20/05/2026
“การยืดไม่ช่วยลดความเสี่ยงการเกิดอาการบาดเจ็บ
และเราไม่จำเป็นต้องยืดค้างก่อนหรือหลังออกกำลังกาย”
ตัวพ่อขาฟาดอย่าง Layne Norton จากฝั่งเทรนเนอร์ และ Adam Meakins จากฝั่งกายภาพบำบัดได้ออกมาโพสต์เกี่ยวกับการยืด
ซึ่งทั้งสองโพสต์ได้มีคนมากมาย tag ถึง flexibility research ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญ และหมกมุ่นอยู่กับเรื่องความยืดหยุ่นให้มาอภิปราย
โดยผมขอสรุปแบบคร่าวๆภาพรวมละกัน เพราะนอกจากจะไม่ให้มันยาวมากกกกแล้ว ผมเองก็คงไม่ได้มีอำนาจในการตัดสินว่าฝั่งไหนผิดฝั่งไหนถูก แต่ก็จะใส่ความเห็นส่วนตัวและคำอธิบายลงไปด้วย รายละเอียดจะเป็นอย่างไรไปติดตามกัน
ขอเริ่มจากโพสตร์ของ Adam Meakins ก่อน(1) เพราะมีข้อสรุปค่อนข้างชัด โดยเค้าได้โพสต์ว่าสาเหตุที่ไม่จำเป็นต้องยืดค้าง(static strech)ทั้งก่อนและหลังออกกำลังกายเพราะว่า
- การยืดค้างนานกว่า 60 วินาที ทำให้เกิดอาการล้า(ออกแรงได้น้อยลง)ซึ่งส่งผลต่อเนื่องไปถึง 20 นาที
- การยืดหลังออกกำลังกายเพิ่มการตอบสนองต่อการอักเสบ
- การยืดไปขัดขวางกระบวนการซ่อมแซมและทำให้ฟื้นตัวได้ช้าลง
- การยืดไม่ใช่วยให้ฟื้นตัวดีขึ้นและไม่ลดอาการปวดเมื่อยในวันต่อๆไปได้
ที่สำคัญการยืดนั้นน่าเบื่อสัสๆ
โดยทาง flexibility research ได้ออกมาโต้แย้งว่า(2)
- งานวิจัยที่บอกว่ายืดมากกว่า 60 วินาทีแล้วมีผลเสียต่อประสิทธิภาพการออกแรงนั้นในงานวิจัยนั้นใช้การยืด 60 วินาที 3 เซ็ต ซึ่งในไกด์ไลน์ทั่วไปให้ยืด 10-30 วินาที รวมแล้วไม่เกิน 1 นาที ดังนั้นวิธีการยืดแบบในงานวิจัยไม่ค่อยมีใครทำกันในโลกความเป็นจริง
- มีงานวิจัยที่ว่าถ้ายืด 60 วินาทีเซ็ตเดียวไม่ได้ส่งผลต่อประสิทธิภาพการออกแรง และที่บอกว่าล้าไปถึง 20 นาทีนั้น ถ้าเป็นเรื่องความแข็งแรงสูงสุดก็กลับคืนมาในเวลาเพียง 10 นาทีเท่านั้น (หมายความว่าถ้าในคนที่ตึงมากๆ จนข้อต่อติดขัด เผื่อเวลายืดให้คลายก่อน ก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร)
- ส่วนเรื่องการอักเสบ งานวิจัยที่ยกมานั้นทดลองในหนู ไม่ใช่ในคน การยืดนั้นนานถึง 5 นาที และการตอบสนองต่อการอักเสบก็เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการพัฒนาของกล้ามเนื้อ
- การ Recovery ฟื้นตัวนั้นนิยามมันก็กว้างและแตกต่างกันในแต่ละบุคคลและจุดประสงค์ เช่น หายปวดเมื่อยได้เร็ว กลับมาแข็งแรง เหนื่อยน้อยลง มุมการเคลื่อนไหวมากขึ้น ฯ
- โดยในมุมของการฟื้นตัว การยืดนั้นก็เป็นการเพิ่ม Stress ให้กับกล้ามเนื้ออยู่แล้ว ดังนั้นจะไม่ทำให้ฟื้นตัวดีขึ้นก็ไม่แปลก การยืดไม่ช่วยลดอาการปวดเมื่อย DOMS แต่ก็มีการวิจัยพบว่าแม้จะมีปวดเมื่อยอยู่แต่การยืดเหยียดก็ไม่ได้ส่งผลลบต่อความแข็งแรง และยังไม่มีหลักฐานว่าการยืดส่งผลลบต่อการฟื้นตัว แถมงานที่อดัมอ้างอิงมาก็ไม่ได้ต่อต้านว่าห้ามยืดก่อนออกกำลังกาย
- ส่วนเรื่องยืดแล้วน่าเบื่อสัสๆ อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้งวิธีการยืด ประสบการณ์ที่เคยผ่านมา กิจกรรมที่ทำ
ซึ่งต่อมา Adam (3) ก็ได้มีการโพสต์ว่าเค้าพลาดไปอย่างไรเกี่ยวกับเรื่องการยืด โดยจากข้อมูลตอนนี้เค้ายอมรับว่า การฝึก Mobility และ Flexibility นั้นมีประโยชน์สำหรับบางคนและบางกิจกรรมโดยเฉพาะกิจกรรมที่มีการเคลื่อนไหวเต็มมุมด้วยความเร็วและแรง แถมเค้ายังแปลกใจถึงประโยชน์ในการยืดต่อระบบไหลเวียนโลหิตและยังสามารถช่วยสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อได้ โดยเค้าก็ได้ทำ Journey to better mobility โดยอัพโหลดคลิปการฝึกยืดของเค้าเป็นระยะ
ซึ่งนอกจากทาง flexibility research ก็ได้มาเมนท์ว่าเค้าเคารพอดัม(ที่ยอมรับว่าตนเองพลาด) โดยยังมีคนดังเพื่อนของอดัมมาเมนท์ไม่ว่า Greg lehman และ Corkinectic ที่มาร่วมคอมเมนท์
โดยแฟนคลับเค้าหลายคนก็มาชื่นชมที่เค้ายอมรับความผิดพลาด แต่ก็มีคนมาใส่ Adam เค้าเหมือนกัน เพราะเวลาเค้าฟาดคนอื่น เค้าแคปหน้ามาด่ากันเลย Bull s**t, Dick head ทำ meme ล้อเลียน ฯลฯ คนก็เลยบอกทีตัวเองผิด อ้างอิงชุ่ยๆจัดการตัวเองแค่เนี๊ยะ บางคนก็มาบอกว่าก่อนหน้านี้เค้ามีอาการหลอนที่ต้องคอยเช็คว่าเรื่องที่เค้าจะโพสต์นั้น Adam Meakins approve หรือยัง(เพราะไม่อยากโดนเอาไปโพสต์เสียบ)
ต่อมาก็เป็นโพสต์ที่ทาง layne norton ที่ได้บอกไว้ว่า(4) การยืดไม่ช่วยลดความเสี่ยงการเกิดอาการบาดเจ็บ โดยเค้าได้ให้เหตุผลว่า เค้าได้รับคำถามมากมายว่าจะทำอย่างไรเพื่อป้องกันอาการบาดเจ็บ ซึ่งเค้าได้บอกว่า ไม่มี ไม่มีอะไรที่จะป้องกันอาการบาดเจ็บได้ ทำได้เพียงแค่ลดความเสี่ยง แล้วเค้าก็เล่าประสบการณ์การบาดเจ็บของเค้าไม่ว่า หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท 2 รอบ กล้ามเนื้อเส้นเอ็น อก ขาหนีบ สะโพก ฉีก/ขาด แต่ไม่กี่สัปดาห์ก่อนเค้าก็สามารถยกท่าสควอทได้มากกว่า 272 กิโลกรัมและยกท่าเดดลิฟท์ได้มากกว่า 317 กิโลกรัม โดยเค้าบอกว่าสิ่งนี้เกิดขึ้นได้เพราะ มีงานวิจัย systematic review และrandomized controlled trials ซึ่งผลออกมาอย่างชัดเจนว่า การยืดค้างไม่ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอาการบาดเจ็บ ส่วนที่มีผลนั่นก็คือ การนอนน้อยเพิ่มความเสี่ยงในการบาดเจ็บถึง 235% ส่วนในการเล่นกีฬาการวอร์มอัพอย่างเจาะจงกับกีฬาที่เล่น เพิ่มอัตราการเต้นหัวใจก็จะช่วยลดความเสี่ยงได้ และเค้าก็ได้บอกว่าถ้าเกิดการบาดเจ็บก็ให้ลองลดปริมาณการฝึก เปลี่ยนจังหวะการเล่น ลองหยุดดู ลองปรับเปลี่ยนมุม ลองเปลี่ยนการออกกำลังกาย แต่ยังพยายามให้มีการกระตุ้นบริเวณนั้นอยู่โดยไม่ให้อาการปวดแย่ลง
ซึ่งในแคปชั่นเค้าบอกว่าความเสี่ยงที่สุดในการเกิดการบาดเจ็บนั่นก็คือ การฟื้นฟูไม่เพียงพอ แต่คนชอบไปหาการยืดที่จะเป็นเหมือนเวทมนต์ที่จะช่วยให้หายเจ็บได้อย่างทันที
โดยใครอยากยืดเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นก็ทำได้เค้าไม่ได้ห้ามแต่ มันไม่มีหลักฐานดีๆที่การยืดจะช่วยป้องกันอาการบาดเจ็บได้
โดยโพสต์นี้มีคนดูเกือบ 5 แสนคน และกดไลก์ไปกว่า 2 หมื่น
ซึ่งทาง Flexibility research ได้โต้แย้งว่า(5) การป้องกันก็เป็นส่วนหนึ่งของการลดความความเสี่ยงอยู่แล้ว อย่างเช่น วัคซีน หน่วยงานต่างๆก็ใช้คำว่า ป้องกัน
ซึ่งการยืดเหยียดแม้จะไม่ได้ช่วยป้องกันไม่ให้เกิด กล้ามเนื้อฉีกขาด หรือกระดูกแตกหักได้ แต่มันก็ช่วยลดความเสี่ยงการเกิดกล้ามเนื้อฉีกได้ ซึ่งมันก็อยู่ในงานที่ Norton เอามาอ้างอิงเอง ถัดไปไม่กี่บรรทัดจากที่เค้าไฮไลท์ ซึ่งงานนั้นได้ระบุว่า การยืดเหยียดตอนวอร์มอัพที่ประกอบด้วยการการยืดเหยียดแบบมีการเคลื่อนไหวคือสิ่งที่ควรแนะนำเพื่อลดความเสี่ยงการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อ
- โดย Norton ได้มาเมนท์ว่า ถ้าคุณมีหลักฐานงานวิจัยที่แสดงให้เห็นว่าการยืดลดความเสี่ยงในการบาดเจ็บ ผมจะมีความสุขมากในการไปอ่านมัน
- Flexibility research ก็เลยตอบว่า ก็งานที่คุณยกมาอ้างเองไง งานนั้นมีรายงานว่าการยืดลดการบาดเจ็บได้ 54%
- Norton ตอบว่า ที่ผมยกมาคือประโยคที่ว่า การยืดแบบค้างไว้และการยืดแบบ PNF ไม่มีผลชัดเจนต่อการบาดเจ็บทุกกรณีหรือการฝึกมากเกินไป ซึ่งยังไม่มีข้อมูลสำหรับการยืดเหยียดแบบเคลื่อนไหว
- Flexibility research ก็ตอบว่า การบาดเจ็บทุกกรณีหรือการฝึกมากเกินไป นั้นมีกลไกต่างจากการเกิดกล้ามเนื้อฉีก ซึ่งในงานนั้นก็ระบุว่าการยืดช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดการบาดเจ็บกล้ามเนื้อฉับพลันได้ถึง 54%
โดยในโพสต์นี้ Adam Meakins ก็มากดไลก์ด้วย
แล้วเรื่องก็จบไปแบบนี้
ถ้าเป็นความเห็นส่วนตัวผม Norton พาดหัวเล่นใหญ่คือ การยืดไม่สามารถลดความเสี่ยงในการบาดเจ็บได้ ซึ่งมันอาจจะมีวิธีอื่นที่ได้ผลดีกว่า จำเป็นต้องทำมากกว่า แต่การจะโพสต์แบบนี้ได้แสดงว่ามันต้องครอบคลุมทุกเคสทุกกรณีว่าการยืดไม่ได้ผลเลย (แม้ตอนหลังเค้าจะพยายามสื่อว่าเค้าหมายถึงแค่ยืดค้าง แต่ในคลิปเค้าไม่ได้ระบุไว้แบบนี้)
โดยผมเคยเขียนถึงเคสประมาณนี้ไว้แล้วครั้งหนึ่งในเรื่อง มีงานวิจัยยืนยัน (อ่านได้ในคอมเมนท์(6))
เพราะถ้าดูแนวทางปฏิบัติสภาวิจัยแห่งชาติ ข้อที่ 7 คือ นักวิจัยพึงนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ในทางที่ชอบ นักวิจัยพึงเผยแพร่ผลงานวิจัยเพื่อประโยชน์ทางวิชาการและสังคมไม่ขยายผลข้อค้นพบจนเกินความเป็นจริงและไม่ใช้ผลงานวิจัยไปในทางมิชอบ
คือการจะเอางานวิจัยมาเล่านั้นสามารถทำได้ แต่ก็ควรอธิบายว่างานนั้นทำกับใคร ทำแบบไหน เป็นจิ๊กซอว์ชิ้นเล็กๆเพื่อนำมาประกอบเป็นภาพใหญ่ แต่ถ้าเราไปเอาจิ๊กซอว์มาไม่กี่ชิ้นแล้วบอกว่านี่คือภาพรวม มันก็จะเป็นเรื่องผิดจรรยาบรรณนักวิจัย
เพราะลองดูแค่เรื่องว่าการยืดนั้นส่งผลต่อการบาดเจ็บหรือไม่ มันมีปัจจัยมีรายละเอียดอะไรบ้าง เช่น
- พื้นฐานส่วนตัว อายุ เพศ เชื้อชาติ รูปร่าง (อย่างแค่เรื่องความตึง ชาวตะวันตกก็นั่งยองๆเต็มเท้ากันไม่ค่อยได้ แต่ชาวไทยนั่งกันได้สบาย จะเอาผลมาอ้างกันก็คงลำบาก) กรรมพันธ์ (บางคนยืดหยุ่นมากโดยธรรมชาติไม่เคยฝึกเลยก็มีความยืดหยุ่นดี แต่บางคนตัวตึงมาก แค่นั่งนานๆลุกขึ้นมาเดินก็ยึดไปหมดเดินลำบากแล้ว)
- กิจวัตรประจำวัน บางคนเคลื่อนไหวทั้งวัน บางคนนั่งวันละ 13 ชั่วโมง บางคนนั่งเก้าอี้ดีๆปรับเอนได้สบาย บางคนนั่งแย่ๆ คนตัวตึงๆแค่นั่งเก้าอี้เตี้ยๆหรือต้องนั่งกับพื้นนี่ก็ส่งผลเยอะเลย
- กิจกรรมที่จะต้องไปทำ การเอาผลของนั่งวิ่งหน้าใหม่(วิ่งเหยาะๆ) ไปสรุปนักวิ่งร้อยเมตร วิ่งข้ามรั้ว ที่ต้องยกขาสูงๆเหยียดขาไกลๆ หรือเอาผลของคนเล่นฟิตเนสเวทแมชชีน ไปเทียบกับนักยกน้ำหนักโอลิมปิคที่ต้องย่อสุด ยกแขนเหนือศีรษะ หรือเอาผลสรุปของการออกกำลังกายทั่วไปไปสรุปครอบคลุมถึงนักยิมนาสติก มันก็ไม่สามารถทำได้
- ประเภทของการยืด ballistic stretching ,dynamic stretching ,active stretching ,passive stretching ,static stretching ,isometric stretching ,PNF stretching
ฯลฯ
โดยหลังจากนั้น Layne norton ได้ทำการโพสต์เรื่อง การดูว่าใครคือผู้เชี่ยวชาญ (7) ซึ่งเค้าบอกว่า มันมีเรื่อง BU****IT บนโลกโซเซียลเยอะมาก แล้วเราจะแยกผู้เชี่ยวชาญกับของปลอมได้อย่างไรว่า มันอาจจะขัดกับความรู้สึกหน่อย แต่ผู้เชี่ยวชาญมักจะฟังเหมือนคนไม่ค่อยมั่นใจ โดยจะมีลักษณะที่เป็นแบบนี้
- เพิ่มคำอธิบายที่ช่วยในการเข้าใจความหมายในบริบทนั้นๆ
- เข้าใจความแตกต่างเพียงเล็กน้อยที่ยากต่อการสังเกตแต่จริงๆ แล้วมีความสำคัญ
- ถามหาข้อมูลเพิ่มเติม
- ใช้คำอย่าง บางที เป็นไปได้ ไม่แน่
- คอยคัดค้านเพื่อที่จะให้คนอื่นได้ครุ่นคิดถึงอีกมุมนึงของประเด็น
- มีหลักฐานสนับสนุนข้อสรุปของตน
แต่ถ้าเป็นพวกตัวปลอมจะ
- ฟันธง
- มีแค่ดำกับขาว ถูกหรือผิด
- ใช้คำพูดให้เกิดความกลัว
- ใช้คำอย่าง ดีที่สุด แย่ที่สุด แน่นอน ไม่มีทาง
- ใช้ทฤษฎีสมคบคิด ประติดประต่อเรื่องราวมั่วๆ
- สรุปโดยไม่มีหลักฐาน
แล้วเค้าก็บอกว่าถ้าอยากหนีห่างจากเรื่อง BU****IT ให้ไปดูได้จากเว็บของเค้าที่คอยนำงานวิจัยมาอธิบายให้ฟัง(ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่าเค้าได้จัดตัวเองเป็นประเภทไหน แต่ทาง Flexibility research ผู้ซึ่งแจ้งไว้เสมอว่าเวลาเค้าให้ข้อมูลโต้แย้งกับใคร แล้วมีคนมาพิมพ์ด่า ใช้คำไม่สุภาพเค้าจะลบ แต่ในโพสต์ที่แย้งกับนอร์ตันเค้ามาเมนท์เห็นด้วยกับคนที่เมนท์ว่า นอร์ตันเป็นคนที่ไม่น่าคบหา หยาบคาย ไม่น่าเคารพเอาเสียเลย)
เพื่อนๆก็ลองพิจารณากันดูเองต่อจากนี้ละกันนะครับ ว่าข้อมูลจากใครเป็นผู้เชี่ยวชาญหรือเป็นตัวปลอม ผมแปะลิงค์ต้นทางไว้ให้ในคอมเมนท์ โดยผมยังไม่ได้ไปศึกษาถึงรายละเอียดของงานวิจัยที่แต่ละฝ่ายอ้างมานะครับ ใครสะดวกก็ฝากมาวิเคราะห์เพิ่มให้ด้วย และถ้าผมสรุปผิดพลาดตรงไหนก็แนะนำกันเข้ามาได้
แล้วเพื่อนๆละคิดอย่างไรเกี่ยวกับการยืดและอาการบาดเจ็บ ใครอยู่ทีมไหนเชียร์ใคร มาแชร์กันได้นะครับ
โค้ชเป้ง
*ส่วนใครที่ชอบการวิเคราะห์ทฤษฎีแบบนี้ และได้ทดลองปฏิบัติ ผมกับ ดร.กอล์ฟ Muscle Clinicz มีจัด workshop Stretching 101 อ่านรายละเอียดได้ที่คอมเมนท์เลยครับ