DooBody ฟรี VDO สอนทำกายภาพด้วยตนเองที่บ้าน

DooBody ฟรี VDO สอนทำกายภาพด้วยตนเองที่บ้าน แหล่งรวม VDO และบทความการทำกายภาพด้ว?

09/07/2026

บทเรียนจากคนไข้ 007
ตอน : เดินตัวเบี้ยว เพราะกลัวเจ็บขา
จากคลิปที่เพื่อนๆเห็นกันอยู่นั้น เป็นหนึ่งในท่าฝึกการทรงตัว และเป็นการกระตุ้นให้กล้ามเนื้อก้น สะโพกข้างขวาทำงาน เนื่องจากคนไข้มีปัญหาข้อสะโพกขวาติดจากโรค synovial chondromatosis
เลยทำให้ขยับข้อสะโพกไม่สะดวก ข้อต่อมันติดๆขัดๆไปหมด จนก้าวขายาวๆไม่ได้ ยกขาขึ้นบันไดสูงๆไม่ได้ นั่งขัดสมาธิไม่ได้ ปวดก้น ตึงขาหนีบเกือบตลอดเวลา พอลุกขึ้นยืนก็ต้องสะบัดขาขวาก่อน เพื่อคลายความตึงถึงจะเริ่มเดินได้ แล้วพอเริ่มเดิน ก็ต้องคอยเกร็งหลังไว้ตลอดเวลาอีกจนปวดหลังตามมา
วิธีการรักษาก็ทำได้แค่ คลายกล้ามเนื้อสะโพก ยืดหลัง นวดขา (แต่ไม่ดัดข้อให้นะ เพราะด้วยโรคนี้ไม่สามารถดัดได้ ถ้าฝืนดัดไปข้อสะโพกอาจหักได้) หลังการรักษาไปหลายต่อหลายครั้ง อาการปวดตึงลดลงมาก กดตรงไหน จิ้มตรงไหนก็ไม่ปวดแล้ว แต่พอให้ลุกขึ้นยืนแล้วเดินใหม่ ก็ยังติดเดินตัวเบี้ยวอยู่เหมือนเดิม เป๊ะ!
เพื่อแก้ท่าเดินตัวเบี้ยว ผมทดสอบให้คนไข้เดินหน้ากระจก แบบเดินช้า ช้า เหมือนเดินจงกลมแบบนั้นเลย เดินแบบ ขวาย่างหนอออออ ซ้ายย่างหนอออออ แบบนั้นเลย พอให้เดินแบบนี้โดยจับความรู้สึกที่ส้นเท้าแตะพื้นก่อนที่จะลงนํ้าหนักขา ปรากฏว่า คนไข้เดินตัวตรงได้ซะงั้น เดินได้แทบจะเหมือนคนปกติที่ขาไม่เป็นอะไรเลย
พอเป็นแบบนี้ก็แสดงว่า การเดินตัวเบี้ยวที่เห็นนั้น ไม่ได้เกิดจากความปวดอะไรแล้ว แต่เกิดจากความกลัวการลงนำหนักขาข้างที่เป็นโรค นั่นคือข้างขวา เพราะก่อนหน้านี้ ทุกครั้งที่เดินลงนำหนักขาขวาจะมีอาการปวดร่วมด้วย เลยเลี่ยงการใช้ขาขวาไปเลย ต่อให้ตอนนี้จะรักษาจนอาการปวดหายไปแล้วก็ตาม คนไข้ก็ยังมีความเคยชินที่จะพยายามเลี่ยงการลงนำหนักขาขวา จนกลายเป็นนิสัยไปแล้ว
ดังนั้น รูปแบบการฝึกของคนไข้รายนี้จึงเน้นไปที่การสร้างความเคยชินให้ลงนํ้าหนักขาขวาให้มากๆ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแล้วตอกยํ้ากับตัวเองบ่อยๆว่า เราเดินได้นะ ขาขวาเราใช้งานได้เป็นปกติดี ทิ้งนํ้าหนักลงขาขวาได้เต็มที่เลย สบายใจได้
จนปัจจุบันนี้คนไข้เดินลงนํ้าหนักขาขวาได้สบาย เดินได้คล่องขึ้น เดินเร็วขึ้น และเดินได้ไกลโดยที่แทบไม่มีอาการปวดคอบรบกวนแล้ว อย่างล่าสุดคนไข้ก็ไปเที่ยวญี่ปุ่น เดินเป็นหมื่นก้าวได้โดยไม่ต้องใช้ไม้เท้าช่วยเลย
แต่กว่าจะฝึกกันได้ผลลัพท์ขนาดนี้ได้ก็ใช้เวลาไม่ตำกว่า 6 เดือนเลยนะ เพราะการปรับแก้ความเคยชินเก่าๆ และความกลัวการใช้ร่างกาย (kinesiophobia) ที่ฝังลึกนั้น ต้องใช้เวลาและกำลังใจจากคนรอบตัวที่สูงมากกกกกก
แล้วสำหรับท่านี้ เพื่อนๆที่มีอาการปวดขา ปวดเข่า หรือเคยผ่าตัดที่ขามาแล้วยังติดเดินเป๋ๆ เดินตัวเอียง การทรงตัวไม่ดี หรือยังแหยงๆกับขาตัวเองอยู่ เอาท่านี้ไปฝึกได้เลยนะครับ จะทำให้เราเดินตัวตรงขึ้น ทรงตัวดีขึ้น และล้มยากขึ้นด้วย แม้กระทั่งผู้สูงอายุก็ฝึกได้

07/07/2026

บทเรียนจากคนไข้ 006
ตอน : ปวดเข่า ที่ไม่ใช่เข่าเสื่อมนะ
ผู้หญิงคนหนึ่งเดินเข้ามาในคลินิกด้วยอาการปวดเข่าซ้าย งอเข่าไม่ได้ รู้สึกขาแข็ง ก้าวขาลำบาก เหมือนมีคนเอาเชือกมารัดขาไว้ตลอดเวลา แล้วถ้ามองจากรูปร่างที่มีนํ้าหนักเกินด้วยแล้ว ก็อดคิดไม่ได้ว่าคงเกิดจากข้อเข่าเสื่อมแน่ๆ
ผมเช็คร่างกายคนไข้ โดยบอกให้นั่งยองๆ คนไข้ก็บอกทันทีว่า ปวดเข่า พอให้ก้มมือแตะเท้า ก็บอกตึงหลัง ทดสอบให้ยืนขาเดียวก็จะล้ม ร่างกายดูตึงไปหมดทั้งตัว
พอเจอแบบนี้ก็พอจะเดาได้เลยว่า ต้นเหตุคงไม่ได้อยู่ที่เข่าจุดเดียวแน่ๆ แต่น่าจะเกิดจากการตึงรั้งกันของกล้ามเนื้อหลาดมัดร่วมกัน ไล่ตั้งแต่หลังล่างลงไปถึง สะโพกซ้าย ต้นขาซ้าย และน่องซ้าย เชื่อมโยงกันหมด ตามแนว posterior chain
พอคิดได้ดังนั้น ผมก็กดกล้ามเนื้อตั้งแต่หลังล่าง ไล่ลงไปเป็นทางยาวจนถึงน่อง ซึ่งคนไข้ก็ร้อง “โอ้ยยยยย” ทุกครั้งที่ผมกดนิ้วลงไป จนคนไข้หันมาถามเลยว่า หมอกดแรงไปรึเปล่า? ผมเลยพิสูจน์โดยการกดที่ร่างกายซีกขวาโดยใช้แรงกดเท่ากัน ปรากฎว่า ซีกขวาทั้งซีกกดลงไปตรงไหนก็ไม่รู้สึกอะไรเลย กลับรู้สึกสบายด้วยซํ้าไป
การที่กดลงไปเบาๆ แต่กลับปวดมากขนาดนี้ เป็นสิ่งยืนยันได้อย่างหนึ่งว่า กล้ามเนื้อมีการเกร็งตัวค้างอยู่ แล้วมีสารอักเสบคั่งค้างอยู่ในบริเวณกล้ามเนื้อแถวนั้น ร่วมกับเส้นประสาทมีความไวต่อการรับความรู้สึกมาก ผมเลยจัดการรักษา โดยใช้เทคนิคการนวดไล่ 3 ระดับให้ทันที นั่นคือ
ระดับที่ 1 คือ นวดเบาๆ แบบ superficial massage เพื่อกระตุ้นการไหลเวียนเลือด ให้ไล่สารอักเสบออกไปจากกล้ามเนื้อตรงตำแหน่งที่ปวด แล้วทำให้พังผืดรอบๆกล้ามเนื้อคลายตัวลง เส้นประสาทรอบๆก็ลดความไวต่อการเจ็บปวดลง
ระดับที่ 2 คือ นวดลึก หรือ deep massage ซึ่งจะเป็นการคลายปมกล้ามเนื้อที่รัดกันแน่นให้คลายตัวออก มีผลทำให้ข้อต่อรอบๆกล้ามเนื้อที่ตึงอยู่ขยับได้เต็มองศามากขึ้น ตึงน้อยลง นั่นหมายถึง คนไข้จะเข่าตึงน้อยลง แล้วนั่งยองๆได้ง่ายมากขึ้นนั่นเอง (ในคลิปที่ผมใช้นิ้วกดรอบๆเข่าคนไข้ คือ ใช้เทคนิคนี้อยู่)
ระดับที่ 3 คือ กดเฉพาะจุด แบบ deep friction ซึ่งการกดแบบนี้จะไล่กดเฉพาะจุดที่ยังเหลือความตึงอยู่ เพื่อให้ปมกล้ามเนื้อที่อยู่ลึกๆมันคลายออก ไม่ได้รีดไปทั่วทั้งตัวเหมือนก่อนหน้าแล้ว
หลังจากนวดจนร่างกายซีกซ้ายคลายตัวดีแล้ว ก็ถึงเวลาทดสอบให้คนไข้นั่งยองๆใหม่ ซึ่งผมก็ไม่ได้คาดหวังอะไรว่าการทำแค่นี้จะเห็นความแตกต่างได้ชัดเจน แต่พอบอกให้นั่งลงไปเท่านั้นแหละ คนไข้นั่งจุ่มตัวลงไปเหมือนตัวเองไม่เคยเป็นอะไรซะงั้น ผมถึงกับร้อง “โอ้” ขึ้นมาทันที ทำไมหายไวขนาดนี้ได้ละเนี่ย
โดยปกติแล้ว การนั่งยองๆ หรือ deep squat นั้น เป็นทั้งท่าออกกำลังกาย และเป็นทั้งท่าตรวจร่างกายไปพร้อมๆกัน ซึ่งทำให้เราเห็นภาพรวมของร่างกายว่า ข้อต่อไหนที่ยังติด กล้ามเนื้อไหนที่ยังตึง หรือกล้ามเนื้อมัดไหนยังอ่อนแรงอยู่ แล้วสามารถประเมินต่อได้ว่า จะแก้ส่วนไหน หรือจะให้ออกกำลังกายท่าไหนต่อดีนั่นเอง
ซึ่งท่าออกกำลังกายที่ผมให้ไปมีแค่ 1 ท่าเท่านั้น นั่นคือ ท่ายกก้น (glute bridge) เพราะต้องการสร้างกล้ามเนื้อก้น และสะโพกซ้ายให้แข็งแรง ซึ่งกล้ามเนื้อส่วนนี้เป็นกลุ่มหลักที่ช่วยพยุงหลัง และข้อเข่าของเราขณะยืน เดิน ถ้ามัดนี้แข็งแรงดี โอกาสที่จะปวดเข่าซํ้าสองก็ลดลง
แล้วท่านี้ผมมองว่าเหมาะกับคนไข้รายนี้มาก เพราะทำได้ง่าย ไม่ฝืนมาก เหมาะกับผู้เริ่มต้นที่ไม่ได้ชอบการออกกำลังกาย แต่จำเป็นต้องออก เพื่อแก้อาการนั่นเอง
บทเรียนจากคนไข้คนนี้สอนให้รู้ว่า บางทีอาการปวดเข่าที่เกิดขึ้นอาจไม่ได้มาจากโรคข้อเข่าเสื่อมเสมอไป แต่อาจเกิดจากการตึงรั้งของกล้ามเนื้อหลายๆส่วนรวมกัน โดยเฉพาะน่อง และสะโพก จนทำให้ปวดเข่าได้ ทั้งๆที่ข้อเข่าก็ยังปกติดี

บทเรียนจากคนไข้ 005 ตอน : ใบสั่งยาที่ดี คือใบลาออกช่วงเวลาตอนเย็นใกล้จะปิดคลินิก จู่ๆมีสายโทรศัพท์เข้ามาหา พอหยิบมือถือข...
06/07/2026

บทเรียนจากคนไข้ 005
ตอน : ใบสั่งยาที่ดี คือใบลาออก
ช่วงเวลาตอนเย็นใกล้จะปิดคลินิก จู่ๆมีสายโทรศัพท์เข้ามาหา พอหยิบมือถือขึ้นมาดู อ๋อ! ไม่ใช่ใครอื่น เป็นคนไข้เก่าที่คุ้นเคยกันดี โทรมาเพื่อนัดเข้ามาตรวจร่างกายเย็นนี้ ผมเลยตอบกลับไปว่า “เข้ามาได้เลย”
ไม่นานหลังจากนั้น ผู้หญิงคนหนึ่งก็เดินเข้ามาด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม นั่นคือ คนไข้ที่โทรมานัดนั่นเอง ซึ่งทำงานเป็นตัวแทนขายวัสดุก่อสร้าง อายุประมาณ 30 ปลายๆ ยังไม่ทันจะถามว่าอาการเป็นยังไงบ้าง คนไข้ก็รีบพูดสวนขึ้นมาก่อนเลยว่า
“พี่ๆ อาการปวดคอ ปวดหลัง แล้วสะดุ้งตื่นตอนกลางดึกบ่อยๆตอนนี้หายสนิทแล้วนะ”
ยังไม่ทันจะถามต่อว่า หายได้ยังไง ไปทำอะไรมาแล้วหายปวด คนไข้ก็รีบพูดต่อทันทีว่า
“ทันทีที่หนูลาออกจากที่ทำงานเก่า แล้วไปทำงานบริษัทใหม่ได้ประมาณเดือนนึง จู่ๆอาการปวดมันหายไปเองเลยพี่ หายแบบหายสนิทเลย วันนี้ที่มาก็อยากให้พี่ช่วยตรวจร่างกายหน่อยว่า หนูหายจริงๆ หรือหนูหลอนไปเอง”
ผมก็คิดว่า คงต้องตรวจเจออะไรสักอย่างแน่ๆ เห็นแบบนี้มาหลายรายแล้ว บอกว่าไม่เป็นไร ไม่เป็นไร พอตรวจเสร็จทีไร เป็นอะไรๆเต็มไปหมด ผมจัดการตรวจร่างกาย วัดกำลังกล้ามเนื้อ คลำหาจุดกดเจ็บต่างๆ ตรวจเช็คในสิ่งที่ควรตรวจไปจนหมด แล้วสุดท้ายสิ่งที่ผมพบก็คือ...ไม่เจออะไรเลย!?
คนไข้ไม่ปวด ไม่เจ็บ ไม่เป็นอะไรทั้งสิ้น ทั้งที่ก่อนหน้านี้ คนไข้เคยคอแข็งตึงจนหันไปซ้ายไม่ได้ ตอนนี้หันได้สบาย เวลากดบ่า กดคอในจุดที่เคยปวดมากๆ ตอนนี้กลับรู้สึกสบายแทน พอวัดกำลังกล้ามเนื้อแขน ไหล่ สะบัก ปรากฎว่ากำลังกล้ามเนื้อมีแรงมากขึ้น ทั้งๆที่ไม่ได้ออกกำลังกายอะไรเลย
ผมถึงกับงง ทำไมอาการดูดีขึ้นไวขนาดนี้ ทั้งๆที่ใช้ชีวิตเหมือนเดิมทุกประการ ตื่นเวลาเดิม กินไม่เป็นเวลาเหมือนเดิม ขับรถเยอะเหมือนเดิม ทำงานหนักเหมือนเดิม มีสิ่งเดียวที่ไม่เหมือนเดิมคือ 'ได้ที่ทำงานใหม่'
ทำไมการได้ที่ทำงานใหม่ถึงทำให้ จากเดิมที่เป็นคนคอตึงมากจนหันมองกระจกข้างแทบไม่ได้ ปวดคอมากจนนอนหมอนใบไหนก็ไม่สบาย ปวดหลังจนขับรถได้ไม่เกิน 30 นาทีก็ต้องลงรถ แล้วที่รบกวนชีวิตมากที่สุดคือ นอนหลับไม่สนิท สะดุ้งตื่นกลางดึกบ่อยมาก พอจะนอนต่อก็หลับไม่ลงอีก
หลังตรวจร่างกายเสร็จ ผมก็สรุปให้คนไข้ฟังว่า ร่างกายแข็งแรงดี ไม่ได้หลอนไปเอง แต่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมอาการเราถึงดีขึ้นได้ ผมเลยถามคนไข้ไปตรงๆเลยว่า
“คิดว่าอะไรถึงทำให้อาการปวดที่เป็นอยู่หายได้ไวขนาดนี้?”
คนไข้ตอบอย่างไม่ลังเลเลยว่า “เพราะได้ที่ทำงานใหม่แน่ๆเลยพี่”
พอพูดแบบนี้มา ผมนี่แทบจะเอาหูไปจ่อคอหอยเลย
“คืองี้นะพี่ บรรยากาศในที่ทำงานใหม่เหมือนตลกคาเฟ่เลย พี่ๆเค้ายิงมุกกันจนหนูหัวเราะ กร๊ากๆๆ ตลอดเวลาที่อยู่ในแผนกเลย แล้วที่ทำงานใหม่ก็ทำงานกันเป็นระบบมาก แบ่งหน้าที่กันชัดเจนดี คนในแผนกคอยช่วยเหลือกันตลอด สินค้าบริษัทก็มีชื่อเสียงดีอยู่แล้ว เลยขายง่ายมาก แล้วที่สำคัญนะ รายได้ดีมากเลยพี่ ยิ่งหนูขยันมากก็ยิ่งมีรายได้มากตาม หนูแฮปปี้สุดๆ”
“อ้าว แล้วที่ทำงานเก่าบรรยากาศไม่ได้เป็นแบบนี้หรอ?” ผมถามกลับด้วยความสงสัย
“โอ๊ยยยยยยย ต่างกันราวฟ้ากับเหวเลยพี่ ต่างกันม๊ากมาก คืออย่างนี้นะ ที่ทำงานเก่าเค้าไม่มีการวางระบบการทำงานที่ชัดเจน ทุกอย่างมันดูมั่วไปหมด”
“อย่างหนูเป็นเซลล์ขายสินค้า เวลาสินค้ามีปัญหาอะไรหนูโดนลูกค้าด่าเป็นด่านแรกเลย บางทีโดนลูกค้าโทรมาว่ากันติดต่อกันหลายๆสาย จนหนูนอนไม่หลับ หลอนเสียงโทรศัพท์ แค่มีเสียง ติ๊ง ดังขึ้นมาหนูก็สะดุ้งจนใจสั่นไปหมดแล้ว”
“สินค้าในที่ทำงานเก่า เค้าก็ไม่ปรับตามยุคสมัย คนไม่อยากซื้อ ราคาก็แพง แล้วคุณภาพก็ห่วยกว่า พอหนูไปเสนอสินค้าที่ไหนก็โดนปฏิเสธหมด หนูก็ทำยอดไม่ได้ พอยอดไม่ถึง เงินก็ไม่ได้ แถมโดนหัวหน้าด่าอีก เจอแบบนี้หนูก็ทำอะไรไม่ได้เลย เพราะคุณภาพสินค้ามันไม่ได้จริงๆ”
คนไข้เงียบไปแป๊ปนึง แล้วก็เล่าต่อ
“ช่วงนั้นนะ หนูโดนด่าแทบทู๊กกกกกกวัน จนปวดทั่วทั้งตัว แล้วพอมารักษากับพี่ก็อาการดีขึ้นนะ แต่พอกลับไปทำงานมีสายโทรศัพท์เข้ามาเท่านั้นแหละ อาการปวดคอ ปวดหลังกลับมาเป็นใหม่หมดเลย ช่วงนั้นหนูเครียดมาก เครียดมากจริงๆ”
หลังจากฟังคนไข้สาธยายความเครียดจากการทำงานไปร่วมๆชั่วโมง ทำให้ผมนึกถึงหลัก pain neuroscience เลย เพราะโดยปกติแล้วสมองคนเราไม่สามารถแยกแยะภัยคุกคามที่อันตรายจริงๆอย่าง “หมาวิ่งไล่กัด” กับภัยคุกคามทางจิตใจอย่าง “ลูกค้าโทรมาด่า” ได้เลย สมองมันเข้าใจแบบเหมารวมทั้งหมดว่านี่คือ 'ภัยอันตรายทั้งหมด'
แล้วเมื่อสมองรู้สึกว่า ชีวิตกำลังถูกคุกคาม ระบบประสาทก็ตื่นตัวขึ้นมา กล้ามเนื้อทั่วทั้งร่างกายก็เกร็งตัวตอบรับทันที ซึ่งโดยปกติเมื่อภัยคุกคามหายไป การเกร็งกล้ามเนื้ออัตโนมัติก็หายได้เอง
แต่นั่นไม่ใช่กับคนไข้รายนี้ ที่ภัยคุกคามมาในรูปแบบของลูกค้าโทรมาด่าแทบทั้งวัน และไลน์มาตามงานอีกตลอดทั้งคืน พอเจอแบบนี้เข้า ก็ไม่ต่างจากการเปิดสวิตช์เตือนภัยค้างตลอดเวลา 24 ช.ม. จนกล้ามเนื้อเกร็งค้าง ระบบประสาทก็สงบไม่ได้ จึงทำให้นอนไม่หลับ สะดุ้งตื่นตลอดคืนนั่นเอง
ซึ่งในปัจจุบันนี้ คนไข้คนนี้ยังนัดเจอกันอยู่ ปีละครั้ง มาติดต่อกัน 4 ปีแล้ว หลักๆแค่มาตรวจร่างกาย แล้วอัปเดตชีวิตให้ฟังเท่านั้น จากที่เจอกันล่าสุดคนไข้บอกเองเลยว่า
“ตอนนี้ชีวิตหนูดีมาก นอนหลับดี สุขภาพดี การงานมั่นคง รายได้ดี แล้วที่สำคัญ หนูไม่ปวดอะไรหนักๆแบบนั้นอีกแล้ว แฮปปี้มากๆเลยพี่” ^^
บทเรียนจากคนไข้คนนี้ คือ ยาที่ดีที่สุดสำหรับคนไข้รายนี้ ไม่ใช่การยืดเหยียดกล้ามเนื้อ ไม่ใช่การออกกำลังกาย ไม่ใช่ยาแก้เครียด และไม่ใช่การนวด แต่คือการหลุดออกจากสภาพแวดล้อมที่กำลังทำร้ายเราทุกวัน
เพียงเท่านี้ ระบบประสาทก็เข้าสู่ภาวะปกติ กล้ามเนื้อก็ผ่อนคลาย อาการ 'ปวด' ทั่วทั้งร่างกายก็หายได้เอง โดยที่ผมแค่นั่งฟังเฉย เฉย

บทเรียนจากคนไข้ 004ตอน : พระท่าน...ออกกำลังกายยังไงบ้างครับ?ในบ่ายวันหนึ่งมีพระเข้ามาให้ผมรักษาอาการปวดหัว ปวดคอจากไมเกร...
04/07/2026

บทเรียนจากคนไข้ 004
ตอน : พระท่าน...ออกกำลังกายยังไงบ้างครับ?
ในบ่ายวันหนึ่งมีพระเข้ามาให้ผมรักษาอาการปวดหัว ปวดคอจากไมเกรน ผมก็จัดการซักประวัติ ตรวจร่างกายไปตามปกติ สิ่งที่พบก็เป็นเรื่องที่พอจะเดาได้แล้วว่าต้องเจออะไรนั่นคือ กล้ามเนื้อคอ บ่า ไหล่ สะบัก หลัง และ core body อ่อนแรง ส่วนกล้ามเนื้อขา น่องแข็งแรงดี ซึ่งเป็นลักษณะเด่นของพระในเมืองเลยล่ะ
แล้วเท่าที่ทราบมา ชีวิตของพระในเมืองแทบไม่ต่างอะไรจากมนุษย์ออฟฟิศเลย คือ นั่งนานมาก นั่งทำงานตั้งแต่เช้าจรดเย็น ไม่ค่อยขยับ ไม่เคลื่อนไหว มีพฤติกรรมเนือยนิ่งเป็นเวลานาน จนกล้ามเนื้อส่วนที่ไม่ค่อยได้ใช้งานก็ฝ่อลง อ่อนแอลง แล้วความเจ็บป่วยก็วิ่งตามหาจนเจอในที่สุด อย่างพระท่านนี้ก็ไม่ต่างกัน
ผมก็ถามท่านไปว่า มีอาการปวดคอ ไมเกรนแบบนี้มานานแค่ไหนแล้ว? ท่านก็ตอบกลับมาว่า
"เป็นมาตั้งแต่อายุ 16 ปีแล้ว เป็นๆหายๆ ถ้าได้นอนพักก็จะดีขึ้น แต่ช่วง 2-3 เดือนมานี้ นอนนานแค่ไหนก็ไม่หายแล้ว ปวดตุบๆที่หัวทั้งวันทั้งคืนเลย บางวันปวดจนลุกเดินไม่ได้ก็มี ทรมานมาก"
"แล้วปกติท่านออกกำลังกายอะไรบ้างไหมครับ?" อันนี้เป็นคำถามที่ผมชอบถามคนไข้ใหม่ทุกคนที่มา แล้วพอเจอพระก็ยังเผลอหลุดปากถามไปตามความเคยชิน ทั้งๆที่รู้ทั้งรู้ว่า พระไปฟิตเนส ไม่ด้ายยยยยยย
แต่คำตอบของท่านกลับทำให้ผมเซอร์ไพรส์กว่า "อ๋อ ออกสิ แต่ก่อนอาตมาออกกำลังกายเกือบทุกวันเลยนะ"
"หือ ท่านออกกำลังยังไงครับ?" ผมชักสงสัย
"อาตมาออกกำลังกายโดยการวิ่งน่ะ!?"
"โห ท่านเป็นพระนะ วิ่งออกกำลังกายได้ด้วยหรอครับ" ผมโพร่งถามไปด้วยความตกใจ
"ใช่ๆ อาตมาต้องคอยวิ่งไล่จับเณรที่ชอบแอบไปเที่ยวเล่นในป่าข้างวัด บางทีก็แอบเอามาม่ามาต้มกินในป่าตอนกลางคืนนั่นแหละ พอเณรพวกนี้เห็นอาตมาเข้า มันก็โยนบาตรที่เอาไว้ต้มมาม่าทิ้ง แล้ววิ่งหนีแตกกันไปคนละทิศคนละทาง พร้อมส่งเสียงเอะอะโวยวายกันลั่นป่า อาตมาก็ต้องรีบวิ่งไล่จับ ไม่งั้นเดี๋ยวเณรวิ่งถลํ่าเข้าป่าลึกจนหลงป่ากันได้ง่ายๆ กว่าจะจับกันได้ครบ ก็เหนื่อยซะจนเหมือนไปวิ่งแข่ง 4x100 เลยล่ะโยม"
"แล้ววันไหนที่อากาศร้อนนะ เจ้าเณรน้อยพวกนี้ก็จะย่องไปคลองข้างวัด ถ้าไม่เห็นใครมันก็จะกระโดดตีลังกาลงคลองกัน ส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวเหมือนลิงแย่งกล้วย แล้วพออาตมาไปดู เจ้าเณรพวกนี้ก็ส่งเสียงเอะอะเหมือนเห็นผี รีบว่ายขึ้นฝั่งกัน พวกที่ขึ้นไม่ทัน มันก็ว่ายนํ้าหนีไปอีกฝั่ง อาตมาเห็นก็กลัวมันจะจมนํ้า ก็ต้องกระโดดลงไปคว้าตัวเณรที่ว่ายนํ้าอยู่ให้ขึ้นมา ขืนปล่อยให้ว่ายนํ้าหนีไปแบบนั้น เดี๋ยวจะหมดแรงจนจมนํ้าได้"
"ช่วงที่อาตมาอยู่วัดสาขาตามต่างจังหวัด อาตมามีสุขภาพดีมากเลยนะ ไม่ปวดหัว ไม่ปวดตัวอะไรเลย คงเป็นเพราะอาตมาต้องวิ่ง ต้องว่ายนํ้าจับเณรแบบนี้เกือบทุกวันเนี่ยแหละ แล้วอยู่วัดต่างจังหวัดมีงานก่อสร้างก็เยอะ ต้องคอยแบกไม้ แบกปูนอยู่บ่อยๆ จนกระทั่งย้ายมาอยู่วัดในเมือง ช่วยทำงานเอกสารในวัดเนี่ยแหละ อาการปวดหัวไมเกรนมันก็เริ่มกลับมา แล้วหนักขึ้นเรื่อยๆจนถึงปัจจุบันนี้เลย คงเพราะมัวแต่นั่งทั้งวันแน่ๆ"
หลังจากฟังที่ท่านเล่า ผมก็ทั้งขำ ทั้งสงสารพระ ที่ต้องออกกำลังกายโดยการวิ่งไล่จับเณร จนร่างกายแข็งแรงขึ้นเองโดยไม่รู้ตัว แล้วจากอาการปวดที่ท่านเป็นก็ไม่ได้ซับซ้อนอะไร
ถ้าได้ออกกำลังกายอย่างต่อเนื่องอาการก็มีโอกาสดีขึ้นได้ไม่ยาก ก่อนอื่นผมให้การรักษาโดยการทำ deep massage และใช้นิ้วค่อยๆกดไล่ไปตามบ่า ก้านคอ และท้ายทอย เพื่อคลายก้อน trigger point ซึ่งทั้ง 3 จุดนี้มีส่วนสำคัญที่ทำให้ปวดไมเกรนอย่างที่ท่านเป็นอยู่ได้
ระหว่างที่นวดอยู่นั้น ผมก็แปลกใจในอากัปกิริยาของท่านที่ดูนิ่งมาก ทั้งๆที่เวลากดนวดจนโดนก้อน trigger point จะปวดมาก ปวดจนคนไข้คนอื่นๆต่างก็ร้องโอ๊ย อ๊าย จนแทบจะดิ้นตกเตียงกันเป็นแถว
ส่วนพระท่านเฉยตลอด กดแรงแค่ไหนก็ เฉ๊ย ไม่แสดงออกทั้งสีหน้า และนํ้าเสียงใดๆทั้งสิ้น จนผมต้องถามท่านว่า
"ท่านครับ เวลาผมกดลงไป ปวดไหมครับ?"
"โห โยม ปวดจนหัวแทบระเบิดเลยละโยม เห็นนิ่งๆไม่ใช่ไม่รู้สึกนะ" O.o
หลังการรักษาเสร็จสิ้น อาการปวดที่เป็นอยู่ก็ดีขึ้นกว่า 80% หันคอ ขยับตัวไปมาได้คล่องขึ้น จากนั้น ผมจึงให้การบ้านไปฝึกให้กล้ามเนื้อแข็งแรง แต่จะให้พระไปเข้าฟิตเนสมันก็คงดูแปลกๆ แล้วจะให้ไปวิ่งจับเณรอีกก็ไม่มีเณรให้วิ่งไล่ >

03/07/2026

บทเรียนจากคนไข้ 003
ตอน : เถียงกับหลาน จนอาการกำเริ่บ

มีผู้หญิงคนหนึ่งมาเดินเข้ามาในคลินิกตามเวลานัดหมาย ถ้ามองจากรูปร่างภายนอกแล้วละก็ เชื่อว่าเพื่อนๆไม่มีทางดูออกเลยว่าผู้หญิงคนนี้จะมีความเจ็บป่วยอะไรสักอย่างแน่ๆ เพราะบุคลิกท่าทางดูคล่องแคล่วว่องไว นํ้าเสียงก็พูดดังฉะฉาน ดูยังไงๆก็เป็นคนที่ดูสุขภาพดีมากคนหนึ่งเลยล่ะ
จนกระทั่งเริ่มซักประวัตินั่นแหละถึงได้รู้ว่า มีอาการปวดคอ มึนหัว และปวดร้าวลงแขนเป็นๆหายๆ ไม่แน่ไม่นอน พอได้ตรวจร่างกายก็พบปัญหาหลักคือ มีกล้ามเนื้อคอ บ่า ไหล่ตึงทั่วไป เป็นที่รู้จักกันในชื่อ โรค office syndrome ธรรมด๊าธรรมดา
แต่มันเริ่มไม่ธรรมดาตรงที่ หลังจากรักษากันไปได้มากกว่า 20 ครั้งแล้ว อาการปวดคอ ตึงบ่า ปวดร้าวลงแขนที่เป็นบ่อยๆแทบจะหายไปหมดแล้ว เหลือแต่อาการมึนหัว รู้สึกอึนๆนี่แหละ ที่ยังไม่หายขาดซะที
ซึ่งคนไข้ก็งง ผมเองนี่สิ ยิ่งงงกว่า "เอ๊ะ! วิธีการรักษาก็เหมือนคนไข้ office syndrome คนอื่นๆ จนป่านนี้คนไข้อื่นๆ อาการดีขึ้นจนแทบจะหายกันหมดแล้ว ทำไมคนนี้ถึงยังมึนหัวน๊านนาน ไม่หายซะที"
จนกระทั่งวันหนึ่ง ผมเริ่มสังเกตุเห็นรูปแบบการพูดของคนไข้ขณะที่คุยเรื่องสัพเหระกับผม นั่นคือ คนไข้พูดเร็วมากกกกกกกกก พูดแต่ละทีเหมือนคนรัวกระสุนปืนกลใส่ แล้วเวลาพูดเหมือนต้องตะเบงเสียงตลอดเวลา
และที่ดูน่าจะเป็นสาเหตุหลักที่ยังคงทำให้มีอาการมึนหัวอยู่คือ คนไข้หายใจยกอก แล้วสูดลมหายใจเข้าทางปากจนมีเสียงดัง "เฮือก" ทุกครั้งขณะพูดคุยกัน จนเห็นกล้ามเนื้อคอเกร็งเป็นเส้นนูนออกมาอย่างชัดเจน (ดูในคลิป)
พอเห็นแบบนี้ ผมจึงทดสอบกับคนไข้ โดยให้หายใจเข้าช้าๆก่อน จากนั้นค่อยเปล่งเสียงพูดออกมาโดยให้ใช้แรงดันจากท้อง ปรากฎว่า เสียงคนไข้เบามากกกกก เบาซะจนเสียงพัดลมที่เปิดไว้ยังดังกว่าอีกแน่ะ
พอเป็นแบบนี้ผมเลยคะยั้นคะยอให้พูดดังๆหน่อย คนไข้ก็ส่ายหัว พร้อมกับบอกว่า "โอยยยยย ทำไม่ได้อ่ะ ทุกวันนี้เวลาจะพูดอะไรต้องตะเบ็งเสียงออกจากคอตลอด เสียงมันถึงจะดังจนคนเค้าได้ยินกัน"
พอเล่ามาถึงตรงนี้ผมคิดว่าน่าจะเจอสาเหตุที่แท้จริงแล้ว เลยถามต่อไปว่า
"เวลาไปเจอเพื่อนๆหรือญาติๆแล้วได้คุยกันนี่รู้สึกยังไงบ้าง?"
คนไข้ก็ตอบกลับอย่างไวเลยว่า "คุยสนุกมากเลยค่า ทุกคนแย่งกันพูด ฉันก็กลัวจะพูดไม่ทันเลยต้องรีบพูดไวๆ ไม่งั้นเดี๋ยวคนอื่นๆมันพูดแทรก เป็นอะไรที่มันส์มาก ฮาฮา"
"แล้วพอได้คุยกับคนเยอะๆแล้วเป็นยังไงบ้าง?" ผมก็ถามไปเรื่อยต่อ
"โอ๊ยยยย พอคุยกันเสร็จทีไรนะ อาการมึนหัว ตึงคอกลับมาหนักกว่าเดิมทุกที จนต้องกลับมานอนน็อกที่บ้านเนี่ยแหละ"
จากข้อมูลที่ได้มาใหม่นี้ ทำให้ผมมีความสงสัยมากขึ้นว่า อาการมึนหัวที่ยังเหลืออยู่นั้น มีความสัมพันธ์กับการหายใจสั้นตื้น และการหายใจแบบยกอก แล้วอาการยิ่งรุนแรงขึ้นถ้าได้พูดนานๆอย่างเมามันส์
ดังนั้น ผมจึงปรับโปรแกรมการฝึก จากเดิมที่เน้นไปที่การออกกำลังกาย การยืดเหยียดกล้ามเนื้อ เปลี่ยนเป็นการปิดปาก แล้วให้ฝึกหายใจเข้าออกทางจมูก โดยเข้าท้องป่อง ออกท้องยุบแบบช้าาาา ช้าาาาาาาาาาาาา เพื่อไม่ให้เผลอสูดลมหายใจเข้าทางปาก แล้วยกอกขึ้น จนกระตุ้นให้กล้ามเนื้อคอตึง เกร็งจนเกิดอาการปวดคอ มึนหัวซํ้าอีกได้
จากนั้นผมให้ฝึกการนับเลขช้า ๆ โดยคุมลมหายใจทุกครั้งที่พูด เพื่อให้ร่างกายเริ่มสร้างนิสัยใหม่ ไม่รีบพูด ไม่รีบหายใจ และไม่ตะเบ็งเสียงจากคอ (ตามที่เห็นในคลิป)
ซึ่งหลังจากฝึกแบบนี้ไปเรื่อยๆทุกวัน คนไข้ก็แจ้งว่าอาการมึนหัวโดยรวมจากเดิมที่เป็นทุกวัน ก็เริ่มมีวันที่ไม่มึนบ้างแล้ว โดยรวมคือค่อยๆดีขึ้นเรื่อยๆ พร้อมแอบบ่นเบาๆว่า "ให้ฝึกหายใจแบบนี้ ทรมานกว่าให้ไปยกเวทอีกนะ"
จนกระทั่งเจอกันล่าสุดจู่ๆอาการมึนหัว ตึงคอก็กลับมาเป็นใหม่ ผมสงสัยว่าทำไมถึงเป็นอีกได้ล่ะ ทั้งๆที่ช่วงนี้ไม่ค่อยได้นัดคุยกับญาติๆเยอะเหมือนแต่ก่อนแล้ว คนไข้ตอบกลับมาด้วยนํ้าเสียงตื่นเต้นว่า
"ช่วงนี้ช่วยเลี้ยงหลาน 3 ขวบ แล้วเถียงกับหลานสนุกม๊ากกกกกกกก หลานพูดเก่งมาก ฉันต้องรีบพูดเร็วๆไม่งั้นเถียงมันไม่ทัน!"
"โอออออออ้ ฝึกพูดช้าๆแทบตาย สุดท้ายแพ้ภัยหลานซะงั้น" O o!
จากเรื่องราวของคนไข้คนนี้ ได้ให้บทเรียนแก่ผมว่า ทุกครั้งที่เจอคนไข้ใหม่ๆ จากเดิมที่เคยตรวจแต่โครงสร้างร่างกาย ความแข็งแรง ความยืดหยุ่นของข้อต่อต่างๆ
ระยะหลังมานี้ ผมจะคอยสังเกตุลักษณะการหายใจขณะที่พูดด้วยว่า หายใจเข้ายกอกหรือหายใจเข้าท้องป่อง จังหวะการพูดเร็วหรือช้า ตะเบ็งเสียงออกจากคอหรือคุมเสียงให้ออกแรงจากท้อง หายใจทางจมูกหรือทางปาก หายใจช้าหรือรีบสูดหายใจเร็วๆจนมีเสียงดังเฮือกอยู่บ่อยๆ
เพราะเรื่องเล็กๆที่ดูไม่น่ามีพิษมีภัยอะไรอย่างการหายใจ จะสร้างความทรมานให้กับคนไข้แต่ละคนได้มากถึงเพียงนี้ เป็นความทรมานที่ไปพูดกับใครก็ไม่มีใครเข้าใจ จริงๆนะ

24/06/2026

บทเรียนจากคนไข้ 002
ตอน : ร่างกายผิดปกติมานาน จนคิดว่าตัวเองปกติดี
คนไข้คนหนึ่งเดินเข้ามาในคลินิกผมด้วยความงุงงง ที่งงก็เพราะว่าตัวเองไม่ได้เจ็บ ไม่ได้ป่วยอะไร แค่แฟนสั่งให้มาหาเท่านั้นก็เลยมาแบบงงๆ
พอผมถามว่า มีอาการปวด หรืออยากให้เช็คร่างกายตรงไหนเป็นพิเศษไหม? คนไข้ก็ตอบว่า
"ผมคิดว่าปกติดีนะ ไม่ได้เป็นอะไร หมอก็ลองเช็คดูนะครับ"
ผมก็คิดในใจ คนที่บอกว่าตัวเองไม่เป็นอะไร ไม่เป็นอะไรนี่ พอตรวจร่างกายกันโดยละเอียดนี่ เป็นอะไรกันเยอะมากเลยนะ ฮา
แล้วพอเช็คร่างกาย ก็เป็นอะไรอย่างที่คิดเอาไว้จริงๆด้วย นี่ถ้าผมไปซื้อหวยคงถูกสักงวดแน่ๆ ไม่ว่าจะเป็นภาวะกล้ามเนื้อแขน ไหล่ ขา ก้นอ่อนแรง หลังค่อม คอยื่น หายใจยกอก แล้วถอนหายใจบ่อยๆ
แต่สิ่งที่เล่ามานั้นดูเป็นเรื่องจิ๊บจ๊อยไปเลย เมื่อสังเกตุเห็นทรวงอกที่มีขนาดใหญ่และกว้างกว่าคนปกติ ผมเลยถามว่าสูบบุหรี่ด้วยรึเปล่า?
คำตอบคือ "สูบครับ"
ผมเลยร้อง โอ้ เรื่องใหญ่ละทีนี้ จากลักษณะทรวงอกที่ดูกลม กว้าง และใหญ่เมื่อเทียบกับคนปกตินั้น เป็นลักษณะเด่นของภาวะ อกถังเบียร์ (barrel chest) ซึ่งเกิดจากอากาศเข้าไปค้างอยู่ในปอดปริมาณมาก แล้วถ่ายเทอากาศออกมาไม่ได้ เป็นสัญญาณเบื้องต้นว่า อาจมีความผิดปกติของทางเดินหายใจร่วมด้วย โดยเฉพาะเมื่อคนไข้มีประวัติสูบบุหรี่เป็นเวลานาน
จากเดิมที่ผมตั้งใจว่าจะให้คนไข้ฝึกเวทเทรนนิ่ง เพื่อเพิ่มกำลังแขน ขาให้มีแรงยกของหนักได้โดยไม่บาดเจ็บ กลายเป็นว่า ต้องให้ความสำคัญกับการฝึกหายใจเป็นอันดับแรกเลย
เพราะถ้าพื้นฐานการหายใจไม่ดี ต่อให้ไปยกเวทหนักมากแค่ไหน วิ่งนานเท่าไหร่ก็เปล่าประโยชน์ เพราะพื้นฐานของเซลล์ทุกเซลล์ในร่างกาย ล้วนต้องการก๊าซออกซิเจนเป็นสำคัญ ถ้าเซลล์ได้รับก๊าซออกซิเจนไม่เพียงพอ ในท้ายที่สุดเซลล์ขาดเชื้อเพลิงในการทำงาน แล้วเกิดความอ่อนล้า หมดแรง เหนื่อยตลอดเวลาได้
แล้วสำหรับคนไข้คนนี้ที่มีพื้นฐานการหายใจไม่ดีอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็น การหายใจยกอก, การถอนหายใจบ่อยๆ, สูดหายใจแบบกระชาก ซึ่งพฤติกรรมนี้จะยิ่งทำให้อากาศเข้าปอดมาก แต่อากาศออกน้อย
ผลคือ อากาศค้างในปอดมากขึ้นเรื่อยๆ ทรวงอกก็จะกลม และใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ก็ยิ่งส่งเสริมให้เหนื่อยมากขึ้น หายใจไม่เต็มอิ่มบ่อยขึ้น รู้สึกขาดอากาศตลอดเวลา แล้วพอไปออกกำลังกายแทนที่จะทำให้แข็งแรง กลับกลายเป็นยิ่งทำให้ร่างกายโทรมลงเร็วขึ้นไปอีก ฉะนั้น สำหรับคนไข้รายนี้ ต้องฝึกหายใจก่อนเท่านั้น
วิธีการฝึกก็ไม่ได้ยุ่งยากซับซ้อนอะไร แค่นอนหงายชันเข่า มือวางที่สะดือ จากนั้น หายใจเข้าท้องป่อง หายใจออกท้องยุบ โดยขณะหายใจเข้านั้น ให้หายใจเข้าช้าๆ 3 วินาที หายใจออก 4 วินาที พอคนไข้ทำคล่องแล้ว ก็ค่อยๆขยับเวลาเป็นหายใจเข้า 3 วินาที หายใจออก 6 วินาที ฝึกแบบนี้ในท่านอนจนคล่องก็ให้มาฝึกในท่านั่ง และท่ายืนต่อไป เพื่อสร้างนิสัยการหายใจแบบใหม่ให้ได้ตลอดเวลา
การที่หายใจออกยาวๆ ก็เพื่อนำอากาศที่ค้างอยู่ในปอดมากๆนั้นออกมา แรงดันที่จุกแน่นภายในทรวงอกก็จะค่อยๆลดลง หายใจโล่งขึ้น หายใจเต็มอิ่มมากขึ้น นอนหลับดีขึ้น และทรวงอกที่ใหญ่ก็จะค่อยๆเล็กลงจนกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้ แต่ผลลัพท์จะดีขึ้นอย่างยั่งยืนนั้น ก็ต้องทำควบคู่ไปกับการลด ละ เลิกการสูบบุหรี่ลงด้วยนั่นเอง
สิ่งทีผมได้เรียนรู้จากคนไข้คนนี้มากที่สุดเลยคือ บางทีคนเราคุ้นชินกับความผิดปกติของตัวเองมานาน จนรู้สึกว่าตัวเองปกติดี ไม่ได้ป่วย ไม่ได้เป็นอะไร จนกระทั่งได้ฝึกหายใจไปเรื่อยๆ จนรู้สึกหายใจโล่งขึ้น ตัวเบา หัวเบา รู้สึกสดชื่นขึ้นอย่างประหลาด ถึงได้รู้ว่า คนที่มีสุขภาพดีเป็น "ปกติ" เค้ารู้สึกกันแบบนี้นี่เอง

บทเรียนจากคนไข้ 001ตอน : ต้นเหตุของคอยื่น  อาจไม่ได้อยู่ที่คอ แต่อยู่ที่ทางเดินหายใจมีคนไข้คนหนึ่งรักษากับผมมาหลายปีแล้ว...
18/06/2026

บทเรียนจากคนไข้ 001
ตอน : ต้นเหตุของคอยื่น อาจไม่ได้อยู่ที่คอ แต่อยู่ที่ทางเดินหายใจ
มีคนไข้คนหนึ่งรักษากับผมมาหลายปีแล้ว อาการหลักที่น่าสนใจคือ ปวดคอ ตึงบ่า เจ็บสะบักเรื้อรัง แถมมึนหัวอยู่บ่อยๆ ทั้งๆที่เป็นคนขยันออกกำลังกายสมํ่าเสมอ เล่นเวทจนกล้ามเนื้อคอ บ่า สะบักแข็งแรงดี ยืดเหยียดกล้ามเนื้อก็บ่อย ไปนวดก็ถี่ พยายามยืดหลังให้ตรง คอตรงอยู่ตลอด แต่ไม่ว่าจะฝึกตนเองยังไง รักษามามากแค่ไหน อาการปวดก็กลับมาเยี่ยมเยือนเหมือนผีขึ้นมาขี่คอทุกที ๐.O!
ที่น่าแปลกใจก็คือ ทุกครั้งที่ผมพยายามจัดคอให้ตรง จับหลังให้ยืดเหมือนคนปกติ คนไข้ก็จะพูดเสียงอู้อี้ผ่านลำคอออกมาว่า "ผงหายจายม่ายออกคับ เหมือนมีอารายกกลูกกะเดือกไว้เลย แค่ก แค่ก"
แล้วไม่ว่าผมจะนวดกล้ามเนื้อให้คลายแค่ไหน จะจัดกระดูกให้ข้อมันยืดหยุ่นมากเท่าไหร่ ก็ไม่สามารถจับคอที่ยื่นอยู่ให้กลับมาตรงได้ซะที ยิ่งผมพยายามจับคอให้ตรงมากเท่าไหร่ ก็มีแต่เสียงเหมือนคนกำลังขาดอากาศ "คร่อกๆ อึกๆ โอยยยยยยย" จนนึกกลัวว่าถ้ามีคนอื่นเดินผ่านไปผ่านมาแล้วเห็นเข้า เค้าคงคิดว่าผมกำลังฆาตกรรมคนไข้อยู่แน่ๆ
แล้วนอกจากการอาการปวดคอ บ่าแล้ว คนไข้ยังมีอาการอ่อนเพลียเรื้อรัง รู้สึกไม่สดชื่น นอนนานแค่ไหนก็รู้สึกง่วงอยู่ตลอด นอนหงายไม่ได้เพราะรู้สึกหายใจไม่ออก
ตอนนั้นผมก็ได้แต่เก็บความสงสัยเอาไว้ว่า ทำไมยิ่งแก้คอยื่นแล้วคนไข้ยิ่งหายใจไม่ออก แต่คนไข้คนอื่นพอจับให้คอตรง กลับรู้สึกสบายหายปวดคอทันทีเลยด้วยซํ้า ทำไมกัน หรือต้นเหตุจริงๆมันอาจไม่ได้อยู่ที่คอกันแน่นะ?
จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นหลังจากที่ผมได้อ่านหนังสือ Jaws : The Story of a Hidden Epidemic โดยหนังสือเล่มนี้พูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างโครงสร้างใบหน้า กราม ลิ้น และทางเดินหายใจ ซึ่งอาจส่งผลต่อสุขภาพได้มากกว่าที่หลายคนคิด ซึ่งหนังสือเล่มนี้เปิดมุมมองการตรวจและการรักษาคนไข้กลุ่มคอยื่น หลังค่อมไปโดยสิ้นเชิง
หลังอ่านจบ ผมกลับไปสังเกตุโครงสร้างใบหน้าอีกครั้ง แล้วพบเบาะแสที่น่าสนใจที่ผมไม่เคยสังเกตุมาก่อนเลย มันอยู๋ตรงใบหน้า นั่นคือ..
คนไข้มีลักษณะกรามถอยร่นไปด้านหลัง ซึ่งมีความเสี่ยงที่ทำให้โคนลิ้นไปอุดทางเดินหายใจ จนทางเดินหายใจแคบแล้วหายใจลำบากได้ เมื่อทางเดินหายใจแคบร่างกายจึงตอบสนองโดยการยื่นคอไปข้างหน้า เพื่อเปิดทางเดินหายใจให้กว้างขึ้น และนี่เองสินะที่เป็นเหตุผลว่าทำไมถึงแก้คอยื่นไม่หายขาดซะที (ดูภาพประกอบใต้คอมเมนต์)
และนี่คือบทเรียนที่คนไข้รายนี้สอนผมว่า ปัญหาคอยื่นจริงๆแล้ว อาจไม่ได้เกิดจากพฤติกรรมก้มหน้าเล่นมือถือ หรือทำงานหน้าคอมนานๆจนคอยื่นอย่างที่เคยเข้าใจกันมาตลอดเพียงอย่างเดียว
จริงๆแล้วสำหรับเคสนี้ คอยื่นไม่ใช่ศัตรูที่เราจ้องจะคอยกำจัดให้มันหายไป แต่มันคืออีกหนึ่งกลไกที่ร่างกายพยายามปรับตัว เพื่อให้เราหายใจได้สะดวกขึ้น และนั่นคือจุดเปลี่ยนที่ทำให้ผมต้องยกแผงการตรวจคนไข้กลุ่มคอยื่นใหม่ทั้งหมดเลย
ปัจจุบันคนไข้รายนี้กำลังอยู่ในโปรแกรมการฝึก myofunctional therapy, การฝึกหายใจทางจมูก, ฝึกการใช้ลิ้น และฝึกบริหารกล้ามเนื้อกราม แล้วกว่าการฝึกจะเห็นผลจนคอกลับตั้งตรง พร้อมทั้งหายใจได้เป็นปกติก็คงใช้เวลาไม่ตํ่ากว่า 6 เดือนแน่ๆ
หลังจากที่คนไข้ฝึกไปได้ 1 เดือนแล้วพบกันล่าสุด ซึ่งแน่นอนว่าอาการปวดคอ ปวดบ่า ยังคงมีอยู่เป็นปกติ แต่มีสิ่งหนึ่งที่ต่างออกไปคือ เค้าบอกว่านอนหลับได้ดีขึ้น ไม่ตื่นกลางดึกบ่อยๆเหมือนแต่ก่อนแล้ว โอ้! ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีเลย แล้วหลังจากผ่านไป 6 เดือน ผมจะมาอัปเดตให้เพื่อนๆได้รู้กันนะครับ
หมายเหตุ : ภาพทางซ้ายมือคือตัวผมเองนะ ส่วนภาพขวาเป็นรูปคนไข้ อยากให้เพื่อนๆสังเกตุที่คางกับปากบนของทั้ง 2 ภาพ ในคนที่โครงสร้างใบหน้าสมบูรณ์ดี การหายใจดี จะมีลักษณะริมฝีปากบน ริมฝีปากล่าง และคางแทบจะอยู่ตรงกันเลย ส่วนตัวคนไข้จะเห็นว่าคางถอยไปด้านหลังอย่างชัดเจน

ขอขอบคุณ คุณก้อยจากบริษัท Finnair ที่เชิญผมไปให้ความรู้เรื่องการป้องกันและดูแลรักษาตนเอง ในกลุ่มคนที่ต้องนั่งทำงานนานๆ จ...
05/12/2024

ขอขอบคุณ คุณก้อยจากบริษัท Finnair ที่เชิญผมไปให้ความรู้เรื่องการป้องกันและดูแลรักษาตนเอง ในกลุ่มคนที่ต้องนั่งทำงานนานๆ จนมีความเสี่ยงเป็นโรค office syndrome แบบเรื้อรัง แก่ agency ของสายการบิน

โดยในงานนั้น ผมได้สาธิตท่ากายบริหารแก้อาการปวดคอ ไหล่ หลัง สะโพก และเข่า ด้วยตนเองแบบไม่ใช้อุปกรณ์ใดๆ จากนั้นได้สาธิตท่ากายบริหารคอ ไหล่ และสะบักด้วยยางยืด เพื่อเอาไว้เสริมกำลังกล้ามเนื้อให้แข็งแรง เป็นการป้องกันไม่ให้เกิดอาการปวดได้ระหว่างที่เรานั่งทำงานนานๆ

และสุดท้ายก็คือ การให้ความรู้ถึงสาเหตุของการปวดคอบ่านั้น มีต้นเหตุมาจากบุคลิกคอยื่น และติดนิสัยก้มหน้าเป็นเวลานาน จนทำให้เกิดกลุ่มอาการต่างๆตามมาได้อีกมากมาย เช่น โรค TOS, เป็นโรคกระดูกคอเสื่อมเร็วขึ้น, หมอนรองกระดูกคอทับเส้นประสาท, ปวดหัว, ตึงกระบอกตา, สายตาพร่ามัว, ปวดกราม, ตึงท้ายทอย รวมทั้งทำให้แขนชา เมื่อยแขนได้ง่ายกว่าปกติด้วย

[คลิป 218] 9 ท่า แก้ปวดเข่าในนํ้า ในคนปวดเข่ามาก ผ่าข้อเข่า (PART 1/2 ท่ายืน)เพื่อนๆคนไหนที่มีอาการปวดข้อเข่ามากๆ ข้อเข่...
14/12/2023

[คลิป 218] 9 ท่า แก้ปวดเข่าในนํ้า
ในคนปวดเข่ามาก ผ่าข้อเข่า (PART 1/2 ท่ายืน)

เพื่อนๆคนไหนที่มีอาการปวดข้อเข่ามากๆ ข้อเข่าเสื่อม พึ่งผ่าข้อเข่ามา ไม่ว่าจะผ่าตัดเปลี่ยนข้อหรือแค่ผ่าเย็บเส้นเอ็นในเข่า หลังจากนั้นพบว่าเราปวดเข่ามากๆจนไม่สามารถทำท่ากายบริหารใดๆได้เลย จะงอเข่าหรือเหยียดเข่าก็ทำได้ลำบากไปหมด ทำให้การฟื้นฟูเข่าหายช้ากว่าที่ควรจะเป็น

ถ้าเพื่อนๆมีปัญหานี้อยู่ละก็ ลองทำท่ากายบริหารข้อเข่าในนํ้าตามคลิปนี้ดูนะครับ เพราะการบริหารร่างกายในนํ้าจะช่วยลดการเสียดสีกันของข้อเข่า ทำให้ข้อเข่าขยับได้ลื่นไหลมากขึ้น และที่สำคัญในนํ้าก็มีแรงลอยตัวช่วยลดการชนกันของข้อเข่าทำให้เราเคลื่อนไหวร่างกายได้อย่างมีอิสระแม้ว่าในช่วงนั้นเราจะปวดเข่ามากแค่ไหนก็ตาม แต่เมื่อลงนํ้าปุ๊บเราจะรู้สึกได้ทันทีเลยว่าอาการปวดเข่าที่เป็นอยู่นั้น หายได้อย่างอัศจรรย์เลย

รายละเอียดในคลิป

(นาทีที่ 0:40) ท่า 1 : งอเข่าต้านแรงนํ้า
(นาทีที่ 1:36) ท่า 2 : ปั่นจักรยานต้านแรงนํ้า
(นาทีที่ 2:55) ท่า 3 : เตะขาต้านแรงนํ้า หน้า-หลัง
(นาทีที่ 4:33) ท่า 4 : กาง-หุบ ต้านแรงนํ้า
(นาทีที่ 5:44) ท่า 5 : ถีบยอดอก

[คลิป 218] 9 ท่า แก้ปวดเข่าในนํ้า ในคนปวดเข่ามาก ผ่าข้อเข่า (PART 1/2 ท่ายืน)เพื่อนๆคนไหนที่มีอาการปวดข้อเข่ามากๆ ข้.....

[คลิป 195] 10 ท่า แก้นิ้วโป้งเท้าเกเท้าแบน รองชํ้า และเท้าแบน PART 1เนื้อหาในคลิปนี้ผมได้สาธิตท่าบริหารกล้ามเนื้อเท้าทั้...
15/06/2022

[คลิป 195] 10 ท่า แก้นิ้วโป้งเท้าเก
เท้าแบน รองชํ้า และเท้าแบน PART 1
เนื้อหาในคลิปนี้ผมได้สาธิตท่าบริหารกล้ามเนื้อเท้าทั้งหมด ตั้งแต่ท่าง่ายที่สุดซึ่งอยู่ในท่าที่ 1 ไล่ไปจนถึงท่าที่ยากที่สุดซึ่งอยู่ในท่าที่ 10
โดยท่าบริหารเหล่านี้ครอบคลุมกลุ่มโรคที่เกี่ยวกับเท้าที่เด่นๆไว้หลายโรคด้วยกัน เช่น นิ้วโป้งเท้าเก, เท้าแบน, รองชํ้า, ปวดฝ่าเท้า, เมื่อยฝ่าเท้าง่ายเวลายืนหรือเดินนานๆ, ปวดข้อเท้า, ข้อเท้าพลิกง่ายพลิกบ่อย และเดินทรงตัวไม่ดี
รายละเอียดในคลิป
(นาทีที่ 0:43) ท่าที่ 1 : กระดกนิ้วเท้าทั้ง 5 ขึ้น
เหมาะกับทุกโรคที่เกี่ยวกับเท้า

(นาทีที่ 2:19) ท่าที่ 2 : กระดกนิ้วเท้าสลับกัน
เหมาะกับปวดฝ่าเท้า เท้าแบน นิ้วโป้งเท้าเก

(นาทีที่ 5:11) ท่าที่ 3 : กางนิ้ว
เหมาะกับนิ้วโป้งเท้าเก นิ้วเท้าเบี้ยว

(นาทีที่ 7:27) ท่าที่ 4 : ขยุ้มนิ้วเท้า
เหมาะกับรองชํ้า เท้าแบน เมื่อยฝ่าเท้าง่าย

(นาทีที่ 8:57) ท่าที่ 4 เสริม : ขยุ้มนิ้ว ลากผ้า

(นาทีที่ 10:30) ท่าที่ 5 : เกร็งอุ้งเท้า
เหมาะกับรองชํ้า เท้าแบน เมื่อยฝ่าเท้าง่าย
Line ID :

โดยท่าบริหารเหล่านี้ครอบคลุมกลุ่มโรคที่เกี่ยวกับเท้าที่เด่นๆไว้หลายโรคด้วยกัน เช่น นิ้วโป้งเท้าเก, เท้.....

ที่อยู่

Rat Burana

เวลาทำการ

อังคาร 09:00 - 18:00
พุธ 09:00 - 18:00
พฤหัสบดี 09:00 - 18:00
ศุกร์ 09:00 - 18:00
เสาร์ 09:00 - 18:00

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ DooBody ฟรี VDO สอนทำกายภาพด้วยตนเองที่บ้านผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง DooBody ฟรี VDO สอนทำกายภาพด้วยตนเองที่บ้าน:

ทางลัด

แชร์