บ้านยาคลองแงะ Khlong ngae pharmacy

บ้านยาคลองแงะ Khlong ngae pharmacy ร้านบ้านยาคลองแงะ (ใกล้ธกส.คลองแงะ)
มีเภสัชกรตลอดเวลาทำการ
โทร 089-7342778

ดื่มน้ำเปล่ากันด้วยนะคะ อย่าดื่มชาเย็นแทนน้ำ เดี๋ยวนิ่วจะถามหา 😅
10/07/2026

ดื่มน้ำเปล่ากันด้วยนะคะ
อย่าดื่มชาเย็นแทนน้ำ เดี๋ยวนิ่วจะถามหา 😅

สาวโพสต์นิ่ว 19 เม็ด หลังดื่มชาเย็นทุกวัน แนะวิธีดื่มอย่างปลอดภัย
กระแส "ชาเย็น" กลับมาเป็นประเด็นพูดถึงบนโลกออนไลน์อีกครั้ง หลังหญิงสาวรายหนึ่งโพสต์ผ่านเฟซบุ๊กเล่าประสบการณ์ปัญหาสุขภาพ โดยระบุว่าดื่มชาเย็นทุกวัน ก่อนมีอาการปวดท้องอย่างรุนแรงจนต้องเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล พร้อมเผยภาพนิ่วจำนวน 19 เม็ด และข้อความว่า "ผลของการกินชาเย็นทุกวัน นิ่ว 19 เม็ด"
ต่อมาเจ้าของโพสต์ได้อัปเดตข้อมูลเพิ่มเติมว่า ต้องเข้ารับการผ่าตัดถึง 3 ครั้ง และแพทย์ตรวจพบนิ่วรวมเกือบ 30 เม็ด ทำให้เรื่องราวดังกล่าวได้รับความสนใจอย่างมาก และถูกแชร์ต่อเป็นวงกว้าง
ขณะเดียวกัน บนแพลตฟอร์ม X ผู้ใช้งานจำนวนมากได้หยิบยกประเด็นนี้มาถกเถียงต่อ ผ่านโพสต์ที่ระบุข้อความว่า "อวสานทาสรักชาเย็น" จนเกิดคำถามว่า การดื่มชาเย็นทุกวันสามารถทำให้เกิดนิ่วได้จริงหรือไม่ โดยหลายคนแสดงความกังวล เนื่องจากชาเย็นเป็นเครื่องดื่มยอดนิยมที่หลายคนดื่มเป็นประจำ ขณะที่อีกส่วนมองว่า การเกิดนิ่วไม่ได้มีสาเหตุมาจากชาเย็นเพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับปัจจัยด้านสุขภาพ พฤติกรรมการใช้ชีวิต และการรับประทานอาหารของแต่ละบุคคลร่วมด้วย
ด้านกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ให้ข้อมูลว่า ชานมเย็นหรือชาเย็นรสหวาน นอกจากจะเป็นเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูงและเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะน้ำหนักเกินแล้ว ยังอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิด "นิ่วในไต" ได้ในบางกรณี หากดื่มเป็นประจำร่วมกับพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม นิ่วในไตเกิดจากการตกผลึกของแร่ธาตุต่าง ๆ ภายในปัสสาวะ จนรวมตัวเป็นก้อนแข็ง มีขนาดตั้งแต่เล็กเท่าเม็ดทรายไปจนถึงขนาดใหญ่ หากก้อนนิ่วเคลื่อนตัวไปอุดตันทางเดินปัสสาวะ อาจทำให้เกิดอาการปวดท้องหรือปวดบั้นเอวอย่างรุนแรง ปัสสาวะผิดปกติ และในรายที่รุนแรงอาจส่งผลกระทบต่อการทำงานของไตได้
เลือกดื่มชานมเย็นให้ดีต่อสุขภาพ
📌เลือกสั่งแบบหวานน้อย หรือหวาน 0-25%
📌ดื่มน้ำเปล่าให้เพียงพอ เพื่อช่วยเจือจางปัสสาวะและลดการตกผลึกของแร่ธาตุ
📌เลือกใช้นมไขมันต่ำ นมพร่องมันเนย หรือนมถั่วเหลือง เพื่อลดปริมาณไขมันและพลังงาน
📌รับประทานผักและผลไม้ที่มีโพแทสเซียมสูง เช่น กล้วย หรือมะเขือเทศ ซึ่งอาจช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดนิ่วได้
#ชานม #นิ่ว #เรื่องข่าวเรื่องใหญ่

มาใช้สิทธิ์กันได้ค่า
01/06/2026

มาใช้สิทธิ์กันได้ค่า

26/04/2026

วันอาทิตย์นี้ ร้านเปิด
5 โมงเย็น - 2 ทุ่มค่ะ

มาซื้อยา อากาศร้อนๆ 🔥รับฟรี เกลือแร่คลายร้อนคนละ 1ขวดค่าา 🥶
21/04/2026

มาซื้อยา อากาศร้อนๆ 🔥
รับฟรี เกลือแร่คลายร้อนคนละ 1ขวดค่าา 🥶

15/04/2026
13/04/2026

วันนี้ 13เมษา
ร้านเปิด 5โมง - 2 ทุ่มค่ะ

12/04/2026

วันนี้ 12 เมษา
ร้านเปิด
5โมงเย็น - 2 ทุ่มค่ะ

15/03/2026

วันอาทิตย์นี้
ร้านเปิด 5 โมงเย็น- 2ทุ่มค่ะ

❌ ยาชุด ❌ อาหารเสริมปลอมปน❌ กินเค็ม❌ เบาหวาน ความดันที่ไม่ได้รักษา
14/03/2026

❌ ยาชุด
❌ อาหารเสริมปลอมปน
❌ กินเค็ม
❌ เบาหวาน ความดันที่ไม่ได้รักษา

สรุปสั้นๆ1️⃣ งานวิจัยติดตามเด็กมากกว่า 1 ล้านคน2️⃣ การใช้ยาปฏิชีวนะก่อนอายุ 2 ปีสัมพันธ์กับความเสี่ยงเพิ่มขึ้นของ• หอบหื...
10/03/2026

สรุปสั้นๆ
1️⃣ งานวิจัยติดตามเด็กมากกว่า 1 ล้านคน
2️⃣ การใช้ยาปฏิชีวนะก่อนอายุ 2 ปี
สัมพันธ์กับความเสี่ยงเพิ่มขึ้นของ
• หอบหืด
• ภูมิแพ้อาหาร
• ภูมิแพ้จมูก
• ผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง
• ภาวะบกพร่องทางสติปัญญา
3️⃣ ยิ่งใช้ยาปฏิชีวนะบ่อย ความเสี่ยงยิ่งเพิ่ม
4️⃣ ยาปฏิชีวนะมีประโยชน์มาก
เฉพาะในกรณีติดเชื้อแบคทีเรียจริงๆ

ให้ลูกกินยาฆ่าเชื้อพร่ำเพรื่อก่อน 2 ขวบ
เสี่ยงภูมิแพ้เพิ่มขึ้นจริง
หลักฐานจากงานวิจัยในเด็กกว่า 1 ล้านคน

ก่อนจะเข้าเรื่อง

ใครที่ติดตามเพจผมมานาน
น่าจะเคยเห็นผมพูดเรื่องนี้หลายครั้งแล้วว่า…

เด็กเล็กเวลาเจ็บป่วย
ส่วนใหญ่ 80-90% เกิดจาก “ไวรัส”
ซึ่งโรคจากไวรัสจำนวนมาก
ส่วนใหญ่หายได้เอง

ยาฆ่าเชื้อ(ยาปฏิชีวนะ)ที่พูดๆกัน
คือยาฆ่าเชื้อ"แบคทีเรีย"เท่านั้น
มันฆ่าไวรัสไม่ได้เลย

ปัญหาคือ…
เวลาลูกกินยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย
มันจะไปฆ่า "แบคทีเรียดีๆ" ในลำไส้ของลูก
หรือที่เรียกว่า ไมโครไบโอม (Microbiome)

ซึ่งจุลินทรีย์เหล่านี้
มีบทบาทสำคัญต่อทั้ง
• ระบบภูมิคุ้มกัน
• การเกิดภูมิแพ้
• การพัฒนาของร่างกาย
• การพัฒนาของสมอง

===================

ข้อมูลจากงานวิจัยชิ้นใหญ่มาก
ตอนนี้สรุปชัดเจนแล้วว่า

1️⃣ การให้ลูกกินยาฆ่าเชื้อพร่ำเพรื่อก่อนอายุ 2 ขวบ
เพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคภูมิแพ้ในอนาคต

2️⃣ ยิ่งได้รับยาฆ่าเชื้อบ่อย
ความเสี่ยงยิ่งเพิ่มขึ้น



รายละเอียดของงานวิจัย

การศึกษานี้
เป็นงานวิจัยจากประเทศอังกฤษ
ใช้ฐานข้อมูลสุขภาพระดับประเทศ

ติดตามเด็กจำนวน 1,091,449 คน
ตั้งแต่แรกเกิดจนถึงอายุ 12 ปี

เพื่อดูว่า

เด็กที่ได้รับยาปฏิชีวนะในช่วงอายุ 0–2 ปี
มีความเสี่ยงโรคอะไรเพิ่มขึ้นในอนาคตหรือไม่??

ผลลัพธ์ที่พบชัดที่สุด

เด็กที่ได้รับยาปฏิชีวนะในช่วงอายุ 0–2 ปี
มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นในกลุ่มโรคภูมิแพ้ ได้แก่

1. หอบหืด (Asthma)
ความเสี่ยงเพิ่มขึ้นประมาณ 24%
และถ้าเด็กได้รับยา
ตั้งแต่ 5 คอร์สขึ้นไป
ความเสี่ยงอาจเพิ่มได้ถึง 52%

2. ภูมิแพ้อาหาร (Food allergy)
ความเสี่ยงเพิ่มขึ้นประมาณ 33%

3. ภูมิแพ้จมูก (Allergic rhinitis)
ความเสี่ยงเพิ่มขึ้นเล็กน้อย

4. ผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง (Atopic dermatitis)
ความเสี่ยงเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเช่นกัน

===================

ยิ่งได้ยาบ่อย ความเสี่ยงยิ่งเพิ่ม

งานวิจัยพบสิ่งที่สำคัญมากอย่างหนึ่งคือ
ยิ่งเด็กได้รับยาปฏิชีวนะหลายครั้ง
ความเสี่ยงยิ่งเพิ่ม

เช่น
• 1–2 คอร์ส → ความเสี่ยงเพิ่มเล็กน้อย
• 3–4 คอร์ส → ความเสี่ยงเพิ่มมากขึ้น
• ≥5 คอร์ส → ความเสี่ยงสูงสุด

เราเรียกความสัมพันธ์แบบนี้ว่า
Dose-response relationship

===================

อีกผลลัพธ์ที่น่าสนใจ

งานวิจัยยังพบความสัมพันธ์กับ
ภาวะบกพร่องทางสติปัญญา
(Intellectual disability)

เฉพาะในเด็กที่ได้รับยาปฏิชีวนะ
ตั้งแต่ 5 คอร์สขึ้นไป

ความเสี่ยงเพิ่มขึ้นประมาณ 1.7 เท่า
และในการวิเคราะห์บางแบบ
อาจเพิ่มได้ถึงเกือบ 3 เท่า

===================

แต่ต้องเข้าใจก่อนว่า…

ในกรณีที่เด็กติดเชื้อแบคทีเรียจริงๆ

ยาปฏิชีวนะเป็นยาที่มีประโยชน์มาก
และสามารถช่วยชีวิตเด็กจำนวนมาก

เช่น
• ปอดอักเสบจากแบคทีเรีย
• เยื่อหุ้มสมองอักเสบ
• การติดเชื้อในกระแสเลือด

กรณีเหล่านี้
จำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะ



สิ่งที่งานวิจัยนี้กำลังบอกเรา คือ
ไม่ควรใช้ยาปฏิชีวนะ “โดยไม่จำเป็น”

เพราะโรคในเด็กจำนวนมาก
เกิดจากไวรัส ซึ่งยาปฏิชีวนะไม่สามารถฆ่าไวรัสได้

===================

สรุปสั้นๆ

1️⃣ งานวิจัยติดตามเด็กมากกว่า 1 ล้านคน

2️⃣ การใช้ยาปฏิชีวนะก่อนอายุ 2 ปี
สัมพันธ์กับความเสี่ยงเพิ่มขึ้นของ
• หอบหืด
• ภูมิแพ้อาหาร
• ภูมิแพ้จมูก
• ผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง
• ภาวะบกพร่องทางสติปัญญา

3️⃣ ยิ่งใช้ยาปฏิชีวนะบ่อย ความเสี่ยงยิ่งเพิ่ม

4️⃣ ยาปฏิชีวนะมีประโยชน์มาก
เฉพาะในกรณีติดเชื้อแบคทีเรียจริงๆ



ดังนั้น เวลาลูกป่วย
และมีคำถามว่าต้องกินยาฆ่าเชื้อ (ยาปฏิชีวนะ) หรือไม่

จริงๆ แล้วควรตอบให้ได้ 2 คำถามสำคัญก่อน

1️⃣ ลูกติดเชื้อแบคทีเรียจริงหรือไม่?
2️⃣ ถ้าติดเชื้อแบคทีเรีย ติดเชื้อที่อวัยวะใด?

เช่น
• หูชั้นกลางอักเสบจากแบคทีเรีย
• ปอดอักเสบจากแบคทีเรีย

เมื่อรู้คำตอบของสองคำถามนี้
แพทย์จึงจะสามารถตอบได้ว่า
• ลูกจำเป็นต้องกินยาปฏิชีวนะหรือไม่
• และต้องกินยานานกี่วัน

คำว่า “กินเผื่อไว้ก่อน”
จึงไม่ควรเป็นเหตุผลในการใช้ยาปฏิชีวนะอีกต่อไป

เพราะการใช้ยาโดยไม่จำเป็น
ไม่เพียงเพิ่มความเสี่ยงเชื้อดื้อยา

แต่ยังอาจเพิ่มความเสี่ยง
โรคภูมิแพ้ในอนาคตของลูกได้ด้วย

ที่อยู่

39/10 ถนน คลองแงะ-นาทวี ต. พังลา อ. สะเดา
Songkhla
90170

เวลาทำการ

จันทร์ 10:00 - 20:30
อังคาร 10:00 - 20:30
พุธ 10:00 - 20:30
พฤหัสบดี 10:00 - 20:30
ศุกร์ 09:00 - 20:30
เสาร์ 08:30 - 20:30

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ บ้านยาคลองแงะ Khlong ngae pharmacyผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์