสต์บนไทม์ไลน์อย่างสม่ำเสมอ โดยที่คอนเทนต์อาจจะเป็นเรื่องทั่วๆ ไปที่คนสนใจกันในขณะนั้น หรือเป็นคอนเทนต์ที่ช่วยสร้างสีสันให้กับไทม์ไลน์ เป้าหมายของการสื่อสารในลักษณะนี้ก็เพื่อให้กลุ่มเป้าหมายเข้ามามีส่วนร่วมกับธุรกิจในช่องทางดิจิทัล ซึ่งจะนำไปสู่การขายได้ในวันใดวันหนึ่ง

การสื่อสารธุรกิจในยุคดิจิทัลไม่จำเป็นต้องมี “ยอดขาย” เป็นเป้าหมายไปซะทุกครั้ง เพราะสิ่งที่ธุรกิจต้องมีเพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน คือ “ความคุ้นเคย” ที่จะเกิดจากการเห็นบ่อยๆ เข้ามามีปฏิสัมพันธ์ด้วยบ่อยๆ นั่นเอง

5. จบทุกขั้นตอนการขายให้ได้ในแอปเดียว

ความได้เปรียบของการตลาดผ่านมือถือก็คือ กระบวนการตั้งแต่ส่งโปรโมชั่นออกไปหาลูกค้า จนถึงรับคำสั่งซื้อ สามารถเกิดขึ้นได้บนหน้าจอสี่เหลี่ยมเล็กๆ ในมือทุกคน เรียกว่าจบทุกขั้นตอนด้วยมือถือเครื่องเดียว

ความต้องการของผู้บริโภคเกิดขึ้นได้ทุกที่ทุกเวลา แต่ก็อย่าลืมว่าเรายังมีช่องว่างระหว่างการเห็นสินค้า การตัดสินใจซื้อ การส่งคำสั่งซื้อ และการจ่ายเงิน ซึ่งช่องว่างตรงนี้เองที่ทำให้หลายๆ ธุรกิจพลาดโอกาสทำยอดขาย

ลองนึกดูว่ากว่าที่ลูกค้าหนึ่งคนต้องผ่านกระบวนการอะไรบ้างก่อนจะไปถึงขั้นตอนการตัดสินใจซื้อสินค้า และจ่ายเงิน

เริ่มตั้งแต่การเห็น รู้สึกสนใจ อยากได้ข้อมูลเพิ่มเติม และตัดสินใจซื้อ ซึ่งกระบวนการทั้งหมดนี้ล้วนเกิดขึ้นบนสื่อที่หลากหลาย ผสมผสานกันทั้งออนไลน์และออฟไลน์ ยิ่งมีช่องว่างมากก็ยิ่งมีโอกาสหลุดมาก

อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีของการทำการตลาดผ่านมือถือ มาถึงจุดที่เจ้าของธุรกิจสามารถจบทุกขั้นตอนด้วยแอปพลิเคชันเดียว เริ่มตั้งแต่ส่งโปรโมชั่นออกไปหาลูกค้า สร้าง Touchpoint ให้ลูกค้าเข้าถึงธุรกิจได้ง่ายขึ้น ไปจนถึงรับคำสั่งซื้อ

ยกตัวอย่างเช่น ธุรกิจที่ใช้ LINE@ สามารถยิงโปรโมชั่นออกไปหากลุ่มเป้าหมายด้วยการบรอดคาสต์บน LINE@ เมื่อพวกเขาสนใจก็แชทเข้ามาสอบถามได้ทันที และรับคำสั่งซื้อได้บนหน้าจอเดียวกัน

โอกาสที่ธุรกิจจะปิดยอดขายจากโปรโมชั่นในแต่ละครั้งก็มีมากขึ้น เพราะลูกค้าไม่จำเป็นต้องออกจากแอปพลิเคชันเลย ตั้งแต่ต้นจนจบกระบวนการสั่งซื้อ รวมถึงแจ้งการชำระเงินด้วย

หรือพูดในอีกทางหนึ่งก็คือ ธุรกิจควรสื่อสารกับลูกค้าในช่องทางที่พร้อมสำหรับการตัดสินใจซื้อ และรับคำสั่งซื้อ เพื่อลดความเสี่ยงที่จะเสียโอกาสในการขายนั่นเอง

สำหรับใครก็ตามที่กำลังจะเริ่มต้นทำธุรกิจ หรือเริ่มไปแล้ว สามารถนำทั้ง 5 ข้อนี้ไปใช้เป็นแนวทางในการสื่อสารธุรกิจได้ เพราะสามารถทำตามได้ง่ายๆ แค่มีไอเดียกับมือถือเครื่องเดียว

ที่อยู่

14/2 ม. 4 ต. บางแก้ว อ. ละอุ่น
Ranong
85130

เบอร์โทรศัพท์

+66961246299

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ โรงเรียนสอนทำธุรกิจออนไลน์ BY เอกชัย จิตรมังกรผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์