คลินิกเด็กหมอสิริกุล

คลินิกเด็กหมอสิริกุล โรคเด็กทั่วไป วัคซีน พัฒนาการเด็ก

01/06/2026

วันจันทร์ที่ 1 มิย.69
เปิด 11-15.00 น.ค่า
นัดคิว 095-602-3663

27/05/2026

🧠 เคลียร์ชัดทุกข้อสงสัย: ทำไมต้องกินยาสมาธิสั้น? อันตรายและมีผลข้างเคียงอย่างไรบ้าง?

เมื่อพูดถึง "ยาสมาธิสั้น" หลายคนมักจะกังวลใจ กลัวว่ากินแล้วจะกดประสาท เป็นอันตราย หรือทำให้ติดยาหรือเปล่า? วันนี้เรามาคุยกันด้วยข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ เพื่อคลายทุกความกังวลกัน

# # ❓ ทำไมต้องกินยา? ไม่กินได้ไหม?

คำตอบคือ ยาคือตัวช่วยที่ตรงจุดที่สุดในทางชีววิทยา
อย่างที่เราทราบกันว่าสมองของคนเป็น ADHD มีสารโดปามีนต่ำ ยาจะเข้าไปทำหน้าที่เหมือน "แว่นสายตา" ช่วยปรับสมดุลสารเคมีนี้ทันที ส่งผลให้:

* สมองส่วนหน้าตื่นตัว: สามารถเบรกตัวเองได้ คิดก่อนทำ จัดระเบียบความคิดได้ดีขึ้น

* ลดความเหนื่อยล้าของสมอง: คนเป็น ADHD ต้องใช้พลังงานสมองมากกว่าคนทั่วไปหลายเท่าเพื่อที่จะจดจ่อ ยาจะช่วยให้โฟกัสได้ง่ายขึ้นโดยไม่ต้องเค้นพลังจนเหนื่อยล้า

หากไม่กินยาเลย แล้วเลือกปรับพฤติกรรมเพียงอย่างเดียว มักได้ผลน้อยและเหนื่อยมาก เพราะเป็นการฝืนข้อจำกัดทางกายภาพของสมอง เหมือนเราพยายามเพ่งมองตัวหนังสือทั้งที่สายตาสั้นนั่นเอง

# # 🤢 ผลข้างเคียงที่พบบ่อย (Side Effects) มีอะไรบ้าง?
ยากลุ่มกระตุ้นประสาท (เช่น Methylphenidate) ซึ่งเป็นยาหลักที่ใช้รักษานั้น อาจทำให้เกิดผลข้างเคียงชั่วคราวได้ เนื่องจากยาไปกระตุ้นระบบประสาทส่วนกลาง:

1. เบื่ออาหาร น้ำหนักลด: เป็นผลข้างเคียงที่พบบ่อยที่สุด มักเป็นเฉพาะช่วงที่ยาออกฤทธิ์
2. นอนไม่หลับ: หากกินยาใกล้เวลานอนเกินไป สมองจะตื่นตัวจนทำให้นอนยาก
3. ปากแห้ง คอแห้ง: รู้สึกหิวน้ำบ่อยขึ้น
4. ใจสั่น หรือชีพจรเต้นเร็วขึ้นเล็กน้อย: เนื่องจากยามีฤทธิ์กระตุ้นระบบหมุนเวียนโลหิต
5. อารมณ์ดิ่งหรือง่วงนอนตอนยาหมดฤทธิ์ (Crash effect): บางคนอาจรู้สึกหงุดหงิดง่ายหรือเนือยๆ ช่วงเย็นหลังจากที่ยาหมดฤทธิ์แล้ว

หมายเหตุ: ผลข้างเคียงเหล่านี้มักจะค่อยๆ ลดลงและหายไปเองเมื่อร่างกายปรับตัวเข้ากับยาได้ (ประมาณ 1-2 สัปดาห์)

# # ⚠️ ยาสมาธิสั้นอันตรายไหม? จะติดยาหรือเปล่า?
คำตอบคือ "มีความปลอดภัยสูงมาก หากใช้ภายใต้การดูแลของแพทย์"

* ไม่ทำให้เสพติด: ยาสมาธิสั้นที่แพทย์จ่ายถูกควบคุมปริมาณอย่างเหมาะสมและออกฤทธิ์จำกัดเวลา ไม่ได้ทำให้เกิดอาการเคลิ้มสุข (Euphoria) เหมือนการใช้สารเสพติด ในทางกลับกัน งานวิจัยพบว่าการรักษาด้วยยาอย่างถูกต้องช่วยลดความเสี่ยงที่ผู้ป่วย ADHD จะไปพึ่งพาสารเสพติดอื่นๆ ในอนาคตด้วยซ้ำ
* ไม่อันตรายต่อสมองระยะยาว: ยาไม่ได้สะสมในร่างกาย เมื่อหมดฤทธิ์ยาจะถูกขับออกทางปัสสาวะ
* ต้องระวังในคนที่มีโรคประจำตัว: สำหรับผู้ที่มีโรคหัวใจ ความดันโลหิตสูงรุนแรง หรือมีปัญหาสุขภาพจิตบางประเภท แพทย์จะตรวจเช็กอย่างละเอียดและปรับไปใช้ยากลุ่มอื่นที่ปลอดภัยกว่า

# # 💡 ทริคการดูแลตัวเองเมื่อกินยา

* กินข้าวให้อิ่มก่อนกินยา: เพื่อลดปัญหาอาการเบื่ออาหาร
* หลีกเลี่ยงกาแฟ/ชา: เพราะคาเฟอีนจะไปเสริมฤทธิ์กระตุ้นประสาท ทำให้ใจสั่นมากขึ้น
* ไม่กินยาเกินบ่ายโมง: เพื่อป้องกันปัญหานอนไม่หลับในตอนกลางคืน

สรุป: ยาสมาธิสั้นไม่ใช่สิ่งน่ากลัว แต่เป็นเครื่องมือแพทย์ที่ช่วยคืนคุณภาพชีวิตให้กับผู้ป่วย หากมีอาการข้างเคียงที่รบกวนชีวิตประจำวัน การปรึกษาจิตแพทย์เพื่อปรับประเภทยาหรือปรับโดส คือทางออกที่ดีที่สุด 👍

08/05/2026

"เด็กขี้เกียจ" หรือ "สมองเขาทำงานต่างออกไป"

ทำความเข้าใจ Dyslexia 🧠📖

คุณพ่อคุณแม่หรือคุณครูเคยสงสัยไหมครับ? ทำไมเด็กบางคนฉลาดมาก พูดเก่ง ไหวพริบดี แต่พอให้ "อ่าน" หรือ "เขียน" กลับดูติดขัด สะกดผิดซ้ำๆ หรือจำตัวอักษรไม่ได้สักที...
นี่ไม่ใช่เรื่องของความขี้เกียจ หรือความพยายามไม่พอ แต่มันคือภาวะ Dyslexia (ภาวะบกพร่องทางการเรียนรู้ด้านการอ่าน)

💡 1. สมองที่ "ต่อวงจร" ต่างออกไป (Neurobiology)
ผลการสแกนสมอง (fMRI) ยืนยันว่า ผู้ที่มีภาวะ Dyslexia มีการทำงานของสมองซีกซ้าย (ส่วนที่ประมวลผลภาษา) แตกต่างจากคนทั่วไป พวกเขาต้องใช้ "พลังงาน" และ "เส้นทางสำรอง" ในสมองมากกว่าปกติในการเปลี่ยนตัวอักษรเป็นเสียง ดังนั้น การอ่าน 1 หน้าของเขา อาจเหนื่อยเท่ากับการอ่าน 10 หน้าของเราครับ

🧩 2. ปัญหาไม่ได้อยู่ที่สายตา แต่อยู่ที่ "เสียง" (Phonological Processing)
หลักฐานทางวิชาการชี้ว่า ปัญหาหลักคือ Phonological Awareness หรือการแยกแยะเสียงย่อยในคำ เช่น เขาอาจจะแยกไม่ได้ว่า "บ้าน" กับ "บาน" ต่างกันที่เสียงตรงไหน ทำให้การสะกดคำกลายเป็นเรื่องยากมหาศาล

🌟 3. Dyslexic Thinking: พรสวรรค์ที่มาพร้อมความต่าง
งานวิจัยจากมหาวิทยาลัย Cambridge และองค์กร Made By Dyslexia ระบุว่าเด็กกลุ่มนี้มักมีทักษะ "การคิดเชิงภาพรวม" (Big Picture Thinking) ที่ยอดเยี่ยม พวกเขาเก่งเรื่องการแก้ปัญหาที่ซับซ้อน การมองเห็นรูปแบบ (Pattern Recognition) และมีความคิดสร้างสรรค์สูงมาก
------------------------------
🏷️ แนวทางช่วยเหลือ (สำหรับคุณครูและผู้ปกครอง):
✅ สอนแบบ Multi-sensory: ใช้ประสาทสัมผัสหลายด้านพร้อมกัน เช่น เขียนตัวอักษรบนทราย ออกเสียงตาม และมองภาพประกอบ (ตามหลักการของ Orton-Gillingham ที่ได้รับการยอมรับทั่วโลก)
✅ เน้นที่ "เนื้อหา" มากกว่า "ตัวสะกด": ในวิชาที่ไม่ใช่ภาษาไทย/อังกฤษ ควรให้เขาสอบปากเปล่าหรือใช้การวาดภาพเพื่อแสดงความเข้าใจ แทนการตัดคะแนนเรื่องการสะกดผิด
✅ กำลังใจคือยาที่ดีที่สุด: เด็ก Dyslexia มักมีความมั่นใจต่ำ (Low Self-esteem) เพราะรู้สึกว่าตัวเองทำเรื่อง "ง่ายๆ" ไม่ได้ การชมในความพยายามและชี้ให้เห็นจุดแข็งอื่นของเขาจะช่วยได้มากครับ
ร่วมกันเปลี่ยนจากความ "ไม่เข้าใจ" เป็นการ "สนับสนุน" เพราะเด็กกลุ่มนี้อาจเติบโตไปเป็นนวัตกร ศิลปิน หรือนักธุรกิจระดับโลกได้ หากเราให้โอกาสเขาเรียนรู้ในแบบที่สมองเขาต้องการ


🏷️ แนวทางช่วยเหลือ (สำหรับคุณครูและผู้ปกครอง):

✅ สอนแบบ Multi-sensory:

ใช้ประสาทสัมผัสหลายด้านพร้อมกัน เช่น เขียนตัวอักษรบนทราย ออกเสียงตาม และมองภาพประกอบ (ตามหลักการของ Orton-Gillingham ที่ได้รับการยอมรับทั่วโลก)

✅ เน้นที่ "เนื้อหา" มากกว่า "ตัวสะกด"

: ในวิชาที่ไม่ใช่ภาษาไทย/อังกฤษ ควรให้เขาสอุบปากเปล่าหรือใช้การวาดภาพเพื่อแสดงความเข้าใจ แทนการตัดคะแนนเรื่องการสะกดผิด

✅ กำลังใจคือยาที่ดีที่สุด:

เด็ก Dyslexia มักมีความมั่นใจต่ำ (Low Self-esteem) เพราะรู้สึกว่าตัวเองทำเรื่อง "ง่ายๆ" ไม่ได้ การชมในความพยายามและชี้ให้เห็นจุดแข็งอื่นของเขาจะช่วยได้มากครับ
ร่วมกันเปลี่ยนจากความ "ไม่เข้าใจ" เป็นการ "สนับสนุน" เพราะเด็กกลุ่มนี้อาจเติบโตไปเป็นนวัตกร ศิลปิน หรือนักธุรกิจระดับโลกได้ หากเราให้โอกาสเขาเรียนรู้ในแบบที่สมองเขาต้องการ

#บกพร่องการเรียนรู้





#การเรียนรู้ที่แตกต่างสู่เส้นทางการเติบโต

04/02/2026

ลูกอ่านหนังสือไม่ออก ควรมาพบแพทย์เมื่อไหร่

คัดกรองทักษะการอ่านในช่วงวัย 4-6 ปีกันค่ะ ถ้าเด็กตอบได้น้อยอาจมีปัญหาการแยกเสียง ทักษะความพร้อมในการอ่านได้ค่ะ
26/01/2026

คัดกรองทักษะการอ่านในช่วงวัย 4-6 ปีกันค่ะ ถ้าเด็กตอบได้น้อยอาจมีปัญหาการแยกเสียง ทักษะความพร้อมในการอ่านได้ค่ะ

กำลังมองหาผจญภัยในป่าฮาลาบาลา? เพียงแค่อ่าน PDFs ออนไลน์ ทั้งหมด 68 จากผู้เขียน yongyutt.tha ชอบ ผจญภัยในป่าฮาลาบาลา? แบ...

17/01/2026

10 ข้อที่พ่อแม่ควรเข้าใจและควรทำ หากลูกวัยเตาะแตะและวัยอนุบาลไม่สนใจรับประทานอาหาร โดยหมอเค…ศ.นพ.วีระศักดิ์ ชลไชยะ ✨️

1. เด็กวัยเตาะแตะเป็นวัยที่มีความเป็นตัวของตัวเองสูง ต้องการที่จะทำหรือไม่ทำอะไรด้วยตนเอง ไม่ชอบให้บังคับ และยังเป็นวัยที่มีพลังในตัวเองมาก ชอบเคลื่อนไหว เดิน วิ่ง และปีนป่ายเกือบตลอดเวลา อีกทั้งอาจมีความอยากอาหารน้อยโดยเฉพาะเมื่อกำลังทำกิจกรรมต่าง ๆ อยู่ จนทำให้ดูเหมือนว่าไม่ค่อยสนใจจะรับประทานอาหารเมื่อถึงเวลาอาหารแล้ว นอกจากนี้น้ำหนักในเด็กวัยเตาะแตะและวัยอนุบาลยังเพิ่มขึ้นเพียงปีละ 2-2.5 กิโลกรัม ซึ่งหากเด็กไม่สนใจรับประทานอาหาร หรือรับประทานอาหารได้น้อย หรือไม่ค่อยมีความอยากอาหารทั้ง ๆ ที่ไม่มีโรคทางกายใด ๆ ก็อาจทำให้พ่อแม่รู้สึกกังวลว่าลูกตัวเล็ก หรือดูผอมไปเมื่อเปรียบเทียบกับเด็กคนอื่น

2. ความกังวลจากข้อ 1 ที่ว่าลูกอาจตัวเล็กไป หรือมีการเจริญเติบโตไม่สมวัย พ่อแม่สามารถเช็คได้จากกราฟการเจริญเติบโตของลูก โดยดูจากทั้งน้ำหนัก ส่วนสูง และเส้นรอบศีรษะที่มักได้วัดตอนพาลูกไปฉีดวัคซีน และตรวจสุขภาพเป็นประจำว่ายังอยู่ตามเส้นกราฟการเจริญเติบโตเดิมหรือไม่ ซึ่งปกติแล้วเด็กหลังอายุ 2 ปี จะมีน้ำหนัก ส่วนสูง และเส้นรอบศีรษะอยู่เปอร์เซ็นไทล์เดิมของเส้นกราฟการเจริญเติบโต และมักจะเป็นไปตามกรรมพันธุ์ ดังนั้นหากรู้สึกว่าลูกผอมไป แต่หากพบว่าทั้งน้ำหนักและส่วนสูงยังอยู่เปอร์เซ็นไทล์เดิม หรือใกล้เคียงกับเปอร์เซ็นไทล์เดิมก็ไม่น่าต้องกังวลใจอะไรมากนัก

3. พ่อแม่ควรให้อาหารมื้อหลัก 3 มื้อต่อวัน ทั้งมื้อเช้า กลางวัน และเย็น โดยเว้นช่วงระหว่างมื้ออาหารประมาณ 3 ชั่วโมงขึ้นไป และให้อาหารว่าง 1-2 มื้อต่อวัน ซึ่งควรให้เด็กรับประทานอาหารในแต่ละมื้อไม่เกิน 30 นาที หากครบเวลา หรือเด็กแสดงพฤติกรรมว่าไม่อยากรับประทานอาหารแล้ว เช่น เริ่มคาย บ้วน โยนทิ้ง หรือเล่นอาหาร พ่อแม่ควรเก็บอาหารมื้อนั้น โดยพยายามทำสีหน้าและอารมณ์เป็นปกติ และไม่ให้อาหารระหว่างมื้อ ยกเว้นน้ำเปล่า รวมถึงไม่ฝึกให้เด็กกินจุบจิบ เพื่อให้โอกาสเด็กรู้สึกหิว เด็กจะรับประทานอาหารได้มากขึ้นในมื้อถัดไป ทั้งนี้พ่อแม่จะสามารถให้อาหารมื้อหลัก 3 มื้อได้ ก็ไม่ควรพาลูกให้นอนดึกจนตื่นสายมาก จะทำให้แต่ละมื้อของวันถัดไปติดกันมากเกินไป จนทำให้เด็กไม่รู้สึกหิวได้เช่นกัน

4. หลายครั้งที่พบว่าเด็กที่ไม่สนใจรับประทานอาหารเป็นเพราะเด็กไม่รู้จักความหิว และความอิ่ม ซึ่งยิ่งเด็กทานได้น้อย แล้วพ่อแม่ยิ่งป้อนนานขึ้น หรือให้บ่อยขึ้น หรือให้อาหาร ขนม นม หรือน้ำผลไม้ระหว่างมื้อจะทำให้เด็กไม่รู้จักหิว และทำให้ยิ่งรับประทานอาหารได้น้อยในมื้อถัดไป

5. เด็กที่รับประทานอาหารในแต่ละมื้อได้น้อย พ่อแม่ควรให้อาหารที่มีพลังงานสูงและมีสารอาหารหลากหลาย โดยอาจเพิ่มอาหารประเภทไขมัน เช่น ของทอด ไก่ทอด ข้าวผัด ไข่เจียว ข้าวมันไก่ เป็นต้น หรืออาจให้อาหารว่างเป็นนมที่มีพลังงานสูงขึ้น

6. ปฏิสัมพันธ์ที่ดีระหว่างพ่อแม่และเด็กเป็นสิ่งสำคัญมากโดยเฉพาะระหว่างมื้ออาหาร ควรสร้างบรรยากาศที่ดีและผ่อนคลายขณะรับประทานอาหาร หลีกเลี่ยงการบังคับเด็กให้ทานอาหารมากขึ้น หากเป็นไปได้ควรลดสิ่งเร้าระหว่างรับประทานอาหาร เช่น ไม่เปิดสื่อหน้าจอ หรืองดเล่นของเล่นไปด้วยระหว่างรับประทานอาหาร และฝึกให้นั่งรับประทานอาหารเป็นที่ ไม่เดินตามป้อน เพราะจะยิ่งเป็นการฝึกให้เด็กเคยชินกับการดูสื่อหน้าจอ หรือเล่นไปด้วย หรือเดินไปมาระหว่างรับประทานอาหาร

7. จากที่ระบุไว้ในข้อ 1 ที่เด็กวัยเตาะแตะเป็นวัยที่มีความเป็นตัวของตัวเองสูง ไม่ชอบให้บังคับ ดังนั้นพ่อแม่จึงควรให้ทางเลือกแก่ลูกที่พ่อแม่ต้องการจะให้เป็น เช่น “หนูจะกินอาหารใส่จานรูปหมี หรือรูปสิงโต” “หนูจะกินไข่ก่อน หรือกินหมูก่อน” เป็นต้น อีกทั้งเด็กอายุตั้งแต่ 6 เดือน สามารถจะหยิบอาหารเข้าปากได้ หากให้โอกาส และคอยเฝ้าระวังดูแลการสำลัก เมื่อเด็กอายุประมาณ 15-18 เดือน จะเริ่มหยิบช้อนตักอาหารเข้าปากได้ จึงควรให้เด็กฝึกรับประทานอาหารเอง ซึ่งพ่อแม่อาจใช้อีกช้อนหนึ่งช่วยป้อนบ้างสลับกัน จะยิ่งทำให้เด็กรู้สึกว่าไม่ได้ถูกบังคับ และยังมีความเป็นตัวของตัวเองอยู่ นอกจากนี้หากเด็กตักอาหารแล้วทำหกเลอะเทอะบ้าง พ่อแม่ก็ควรเข้าใจและทำใจยอมรับให้ได้

8. พยายามชื่นชม ปรบมือ หรือให้สติกเกอร์ ซึ่งเป็นการให้แรงเสริมทางบวก หากเด็กรับประทานอาหารด้วยตนเอง หรือรับประทานอาหารมากขึ้น หรือลองรับประทานอาหารใหม่ ๆ ได้ จะยิ่งส่งเสริมให้เด็กมีพฤติกรรมที่ต้องการมากขึ้น

9. หากเด็กรับประทานอาหารไม่หลากหลาย พ่อแม่ควรให้เด็กลองชิมอาหารชนิดใหม่บ่อย ๆ ซึ่งอาจต้องทดลองมากถึง 8-15 ครั้ง ในสถานการณ์ต่าง ๆ หากเด็กแค่นำอาหารชนิดใหม่มาแตะที่ปาก หรือลองเคี้ยวแล้วบ้วนทิ้ง พ่อแม่ก็ควรให้แรงเสริมทางบวกตามข้อ 8 เพื่อให้เด็กมีแรงจูงใจที่อยากจะลองอาหารใหม่ ๆ เพิ่มขึ้น

10. ในเด็กโต อาจลองให้เด็กมีส่วนร่วมและช่วยในการเตรียมอาหารเท่าที่พอจะทำได้ จะยิ่งทำให้เพิ่มโอกาสในการรับประทานอาหารที่เตรียมเองมากขึ้น

#ทุกเรื่องการเลี้ยงลูกตลาดนัดครอบครัวมีคำตอบ

ความรู้เรื่ิองยาสมาธิค่า
24/10/2025

ความรู้เรื่ิองยาสมาธิค่า

10 ข้อที่พ่อแม่ควรรู้เกี่ยวกับยารักษาโรคสมาธิสั้นในประเทศไทย (ข้อมูล ณ วันที่ 24 ตุลาคม 2568) โดยหมอเค…ศ.นพ.วีระศักดิ์ ชลไชยะ

1. ยาหลักในการรักษาโรคสมาธิสั้นในประเทศไทย คือ ยา methylphenidate ออกฤทธิ์ในการกระตุ้นให้มีสมาธิ โดยการเพิ่มสารโดปามีนและนอร์อิพิเนฟรินบริเวณจุดประสานประสาท (synapse) ซึ่งเป็นสารสื่อประสาทสำคัญที่ช่วยให้มีสมาธิจดจ่อ ลดความวอกแวก ซน อยู่ไม่นิ่ง และความหุนหันพลันแล่น ส่งผลให้มีผลการเรียน และปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนและผู้อื่นดีขึ้น รวมทั้งยังช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ การบาดเจ็บ การทำร้ายตนเอง การทำผิดกฎหมาย และการติดสารเสพติด ซึ่งยานี้รับรองให้ใช้ในเด็กที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคสมาธิสั้นที่มีอายุตั้งแต่ 6 ปีขึ้นไป

2. methylphenidate เป็นยาเม็ดที่มีการออกฤทธิ์ตั้งแต่ออกฤทธิ์สั้น (3-4 ชั่วโมง; เช่น ยา Ritalin, Rubifen 10 มก.) ปานกลาง (8 ชั่วโมง; ยา Ritalin LA 20 มก.) และออกฤทธิ์ยาว (10-12 ชั่วโมง; Concerta 18, 27, 36, 54 มก. และยา methylphenidate sandoz 18, 36 มก.) ซึ่งการที่จะเลือกใช้ยาที่ออกฤทธิ์แบบไหนขึ้นกับระยะเวลาที่ต้องการให้ยาออกฤทธิ์เพื่อให้เด็กสามารถทำหน้าที่ต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน รวมทั้งการเรียน และการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นได้อย่างเหมาะสมและเต็มศักยภาพของเด็ก โดยมีผลข้างเคียงน้อยที่สุด และจำเป็นต้องอาศัยการตัดสินใจร่วมกันระหว่างหมอที่ดูแลรักษา ผู้ปกครอง และเด็กโตหรือวัยรุ่นด้วย

3. ปกติยาออกฤทธิ์สั้นมักเริ่มให้กินครั้งละครึ่งเม็ดเช้าและกลางวัน โดยสามารถกินหลังหรือก่อนอาหารได้ หรือเด็กบางคนจำเป็นต้องกินยามื้อเย็น (ไม่ควรเกิน 16-17 น.) เพื่อช่วยควบคุมพฤติกรรมในช่วงเย็นร่วมด้วย หากเด็กยังกลืนยาไม่ได้ ยาออกฤทธิ์สั้นสามารถเคี้ยวได้ ยาจะเริ่มออกฤทธิ์หลังกินยาไปประมาณครึ่งชั่วโมง เด็กบางคนอาจมีอาการหงุดหงิด โกรธ ซน และหุนหันพลันแล่นมากขึ้น โดยเฉพาะช่วงเวลาที่ยาใกล้จะหมดฤทธิ์ได้

4. ยาที่ออกฤทธิ์ปานกลางและยาวจะเหมาะสำหรับเคสที่ต้องการกินยาวันละครั้ง เด็กที่ลืม หรือไม่อยากกินยามื้อกลางวัน หรือไม่สามารถรับผิดชอบกินยาด้วยตนเองเมื่ออยู่โรงเรียน หรือคุณครูไม่สามารถกำกับดูแลให้เด็กกินยาได้ ยาที่ออกฤทธิ์ทั้ง 2 อย่างนี้จะมีราคาแพงกว่ายาที่ออกฤทธิ์สั้น และอาจมีผลข้างเคียงที่นานกว่าตามระยะเวลาที่ยาออกฤทธิ์ ยาออกฤทธิ์ปานกลางสามารถกลืนได้ทั้งเม็ด หรือเด็กที่กลืนยาทั้งเม็ดไม่ได้ก็สามารถถอดแคปซูลและโปรยเม็ดยาเล็ก ๆ โดยผสมกินพร้อมกับโยเกิร์ตหรืออาหารได้ ในขณะที่ยาออกฤทธิ์ยาวจำเป็นต้องกลืนทั้งเม็ด ไม่สามารถแบ่งหรือตัดยาได้

5. การปรับขนาดยาจำเป็นต้องพิจารณาจากการทำหน้าที่ของเด็กในชีวิตประจำวันทั้งที่บ้านและโรงเรียน โดยมีเป้าหมายเพื่อให้เด็กสามารถทำหน้าที่ต่าง ๆ ของตนเองได้อย่างเต็มที่ และมีผลข้างเคียงจากยาให้น้อยที่สุด

6. ผลข้างเคียงของยากลุ่มนี้ที่พบบ่อย ได้แก่ เบื่ออาหาร น้ำหนักลด หรือน้ำหนักไม่เพิ่มขึ้น นอนหลับยากขึ้นในเวลากลางคืน โดยเฉพาะที่กินยาออกฤทธิ์สั้นมื้อเย็นเกินไป หรือกินยาออกฤทธิ์ยาวมื้อเช้าล่าช้า ผลข้างเคียงอื่นที่พบได้ เช่น ปวดศีรษะ ปวดท้อง แกะเล็บ หรือผิวหนังข้างเล็บ หงุดหงิดง่ายโดยเฉพาะหากให้ยาในเด็กอายุน้อย หรือเด็กที่เป็นโรคออทิซึม หรือมีพัฒนาการล่าช้า หรือสติปัญญาบกพร่องร่วมด้วย

7. สามารถให้ยา methylphenidate ในเด็กวัยอนุบาลที่มีอายุ 4-6 ปี ที่เป็นโรคสมาธิสั้นได้ หากพ่อแม่และผู้ปกครองพยายามปรับพฤติกรรมสำหรับเด็กโรคสมาธิสั้นอย่างเต็มที่แล้ว และยังคงมีอาการมากจนรบกวนการทำหน้าที่ในชีวิตประจำวันของเด็ก หรือประสบอุบัติเหตุ หรือมีปัญหาด้านความปลอดภัยจากความซนและความหุนหันพลันแล่น อย่างไรก็ตามประสิทธิภาพของยามักได้ผลต่ำกว่าในเด็กโต และพบผลข้างเคียงโดยเฉพาะอาการหงุดหงิดจากยานี้ในเด็กวัยอนุบาลมากกว่าเด็กโต

8. ในทางคลินิกไม่สามารถบอกได้อย่างแน่นอนว่าเด็กจะตอบสนองต่อยา methylphenidate ที่ออกฤทธิ์แบบไหนได้ดีกว่ากัน บางคนตอบสนองต่อยาออกฤทธิ์สั้นได้ดีกว่าออกฤทธิ์ยาว หรือบางคนตอบสนองได้ดีพอ ๆ กัน หรือบางคนตอบสนองต่อยาออกฤทธิ์ยาวได้ดีกว่า มักจะเข้าได้กับสำนวนที่ว่า “ลางเนื้อชอบลางยา” นอกจากนี้ไม่จำเป็นที่เด็กที่เคยกินยา methylphenidate ตัวใดตัวหนึ่งแล้วได้ผลไม่ดี หรือมีผลข้างเคียงมากจะตอบสนองต่อยาตัวอื่นไม่ดีเช่นเดียวกัน

9. การกินยาควรกินสม่ำเสมอทุกวัน ไม่ควรกิน ๆ หยุด ๆ จะทำให้การรักษาได้ผลไม่ดีเท่าที่ควร อย่างไรก็ตามเด็กที่มีอาการเบื่ออาหาร และน้ำหนักลดจนผู้ปกครองกังวล อาจพิจารณาทบทวนถึงความจำเป็นที่ต้องให้ยาและผลข้างเคียงของยาอีกครั้ง แล้วอาจตัดสินใจงดกินยาวันหยุด เพื่อให้เด็กกินอาหารได้มากขึ้น ทั้งนี้หากพ่อแม่มีประเด็นที่กังวลหรือคำถามอื่น ๆ เกี่ยวกับการกินยา ควรปรึกษาหมอที่ดูแลรักษาเพื่อวางแผนให้การดูรักษาเด็กอย่างเหมาะสมต่อไป

10. การรักษาโรคสมาธิสั้นเพื่อให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุดจำเป็นต้องรักษาควบคู่กันระหว่างการกินยาและการปรับพฤติกรรม ยาอย่างเดียวไม่ช่วยให้เด็กดีขึ้น เพราะคุณลักษณะที่ดีของเด็กหลายอย่าง เช่น ความรับผิดชอบ ความอดทนพยายาม การวางแผน การควบคุมตนเอง และการบริหารจัดการจำเป็นต้องฝึกฝนอย่างต่อเนื่องเพื่อพัฒนาให้เป็นทักษะที่พึงประสงค์ในเด็กต่อไป

สามารถอ่านบทความเกี่ยวกับ 9 ข้อที่มักเข้าใจผิดเกี่ยวกับโรคสมาธิสั้นได้ทางลิงก์นี้ครับ
https://www.facebook.com/share/p/17VzGYMC1j/?mibextid=wwXIfr

#ทุกเรื่องการเลี้ยงลูกตลาดนัดครอบครัวมีคำตอบ

10/09/2025

ที่อยู่

แยกวีอาร์กู้ภัย โซนคลินิก 465 หมู่ 13 ต. นอกเมือง
Surin
32000

เบอร์โทรศัพท์

0956023663

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ คลินิกเด็กหมอสิริกุลผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์