โทร เส้นทาง ติดต่อ ธุรกิจของเรา

Ez2fit Page สุข-ศึกษา (ดูแลสุขภาพอย่างไรให้มีความสุข)

04/10/2026

“การวิ่งมาราธอน ไม่ใช่การวิ่งเพื่อสุขภาพ การวิ่งมาราธอนจริงๆ เป็นการวิ่งที่ทำลายสุขภาพ พระพุทธเจ้ายังสอนเรื่องมัชฌิมาปฏิปทา มากไป ตึงไป สายซอก็ขาด หย่อนไป เสียงพิณก็ไม่เพราะ เราต้องมีความพอดีๆ

การวิ่งมาราธอน….มันเกินพอดี "

"แล้วทำไมผมถึงวิ่ง ทำไมคุณถึงวิ่ง ทำไมคนอื่นๆ ถึงวิ่ง?

ก็เพราะการวิ่งมาราธอนเป็นการพิสูจน์ตัวเราเอง เป็นรางวัลชีวิต เป็นชัยชนะส่วนตัวจริงๆ คนที่ไม่มีวินัยในตัวเอง คนที่ไม่มุ่งมั่นกับตัวเอง ไม่มีวันเลยครับ ที่จะฝึกวิ่งมาราธอนได้เด็ดขาด เพราะฉะนั้นมาราธอน ไม่ใช่ว่าใครจะวิ่งได้ จะต้องมีการฝึกซ้อมอย่างดีที่สุด แค่วิ่งถึงนะ ดังนั้นการวิ่งมาราธอนไม่ได้มองว่าเวลาน้อยเท่าไหร่ คุณไปถึงเส้นชัยคนที่เท่าไหร่ แต่การวิ่งมาราธอนนั้น เมื่อวิ่งไปถึงด้วยเวลาเท่าไหร่ก็แล้วแต่เนี่ย เป็นชัยชนะส่วนตัวที่จะภาคภูมิใจไปตลอดชีวิต ว่าเรานี้สามารถยืนอยู่บนขาตัวเองได้แน่นอนที่สุด……”

ศ.นพ. อุดมศิลป์ ศรีแสงนาม ผู้บุกเบิกมาราธอนของประเทศไทย ได้กล่าวไว้

ซึ่งผมขออธิบายต่อว่า ทำไมการวิ่งมาราธอน ไม่ใช่การวิ่งเพื่อสุขภาพ

โดยผมขอยกเรื่องจริงที่เคยมีกลุ่มคนมาประท้วงถามหาความโปร่งใส หลังจากที่ผมไปช่วยจัดกิจกรรมหาคนที่สุขภาพดี ร่างกายแข็งแรงประจำฟิตเนสให้กับหน่วยงานหนึ่งในสมัยก่อน ทำไมผู้แข่งขันมีทั้งนักกล้าม นักวิ่ง นักกีฬาระดับติดถ้วยมากมาย แต่คนชนะกลับเป็นผู้หญิงตัวเล็กๆ วัย 50 ปี (ที่ผมเป็นเทรนเนอร์ให้อยู่)

เหตุผลที่ผมชี้แจงนั้นมีดังนี้ กิจกรรมนี้จัดหาคนที่สุขภาพดีร่างกายแข็งแรง ดังนั้น เกณฑ์ทดสอบจึงใช้แบบทดสอบสมรรถภาพทางกายที่สัมพันธ์กับสุขภาพ (Health – Related Physical Fitness) ซึ่งคำนึงถึงความสามารถของระบบต่างๆ ในร่างกายประกอบด้วย เพราะความสามารถเชิงสรีรวิทยาด้านต่างๆ ที่ช่วยป้องกันบุคคลจากโรคที่มีสาเหตุจากภาวะขาดการออกกำลังกาย นับเป็นปัจจัยหรือตัวบ่งชี้สำคัญของการมีสุขภาพดี

ซึ่งมีองค์ประกอบดังนี้ 1. องค์ประกอบของร่างกาย 2. ความอดทนของระบบไหลเวียนเลือด 3. ความอ่อนตัวหรือความยืดหยุ่น 4. ความแข็งแรงและอดทนของกล้ามเนื้อ (ตอนนี้มีเพิ่มมิติอื่นๆแล้ว)

ดังนั้น สิ่งที่ผมจะบอกคือ เกณฑ์เพื่อสุขภาพไม่ใช่เพื่อความเป็นเลิศ สมมติถ้าการทดสอบวิดพื้นเกิน 35 ครั้งจะได้คะแนนเต็ม คุณวิดพื้นได้เป็นร้อยครั้งก็ได้คะแนนเต็มเท่ากัน เช่นเดียวกันกับการทดสอบความอดทนระบบไหลเวียนโลหิต คุณจะวิ่งมาราธอนได้เวลาดีขนาดไหนก็ไม่ได้คะแนนเพิ่มเป็น 2 เท่า หรือจะเป็นการทดสอบความยืดหยุ่น ก้มแตะปลายเท้าได้เกินฝ่ามือได้คะแนนเต็มเท่ากับคนที่ยืดหยุ่นดีจนเอาขาไขว้คอได้

เนื่องจากการออกกำลังกายที่ส่งผลดีต่อสุขภาพนั้น เมื่อฟิตไปถึงระดับหนึ่งแล้วก็จะเริ่มไม่ได้มีประโยชน์เพิ่มขึ้นตามสัดส่วนที่ลงแรงลงไป (ตามกฏ diminishing returns )และอาจจะเริ่มส่งผลเสียด้วยซ้ำถ้าฝึกมากเกินไป ไม่ว่าจะเป็นความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บข้อต่อ กล้ามเนื้อ เส้นเอ็น โดยมีงานวิจัยว่านักวิ่งเพื่อสุขภาพมีโอกาสเข่าเสื่อมแค่ 3% แต่ในนักวิ่งระดับแข่งขันจริงจังมีโอกาสเข่าเสื่อมเพิ่มขึ้นเป็น 13%

และเมื่อฝึกมากเกินก็อาจจะเจอภาวะ over training เป็นไข้อ่อนๆ ป่วยง่าย ภูมิคุ้มกันก็ต่ำลง ฮอร์โมนผิดปกติ ประจำเดือนขาด กระดูกร้าว ฯ ผลเสียต่างๆ ก็จะยิ่งมากขึ้น

ซึ่งบทความนี้ไม่ได้จะให้คุณทิ้งความเป็นเลิศ แต่ต้องการให้เห็นว่าบางครั้งถ้าเราเน้นไปแค่ด้านใดด้านหนึ่ง จนละเลยสมรรถภาพด้านอื่นๆ ไป ก็อาจจะทำให้เราไม่สามารถพัฒนาศักยภาพในด้านนั้นได้อย่างที่ควร

เพราะถ้าคุณต้องซ้อมมาราธอนอาทิตย์ละ 8 ชั่วโมง จนไม่มีเวลา ฝึกความแข็งแรง ฝึกความยืดหยุ่น (ปัจจุบัน มีสมรรถภาพทางกายในด้านระบบประสาทเพิ่มขึ้นมาด้วย คุณจำเป็นต้องสั่งงานร่างกายให้รวดเร็ว มีพลัง เพื่อป้องกันการหกล้มได้ในอนาคต)

ดังนั้นการลดระยะเป้าหมายการวิ่งเราลงมา ก็สามารถซ้อมวิ่งแค่ 4 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ โดยที่ยังสามารถพัฒนาระบบหายใจและไหลเวียนโลหิตได้อย่างมีประสิทธิภาพพอกัน แต่มีเวลาพัฒนาร่างกาย ในมิติอื่นๆมากขึ้น ก็ดูจะเป็นทางเลือกที่ดีในด้านสุขภาพ

แต่ถ้าเป้าหมายยังเป็นการวิ่งมาราธอนอยู่ แล้วอยากห่างไกลอาการบาดเจ็บ และยังได้ผลลัพธ์การมีสุขภาพดีในทุกมิติ ขอเพียงเราเข้าใจการออกแบบโปรแกรม ด้วยวิธีง่ายๆ ทำได้โดยไม่ได้จำเป็นต้องไปสมัครฟิตเนส เข้าคอร์สโยคะเพิ่ม ใครสนใจก็ปักหมุดคอมเมนท์กันไว้ได้เลยครับ

โค้ชเป้ง

• สำหรับใครที่สนใจเรื่องการป้องกันและบรรเทาอาการบาดเจ็บในการวิ่ง ผมและน้องๆนักกายภาพก็ได้ร่วมกันทำ โปรเจค Mile By Mile ขึ้น ไปติดตามเนื้อหาดีๆกันได้เลยครับ หรือถ้าใครอยากมาทดลองปฏิบัติ เข้าร่วม workshop ก็อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ในลิงค์

https://www.facebook.com/share/p/1CBZUZGAv2/

01/10/2026

หมอเตือนห้ามเด็กยกเวท เพราะจะทำให้โตไม่ดี😱

การยกเวตยังเป็นสิ่งที่ห้ามในเด็กๆจริงมั้ย?

รออายุเลยช่วงปลายวัยรุ่นไปแล้วค่อยเล่นดีกว่า จริงหรือ?

ยกน้ำหนักเยอะๆ มันทำให้เกิดการบาดเจ็บ แล้วมันจะโตไม่ดี จริงดิ?

โค้ชเป้ง
* ส่วนโค้ชและผู้ปกครองท่านใดอยากรู้ลึกรู้จริง มาเรียนและทดลองปฏิบัติ ผมก็จะมีการจัด Workshop กับ โค้ชแจ้ Sports Collab วิทยากรและฟิตเนสโค้ชรับเชิญพิเศษของสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย รายละเอียดในคอมเมนท์นะครับ

30/09/2026

performance span จะดีแค่ไหน ถ้าเราชราไปโดยร่างกายยังสามารถฟิตได้กว่าหนุ่มสาวทั่วไป

เพราะแค่อายุยืน หรือสุขภาพดีจนวันสุดท้ายอาจยังไม่พอ 🔥🔥🔥

*ใครสนใจ workshop ดีๆจาก ISSA Pro Academy Thai อ่านรายละเอียดได้ในคอมเมนท์

"เตือนทุกๆ คนเลย เพราะว่าทุกวันนี้หลายๆ คน บางทีคุณพ่อนะ อยากฟิตแอนด์เฟิร์ม นึกยกเวต ชวนลูกเล่นด้วย จริงๆ ยังเป็นสิ่งที่...
27/09/2026

"เตือนทุกๆ คนเลย เพราะว่าทุกวันนี้หลายๆ คน บางทีคุณพ่อนะ อยากฟิตแอนด์เฟิร์ม นึกยกเวต ชวนลูกเล่นด้วย จริงๆ ยังเป็นสิ่งที่ห้ามในเด็กๆ ที่กระดูกยังไม่ปิดนะคะ ที่ยังไม่ใช่ช่วงปลายวัยรุ่น ถ้าเด็กผู้หญิงจริง ๆ เลย 13, 14 ค่อยเล่น เด็กผู้ชายอาจจะ 15, 16, 17 อ่ะ เลยไปแล้วค่อยเล่นดีกว่า

ถ้าอยากเล่นอาจจะ นิด ๆ หน่อย ๆ ดึง resistance band หรืออะไรพวกนี้ก็ได้หรือเล่นจากบอดี้เวทน้ำหนักตัว
เพราะเวลากระดูกคนเราจะโตอ่ะค่ะ มันจะมีพื้นที่ในการโตอยู่ อ่า เขาจะเรียกว่า เรียกว่าช่องกระดูก บางคนอาจจะเรียก bone gap ถ้าเป็นภาษาแพทย์จะเรียกว่า epiphyseal plate ซึ่งมันคือช่องของกระดูกที่ยังโตได้ ถ้าสมมติว่าเราเล่นเวต ยกน้ำหนักเยอะๆ ตอนที่ช่องกระดูกตรงนี้ยังมี มันทำให้เกิดการบาดเจ็บ แล้วมันจะโตไม่ดี เพราะฉะนั้นอาจจะต้องระวังนิดนึง " คุณหมอในคลิปรายการ Listen To Your Body PPTV HD 36 กล่าวไว้ในตอน "สามเหลี่ยมสมดุล" สูตรลับเพิ่มความสูงลูก ที่ไม่ใช่แค่กรรมพันธุ์

ไปดูคลิปกันก่อนได้
https://www.facebook.com/reel/1375663878088047

จริงๆคลิปนี้ก็ผ่านมาสักพักแล้ว ผมก็รอดูคลิปเต็ม เนื่องจากในคลิปเป็นการถามตอบแบบกระชับ ทำให้เรื่องนี้ไม่ได้มีรายละเอียดมากนัก ผมเลยขออนุญาตมาอธิบายเพิ่มเติมกันสักหน่อย

ถ้าสรุปสั้นๆว่าจริงมั้ย ในประโยคที่ว่าถ้ามีกิจกรรมที่มากเกินไปจน epiphyseal plate (growth plate หรือกระดูกอ่อนที่ยังมีความสามารถในการเติบโต แบ่งตัวเพิ่มความยาวได้ ) บาดเจ็บ ก็จะทำให้กระทบต่อการเจริญเติบโต ก็คงต้องตอบว่าจริง

แต่ปัญหาคือ การยกน้ำหนักเยอะๆนั้นมันเยอะแค่ไหน ยกอย่างไรให้บาดเจ็บ

เพราะถ้าการเตือนว่ามากเกินไปจะอันตราย ดื่มน้ำมากไปก็อันตรายถึงตายได้ ออกกำลังกายมากไปก็ตายได้

แล้วถ้าเกิดในกรณีที่คนส่วนมากดื่มน้ำน้อย ขาดการออกกำลังกาย แล้วภาครัฐก็พยายามรณรงค์ให้ดื่มน้ำ/ออกกำลังกายให้เพียงพอ แล้วเรายกเคสที่เกิดกับคนทั่วไปยากมากมาเตือน โดยไม่ทันให้บริบทให้ครบถ้วน(อาจจะเพราะการตัดต่อ ข้อจำกัดของคำถาม รูปแบบรายการ ฯ)ก็อาจจะทำให้เกิดความเข้าใจผิดได้

ทีนี้เราก็มาดูกันว่าแล้วหน่วยงานต่างๆให้ความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างไร

ทำไมถ้าคุณไม่ทราบรายละเอียดต่อจากนี้แล้ว ลูกคุณจะพลาดโอกาสมหาศาล ในการเติบโตสูงใหญ่ ร่างกายแข็งแรง สุขภาพดี ห่างไกลโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง รวมถึงถ้าลูกคุณอยากเป็นนักกีฬา ก็จะพลาดการพัฒนาร่างกายให้เต็มศักยภาพ การป้องกันการบาดเจ็บ และข้อได้เปรียบมหาศาลในนักกีฬาเด็ก ซึ่งมันอาจจะทำให้ลูกคุณได้ทุน ได้โควตาร์โรงเรียน/มหาลัยดีๆ ได้มีโอกาสติดทีมชาติ

ไปตามอ่านกันได้ในคอมเมนท์เลยครับ

24/09/2026

ขออธิบายเพิ่มจากในคลิปสักหน่อย จะได้เห็นภาพ รายละเอียด

นักวิ่งต้องมีระยะสะสมต่อสัปดาห์ (Weekly mileage) ตามอุดมคติจริงมั้ย ?

หลายคนคงเคยได้ยินคำแนะนำว่า จะวิ่งระยะไหน ควรมีระยะสะสมเท่าไร เช่น
• 5k ระยะสะสม 30-40 km
• 10k ระยะสะสม 40-50 km
• Half ระยะสะสม 50-60 km
• Marathon ระยะสะสม 70-80 km
*แต่ถ้าเป็นนักวิ่งมืออาชีพ อาจจะต้องมีระยะสะสมมากกว่าไกด์ไลน์นี้มากขึ้นได้ถึง 2-3 เท่า

โดยเราจะเห็นว่า ระดับพื้นฐานที่แตกต่างกัน ก็มีระยะสะสมไม่เท่ากัน

แต่ที่อยากให้พิจารณา โดยเฉพาะนักวิ่งหน้าใหม่ เพราะคำแนะนำสำหรับแต่ละระยะก็ไม่ได้เหมาะสมกับคนส่วนมากอยู่ดี
เนื่องจากผลกระทบต่อการวิ่งระยะทางเท่ากันมันต่างกัน

เอาแค่นักวิ่งทั่วไป วิ่ง 10K 55 นาที ก็น่าจะวิ่ง easy ที่ประมาณเพซ 6:30 ถ้าเก็บระยะ สะสมต่ออาทิตย์ ก็จะใช้เวลาประมาณ 5 ชั่วโมง 25 นาที

แต่ถ้าเป็นนักวิ่งหน้าใหม่ ที่วิ่ง 10K 90 นาที วิ่ง easy ก็ประมาณ เพซ 9 ถ้าเก็บระยะ สะสมต่ออาทิตย์ ก็จะใช้เวลาประมาณ 7 ชั่วโมง 30 นาที ใช้เวลามากกว่าถึง 2 ชั่วโมงต่อสัปดาห์

แล้วถ้าจะลงงาน 10k ต้องการจะเก็บระยะให้ได้ 50 กิโลเมตรต่อสัปดาห์ ถ้ามีเวลาซ้อมสัก 5 วัน ก็หมายความว่าต้องวิ่ง 10K ทุกวัน นักวิ่งหน้าใหม่ต้องใช้เวลาซ้อมถึงวันละ 90 นาทีเลยทีเดียว ในขณะที่นักอีกคนวิ่งเพียงวันละ 65 นาที ต่างกันถึง 1.4 เท่าเลยทีเดียว (ยิ่งถ้าเป็นมาราธอนส่วนต่างเวลาที่ใช้ซ้อมก็จะยิ่งเพิ่มมากขึ้นเริ่อยๆ โดยนักวิ่งหน้าใหม่อาจจะต้องซ้อมถึงวันละ 2 ชั่วโมง ถ้าจะสะสมระยะให้ได้ตามคำแนะนำ) ในขณะที่พื้นฐานความแข็งแรงของนักวิ่งหน้าใหม่ก็ต่ำกว่าแต่ดันต้องไปใช้เวลาซ้อมมากกว่า

ดังนั้นเราจะเห็นได้ว่า นักวิ่งหน้าใหม่ทั้งหลายถ้าเริ่มจากพื้นฐานตนเอง การซ้อมวิ่งเหยาะเพียงวันละ 20-30 นาที อาทิตย์ละ 3-5 วัน ซึ่งวิ่งต่อวันแค่ 2-3 กิโลเมตร ระยะสะสมต่อสัปดาห์ก็เพียง 10-15 กิโลเมตร ก็อาจจะเพียงพอที่ทำให้ได้เวลา 10k ดีขึ้นแล้ว โดยซ้อมน้อยกว่าคำแนะนำประมาณ 5 เท่าเลยทีเดียว

แต่ถ้าเราไปยึดตัวเลขตามอุดมคติ ก็อาจจะทำให้ฟื้นตัวไม่ทัน และเกิดอาการบาดเจ็บไปเสียก่อน

ดังนั้นการออกแบบโปรแกรมการฝึกซ้อม จึงควรเป็นเรื่องเฉพาะเจาะจงสำหรับบุคคล เริ่มจากพื้นฐานที่เราทำได้ แล้วค่อยๆเพิ่มขึ้นไปตามลำดับ ไม่ใช่การใช้ตัวเลขในอุดมคติมาใช้โดยไม่เข้าใจบริบท

โค้ชเป้ง
* สำหรับใครที่สนใจเรื่องการป้องกันและบรรเทาอาการบาดเจ็บในการวิ่ง ผมและน้องๆนักกายภาพก็ได้ร่วมกันทำ โปรเจค Mile By Mile ขึ้น ไปติดตามเนื้อหาดีๆกันได้เลยครับ หรือถ้าใครอยากมาทดลองปฏิบัติ เข้าร่วม workshop ก็อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ในลิงค์

https://www.facebook.com/share/p/1CBZUZGAv2/

อยากให้ลูกเป็นนักกีฬา ดูแลให้เป็นเด็กสุขภาพดีให้ได้ก่อนเถอะเพราะตอนนี้นักกีฬาเด็กส่วนมากประสบปัญหา Under training เด็กมี...
23/09/2026

อยากให้ลูกเป็นนักกีฬา ดูแลให้เป็นเด็กสุขภาพดีให้ได้ก่อนเถอะ

เพราะตอนนี้นักกีฬาเด็กส่วนมากประสบปัญหา Under training เด็กมีกิจกรรมทางกายน้อยเกินไปต่ำกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำที่องค์การอนามัยโลกแนะนำให้เด็กทั่วไปทำเพื่อแค่ให้มีสุขภาพดี เติบโตสมวัยเสียอีก

สาเหตุหนึ่งเลยก็เพราะผู้ปกครอง/โค้ชไม่รู้ว่า เด็กต้องมีกิจกรรมทางกายอย่างน้อยเท่าไร และคิดไปเองว่าแค่พาไปเล่นกีฬา ซ้อมกับอคาเดมีอาทิตย์ละ 3-4 วันก็ถือว่าเพียงพอแล้ว แถมบางทีโค้ชก็ไปห้ามเด็กทำสิ่งที่ควรทำอย่างเช่น การฝึกความแข็งแรงอีกด้วย

ซึ่งหลายคนอาจจะคิดว่าเคสนี้ก็ไม่เป็นไรปลอดภัยไว้ก่อน ออกกำลังกายน้อยเกินไปไม่ได้เสียหายเหมือนเวลาออกกำลังกายมากเกินไป แต่ลองคิดกันดูให้ดีๆ ว่าทำไมองค์การอนามัยโลกถึงต้องกำหนดกิจกรรมทางกายขั้นต่ำให้เด็ก สาเหตุก็เพราะเด็กต้องใช้การออกกำลังกายในการพัฒนาทั้งร่างกายและสมอง พัฒนาระบบประสาท สะสมมวลกระดูก กระตุ้นฮอร์โมนและระบบร่างกายต่างๆให้ทำงานปกติ ทำให้เจริญเติบโตสูงเต็มศักยภาพ ห่างไกลโรคไม่ติดต่อเรื้อรังในอนาคต ฯ

โดยเฉพาะในปัจจุบันพ่อแม่สนับสนุนลูกให้เล่นกีฬาเฉพาะเจาะจงกันเร็วเกินไป เด็กหลายคนพึ่งอยู่ชั้นประถมต้นก็ถูกผลักดันให้ซ้อมเฉพาะกีฬานั้นจริงจังกันเสียแล้ว ซึ่งสิ่งที่ผมพบหลักๆนั่นก็คือ

1. นักกีฬาเด็กหลายคนสมรรถภาพทางกายแย่มาก โดยเฉพาะกีฬาที่ไม่ได้ใช้ความฟิตแข่งกับใคร แต่เน้นการใช้ทักษะ อย่างเช่น กอล์ฟ ยิมนาสติก ฯ ซึ่งพอผมแค่ให้เด็กทำกิจกรรมเกมง่ายๆปรากฏว่าเด็กเหนื่อยหอบ ทำต่อเนื่องไม่ได้ ทั้งๆที่มีซ้อมกีฬาเกือบทุกวัน วันละหลายชั่วโมง แต่เป็นกิจกรรมระดับเบาทั้งหมด โดยองค์การอนามัยโลกก็ได้มีไกด์ไลน์แนะนำว่า เด็กควรมีกิจกรรมทางกายแบบแอโรบิกที่ความเหนื่อยระดับปานกลาง(เหนื่อยจนร้องเพลงขณะทำไม่ได้)ขึ้นไปอย่างน้อยวันละ 60 นาที

หรือในบางกีฬาที่เหมือนจะได้ความฟิต อย่างฟุตบอล บาสเก็ตบอล ฯ แทนที่เด็กจะได้วิ่งเล่น สนุกสนาน เหนื่อยหอบ แต่พอในการซ้อมของรุ่นเด็กถูกให้โฟกัสกับการแค่ฝึกทักษะกีฬา บางทีเด็กจำนวนเยอะต่อแถวยาวกว่าจะได้วนมาแสดงทักษะแต่ละทีก็นานแสนนาน นับที่ได้เคลื่อนไหวจริงๆตลอดชั่วโมงนั้นอาจะแค่ 10-20 นาทีเท่านั้น แถมบางครั้งก็ไม่มีกิจกรรมที่ทำให้เหนื่อยเลยสักนิด

2. นักกีฬาเด็กความแข็งแรงต่ำมาก อีกหนึ่งคำแนะนำจากองค์การอนามัยโลกสำหรับเด็กและเยาวชนนั่นก็คือเด็กควรมีกิจกรรมที่สร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและกระดูกอย่างน้อยอาทิตย์ละ 3 วัน ซึ่งจากเหตุผลในข้อแรกคือ ทั้งพ่อแม่และโค้ชกีฬาไม่มีความรู้ในเรื่องสุขภาพพื้นฐานของเด็กว่าควรทำกิจกรรมอะไรบ้าง ก็ทำให้ไม่มีกิจกรรมเหล่านี้ ผลที่ตามมาก็คือ เด็กเกิดการบาดเจ็บได้ง่าย เพราะหลายกีฬาต้องใช้พลัง อย่างการตีกอล์ฟ เทนนิส หรือกระโดดไปมาอย่างยิมนาสติก บาสเกตบอล แต่เด็กไม่มีพื้นฐานความแข็งแรงที่เพียงพอ วิดพื้นไม่ได้แม้แต่ทีเดียวจะเอากล้ามเนื้อที่ไหนมาซัพพอร์ตแรงปะทะเวลาตี(เกณฑ์เด็กต่างประเทศที่ไม่ได้เป็นนักกีฬาก็ควรวิดพื้นได้เป็น 10 ทีแล้ว) หรือพอให้สควอทตัวเปล่าตอนวอร์มอัพแค่ 15 ที ทำเสร็จก็บอกว่าเล่นอย่างอื่นไม่ไหว แล้วจะเอากล้ามเนื้อที่ไหนมาซัพพอร์ตแรงตอนกระโดดลงมา

ซึ่งลองเปรียบเทียบเป็นการวิดพื้นตบมือดู ถ้าเราวิดพื้นไม่ได้สบายๆอย่างน้อยสัก 20-30 ที เราก็จะไม่สามารถวิดพื้นตบมือได้ เกิดดันไปฝืนทำก็ถ้าไม่ยั้งแรงไม่อยู่จนปากแตก ก็อาจจะกระเทือนไปทั้งแขนในแต่ละที แต่ถ้าเรามีความแข็งแรงเป็นพื้นฐานมากพอ เราก็จะซับแรงได้สบายๆ

โดยองค์การอนามัยโลกแนะนำให้เด็กทั่วไปสร้างความแข็งแรงได้ตั้งแต่ 5 ขวบ ดังนั้นเด็กคนไหนอยากเป็นนักกีฬาก็ไม่ควรละเลยตรงนี้นะครับ

ดังนั้นเมื่อเราทราบอย่างนี้แล้ว ถ้าเรามีความเข้าใจว่าแต่ละกิจกรรม ต้องมีความหนัก จำนวนครั้ง ระยะเวลาเท่าไหนถึงจะนับว่าเข้าเกณฑ์ เราก็จะสามารถประเมินได้ว่ากิจกรรมที่เด็กนั้นทำอยู่นั้นเพียงพอหรือไม่ เพราะแค่เด็กมีกิจกรรมทางกายไม่ถึงเกณฑ์ ร่างกายเค้าไม่ได้ถูกกระตุ้นเพียงพอ พลาดโอกาสเติบโตสมวัย สูงเต็มศักยภาพก็น่าเสียดายแล้ว แต่ถ้าลูกเรามีฝันอยากเป็นนักกีฬา การพลาดการสะสมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ/เส้นเอ็น/กระดูกเพื่อป้องกันการบาดเจ็บ การพัฒนาระบบประสาทที่จะทำให้เค้ามีความเร็ว ระเบิดพลังได้อย่างเต็มศักยภาพ การพัฒนาระบบแอโรบิกที่จะทำให้เค้าฟิตสุขภาพดี แล้วยิ่งถ้าการพลาดสิ่งเหล่านี้ทำให้พลาดการคัดตัวได้โควตาร์โรงเรียนดีๆ พลาดการได้รางวัล พลาดการเป็นเยาวชนทีมชาติ พลาดการที่จะได้พัฒนาตนเองอย่างเต็มศักยภาพ ฯลฯ เพราะผู้ปกครองและโค้ช/ไม่ได้หาความรู้ไว้ก่อนก็เป็นเรื่องน่าเสียดายนะครับ

เพื่อแก้ปัญหานี้ผมได้ทำ E book แจกฟรีไว้แล้ว ไปโหลดได้ท้ายบทความในลิงค์นี้เลยครับ
https://www.facebook.com/photo/?fbid=1494271646077137&set=a.632955088875468

โค้ชเป้ง

*ส่วนใครอยากมาเรียนและทดลองปฏิบัติจริง ผมก็จะมีการจัด Workshop กับ โค้ชแจ้ Sports Collab วิทยากรและฟิตเนสโค้ชรับเชิญพิเศษ สมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย รายละเอียดในคอมเมนท์นะครับ

เด็กหัดกีฬาใหม่ๆยังไม่ควรฝึกทักษะกีฬามากนัก ควรจะเน้นให้ฝึก coordination (การประสานสัมพันธ์ทางกาย) ให้ดีก่อนแล้วค่อยไปฝึ...
17/09/2026

เด็กหัดกีฬาใหม่ๆยังไม่ควรฝึกทักษะกีฬามากนัก ควรจะเน้นให้ฝึก coordination (การประสานสัมพันธ์ทางกาย) ให้ดีก่อนแล้วค่อยไปฝึกทักษะกีฬา ซึ่งนักวิชาการก็มีแนวคิดเช่นนี้ไม่น้อยเหมือนกัน แต่ประเด็นคือทำแบบนั้นแล้วมันจะดีจริงหรือ ?

ซึ่งในอคาเดมีที่มีแนวคิดข้างต้น ในคลิปก็จะเป็นการเน้นให้เด็กวิ่งสับขาบนบันไดลิง วิ่งอ้อมกรวย มีโค้ชมาคอยกำหนดว่าต้องยกเข่ายกแขนต้องเป๊ะแบบไหน คอยตะโกนว่าให้ทำเร็วๆ

ผมเลยของเอาทฤษฎี ABCs จากหน่วยงาน Active for Life ที่ทำงานด้านการส่งเสริม Physical Literacy ในเด็กของแคนาดามาเสนออีกมุมมองกัน

โดยจุดเริ่มต้นเราต้องไปดูแนวทางการพัฒนานักกีฬาเด็กตามทฤษฎี LONG-TERM DEVELOPMENT IN SPORT AND PHYSICAL ACTIVITY 3.0 ของแคนาดา

ไม่ว่าช่วงวัยไหนก็จะมีคำสำคัญ คือ ความสนุก โดยผมยกช่วง FUNdamental (6-9 ขวบ) มาเป็นรูปประกอบ ซึ่งเราจะเห็นได้ว่า เค้าใช้คำว่า FUN ด้วยอักษรตัวใหญ่ ส่วน damental เป็นอักษรตัวเล็ก

และเค้าก็ระบุชัดเจนว่า การจะพัฒนาการเคลื่อนไหวพื้นฐานนั้น เน้นที่การมีส่วนร่วมและความสนุกสนานในทุกๆ วัน ให้ความสำคัญกับกิจกรรมที่ช่วยพัฒนาความคล่องตัว การทรงตัว การประสานงานของร่างกาย และความเร็ว หรือที่เรียกว่า "ABCs" ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญที่ช่วยให้ชาวแคนาดามีการเคลื่อนไหวร่างกายมากขึ้น

ทีนี้เราก็ไปดูกันต่อว่า ABCs นั้นมันคืออะไร

คำว่า ABCs of Physical Literacy หมายถึงความสามารถพื้นฐาน 4 ประการที่สนับสนุนการเคลื่อนไหวของมนุษย์ ได้แก่
Agility — ความคล่องแคล่วว่องไว
Balance — การทรงตัว
Coordination — การประสานงานของร่างกาย
Speed — ความรวดเร็วในการเคลื่อนไหว
*รายละเอียดแต่ละหัวข้ออยู่ในคอมเมนท์

ความสามารถทั้ง 4 ด้านนี้มีความสำคัญต่อการพัฒนา ทักษะการเคลื่อนไหวพื้นฐาน (Fundamental Movement Skills) ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญของความฉลาดรู้ทางกาย หรือ Physical Literacy

ซึ่งเค้าก็ได้ระบุอีกว่าจะพัฒนา ABCs ของ Physical Literacy ได้โดยการเปิดโอกาสให้เด็กมี การเล่นแบบอิสระที่มีกิจกรรมทางกาย (Unstructured Active Play) ตั้งแต่อายุยังน้อย

📌(ขอใส่เครื่องหมายดอกจัน * ตัวโตๆไว้เลยนะครับ ว่าเป็นกิจกรรมการเล่นแบบมีอิสระ ไม่ใช่การไปพยายามจัดท่าทางให้ถูก )

เช่น เด็กวิ่งไล่จับกัน ก็จะมีทั้ง speed เต็มที่โดยโค้ชไม่ต้องตระโกนสั่ง มี agility มีการเปลี่ยนทิศทางโดยตอบสนองคนที่ไล่จับ มี balance ทรงตัวโดยวิ่งและเปลี่ยนทิศทางไม่หกล้ม และแน่นอนทั้งหมดนี่ทำไม่ได้ถ้าไม่มี coordination

ถ้าให้ผมยกตัวอย่างง่ายๆ ก็เหมือน เด็กบราซิล ที่เติบโตมาด้วยการเล่นฟุตบอลอย่างอิสระ แล้วค่อยไปเติมเทคนิคกันในอนาคต ก็จะมีจินตนาการ มีการเคลื่อนไหวที่สร้างสรรค์สวยงามได้ ซึ่งจริงๆเมืองไทยก็มีการทำวิจัยแล้ว ว่าเด็กที่ได้เล่นมากกว่ามีทักษะการเคลื่อนไหวที่ดีกว่าเด็กที่เรียนท่าทางเป๊ะมาอย่างเป็นระบบ (เดี๋ยวมาแชร์ในโอกาสต่อๆไป)

ซึ่งหลายคนก็คงอาจจะยังไม่ปักใจเชื่อ เพราะคิดว่าการทำพื้นฐานให้ถูกต้้งแต่แรก เด็กจะได้ไม่จำท่าทางการเคลื่อนไหวผิดๆไป รอบนี้ ผมขอยกตัวอย่าง การเรียนภาษาอังกฤษบ้านเรา

ถ้าธรรมชาติมนุษย์มันเริ่มจากฟังตั้งแต่เป็นทารก หัดพูดอ้อแอ้ ตอนเด็ก แล้วค่อยมาหัดอ่าน และเขียนในภายหลัง แต่บ้านเราเริ่มจากเขียนก่อน หัดคัด ABC แล้วก็มาหัดอ่าน หัดท่องพูดตาม แล้วไปฟังทีหลัง กลับหัวกลับหางการเรียนรู้ตามธรรมชาติ การทำแบบนี้มันไม่ได้ทำให้คนส่วนใหญ่มีพื้นฐานภาษาอังกฤษดีและนำไปใช้งานได้เลย

หรือดูอย่างในชั่วโมงพละที่ เน้นความถูกต้องก่อน เด็กก็ไม่สนุก ทำไม่ได้ และสุดท้ายก็ไม่นำไปเล่น แต่ถ้าเราใช้ตามทฤษฎีให้เด็ก ได้เล่น ก่อนเล่นได้
มาถึงใช้การเรียนรู้เป็นเกม เช่น จะเรียนวอลเลย์บอลก็อาจจะเริ่มให้เล่นวอลเลย์ลูกโป่งก่อน เก่งขึ้นหน่อยก็เป็นเล่นด้วยบอลชายหาดเป่าลม แล้วค่อยใช้ลูกวอลเลย์ เด็กก็จะได้เล่นได้สนุกทันที แล้วค่อยๆเพิ่มกติกา ให้ใช้ทักษะที่เราต้องการ เด็กเกิดความรักในการเคลื่อนไหว เอาไปซ้อมต่อเอง แม้ไม่ได้เป็นเลิศในกีฬานั้นก็ยังมีทักษะบางอย่างติดตัวไปใช้ในกีฬาอื่น

ส่วนการเรียนทักษะท่าทางที่จะให้ฝึกให้เป๊ะก็สามารถทำได้ โดยอาจจะใส่ไว้ในตอนวอร์มอัพ หรือบางช่วงสั้นๆของการฝึก ไม่ใช่ใช้เวลาเกือบทั้งหมดในการสอน

ที่สำคัญอีกอย่างที่ไม่ควรเร่งให้เด็กทำท่าได้ถูกเป๊ะ คือ กระบวนการทดลอง บ้านเราเรียนเลขมาถึงก็ท่องสูตร เรียนวิทย์ก็จดตามบนกระดาน แต่ต่างประเทศ จะเรียนหารนี่เอาพิซซ่ามาให้เด็กแบ่งจริง เรียนวิทย์มีหลอดทดลองให้ทำจริง การลองผิดลองถูกสิ่งเหล่านี้ป็นส่วนสำคัญในกระบวนการเรียนรู้

การได้ทดลองเตะ เขวี้ยง ตี หลายๆแบบก่อน ได้ใช้เวลาหาท่าทางที่มีประสิทธิภาพ เป็นสิ่งสำคัญ ยั่งยืน และส่งผลดีในระยะยาวกว่า การรีบถูกจำกัดให้ทำท่าที่ถูกต้อง(ซึ่งก็ไม่รู้ถูกที่สุด ดีที่สุดจริงมั้ย)

ดังนั้น การพัฒนา Physical Literacy ในเด็กจึงไม่ได้หมายถึงการรีบสอนเทคนิคกีฬาเฉพาะชนิดเพียงอย่างเดียว แต่ควรเริ่มจากการสร้างพื้นฐานของการเคลื่อนไหวให้แข็งแรง ทั้ง ความคล่องแคล่ว การทรงตัว การประสานงาน และความรวดเร็วในการเคลื่อนไหว (ผ่านการเล่น) เมื่อพื้นฐานเหล่านี้ได้รับการพัฒนาอย่างเหมาะสม เด็กก็จะมีความพร้อมมากขึ้นในการเรียนรู้ทักษะการเคลื่อนไหวและทักษะกีฬาที่ซับซ้อนขึ้นในอนาคต

ซึ่งแม้เราจะเห็นประโยคว่า “ไม่ได้หมายถึงรีบสอนเทคนิคกีฬาเฉพาะชนิดเพียงอย่างเดียว” อันนี้ไม่ใช่หมายความว่าห้ามสอนทักษะกีฬานะครับ

เพราะ Keyword สำคัญ ต่อไปคือคำว่า fundamental movement skills
Fundamental Movement Skills (FMS) คือการเคลื่อนไหวพื้นฐานที่สัมพันธ์กับกิจกรรมทางกายของมนุษย์ และเป็น รากฐานสำคัญสำหรับการเข้าร่วมกิจกรรมทางกายและกีฬาในรูปแบบต่าง ๆ

ตัวอย่างของทักษะการเคลื่อนไหวพื้นฐาน
ทักษะ FMS ที่พบได้บ่อย ได้แก่ การวิ่ง กระโดด ขว้าง รับ กระโดดสลับเท้า
การกระโดดด้วยขาข้างเดียว เป็นต้น

โดยแหล่งข้อมูลบางแห่งอาจรวมทักษะอื่น ๆ เข้าไปด้วย เช่น
การเตะ ว่ายน้ำ ตีลูกด้วยแร็กเกต ตีด้วยไม้เบสบอล ตีด้วยไม้ฮอกกี้

โดยบางแหล่งยังพยายามกำหนดจำนวนที่แน่นอนของทักษะการเคลื่อนไหวพื้นฐาน แต่ในความเป็นจริงแล้ว รายการเหล่านี้ค่อนข้างขึ้นอยู่กับนิยามว่าอะไรถือเป็น “พื้นฐาน” ของการเคลื่อนไหวของมนุษย์

ตัวอย่างเช่น การว่ายน้ำ ถือเป็นทักษะการเคลื่อนไหวที่มีประโยชน์อย่างมาก แต่จะถือว่าเป็นทักษะพื้นฐานสำหรับมนุษย์ทุกคนหรือไม่?

หากเด็กเกิดในหมู่บ้านชาวประมงบนเกาะแห่งหนึ่งในมหาสมุทรแปซิฟิกใต้ การว่ายน้ำอาจถือเป็นทักษะพื้นฐานที่สำคัญมาก แต่หากเด็กเติบโตในวัฒนธรรมที่อยู่ในเขตทะเลทราย และแทบไม่มีโอกาสเข้าถึงแหล่งน้ำขนาดใหญ่ การว่ายน้ำก็อาจไม่ได้เป็นทักษะพื้นฐานในบริบทชีวิตของเด็กคนนั้น

แล้วเราจะช่วยให้ลูกพัฒนาทักษะการเคลื่อนไหวพื้นฐานได้อย่างไร?
📌เด็กพัฒนา FMS ได้จาก การเล่นที่มีการเคลื่อนไหวร่างกาย

พ่อแม่สามารถมีบทบาทสำคัญในการช่วยพัฒนาเด็กได้ โดยการเป็นตัวอย่างที่ดีในการมีกิจกรรมทางกาย และร่วมเล่นกิจกรรมที่ต้องเคลื่อนไหวกับลูกตั้งแต่อายุยังน้อย

เมื่อเด็กโตขึ้น การให้เด็กเข้าร่วม กีฬาและกิจกรรมทางกายที่มีการจัดระบบ และสอดคล้องกับความสนใจของเด็กก็เป็นสิ่งที่เหมาะสม

ดังนั้นเราจะเห็นได้ว่า ทักษะกีฬาต่างๆ นั้นอยู่ในการเคลื่อนไหวพื้นฐานอยู่แล้ว ขอเพียงเราออกแบบกิจกรรมการเล่นให้สนุกเหมาะกับวัย เราสามารถนำทักษะกีฬาต่างๆใส่ลงไปให้เด็กเริ่มได้ทันที แล้วค่อยๆเพิ่มความซับซ้อนเป็นระบบขึ้นในภายหลัง

📌แล้วถ้าเราอยากให้เด็กมีพื้นฐานที่กว้าง สิ่งสำคัญคือการสนับสนุนให้เด็กได้ลองเล่นกีฬาและกิจกรรมทางกายที่หลากหลาย

ดังนั้นเป้าหมายสำคัญในการสอนกีฬาเด็ก คือ ความรอบรู้ทางกาย (Physical Literacy) โดยการเคลื่อนไหวพื้นฐานเป็นเพียงองค์ประกอบหนึ่งของความรอบรู้ทางกาย

ซึ่งการสร้างความมั่นใจในการเคลื่อนไหว แรงจูงใจที่จะทำกิจกรรมทางกายอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงมีความรู้และความเข้าใจถึงความสำคัญของการทำกิจกรรมทางกาย จึงควรเป็นเป้าหมายที่โค้ชและผู้ปกครองควรให้ความสำคัญด้วย

แน่นอนการฝึกเด็กนั้นทำได้หลายแนวทาง แต่ถ้าอยากอ่านการวิเคราะห์ข้อดีข้อเสียของแต่ละทฤษฎี ผมได้จัดทำ ebook แจกฟรีไว้แล้ว อ่านเพิ่มเติมได้ในลิงค์ เพื่อให้วงการกีฬาบ้านเราพัฒนา โดยเฉพาะการโค้ชกีฬาในเด็ก
https://www.facebook.com/photo.php?fbid=1494271646077137&set=pb.100064829462789.-2207520000&type=3

โค้ชเป้ง
* แล้วทำไมการฝึกกับกรวย ถึงกลายเป็นไม่สุดสักทาง อยู่อคาเดมีฝึก Agility ก็ไม่ได้ผลเต็มที่ อยู่ฟิตเนสก็ไม่ได้พัฒนาสมรรถภาพที่ควรทำ เมื่อต่างฝ่ายต่างพยายามทำในสิ่งที่ไม่ได้เหมาะกับจุดแข็งของตน สิ่งที่เด็กควรจะได้รับจึงอาจจะกลายเป็น "ความครึ่ง ๆ กลาง ๆ" นี่คือสะท้อนสำคัญเกี่ยวกับทิศทางการฝึกซ้อมกีฬาในปัจจุบัน อ่านเพิ่มเติมได้ในลิงค์
https://www.facebook.com/photo.php?fbid=1447163767454592&set=pb.100064829462789.-2207520000&type=3

* ส่วนใครอยากมาเรียนและทดลองปฏิบัติจริง ผมก็จะมีการจัด Workshop กับ โค้ชแจ้ Sports Collab วิทยากรและฟิตเนสโค้ชรับเชิญพิเศษ สมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย รายละเอียดในคอมเมนท์นะครับ

workshop ที่ครอบคลุมตั้งแต่การ recovery อย่างไรให้มีประสิทธิภาพ ป้องกันการบาดเจ็บ และเพิ่ม performance 😘
17/09/2026

workshop ที่ครอบคลุมตั้งแต่การ recovery อย่างไรให้มีประสิทธิภาพ ป้องกันการบาดเจ็บ และเพิ่ม performance 😘

การวิ่งที่ดีขึ้น ไม่ได้มีแค่เรื่อง pace

ความแข็งแรงก็สำคัญ
การฟื้นตัวก็สำคัญ
การจัดการ training load ก็สำคัญ
การเคลื่อนไหว เทคนิค และการเข้าใจร่างกายตัวเองก็สำคัญเหมือนกัน

Mile by Mile เลยไม่ได้ถูกออกแบบให้เป็น workshop ของ Physio, S&C หรือ Running Coach อย่างใดอย่างหนึ่ง

แต่เราอยากเอาทั้ง 3 มุมมองมาคุยเรื่องเดียวกัน

Injury & Recovery × Strength & Capacity × Running & Performance

ทั้ง
Physio Gino Gino Udomtanakij
Physio Nat Weephysio
Coach Sam
และ Coach Peng จาก Ez2fit

จะช่วยกันต่อภาพว่า ถ้าเราอยากให้นักวิ่งหนึ่งคน “วิ่งได้ดีขึ้น” เราควรมองอะไรบ้าง และแต่ละด้านเชื่อมกันอย่างไร

ตั้งแต่การดูแลร่างกาย
การสร้าง strength และ capacity
การวางแผนและจัดการการซ้อม
ไปจนถึงการพัฒนา running performance

ไม่ว่าคุณจะเป็นนักวิ่ง Physio, S&C Coach หรือ Running Coach
เราอยากให้วันนั้นเป็นพื้นที่ที่ทุกคนได้เห็นนักวิ่งผ่านมุมที่กว้างขึ้น

📍 Start Up Fitness รางน้ำ
🗓 25 ตุลาคม 2026 | 09.00–17.00 น.

Early Bird 7,900 บาท ถึง 30 กันยายน
ราคาปกติ 9,900 บาท

สมัครได้ที่
https://forms.gle/pdu2Lyzp3HJU241P9

สอบถามเพิ่มเติม Inbox มาได้เลย
Line: gino-458
Tel. 092-498-5566 (จีโน่), 092-852- 4541 (แน็ต)

เอาความฝันตัวเองไปยัดเยียดให้ลูกหรือเปล่า? เข้มงวดขนาดนี้ทรมานเด็กมากไปมั้ย? ปล่อยให้ลูกมีชีวิตวัยเด็กบ้างเถอะ?หลายคำท้ว...
16/09/2026

เอาความฝันตัวเองไปยัดเยียดให้ลูกหรือเปล่า? เข้มงวดขนาดนี้ทรมานเด็กมากไปมั้ย?
ปล่อยให้ลูกมีชีวิตวัยเด็กบ้างเถอะ?
หลายคำท้วงติงที่ผู้ปกครองนักกีฬาเด็กต้องเจอ

ซึ่งผมก็อยากถามบ้างว่า ถ้าลูกมีความฝันอยากเป็นนักกีฬา พ่อแม่กล้าทำเรื่องแบบนี้มั้ยล่ะ?

ผมไม่ได้หมายถึงการบังคับลูกซ้อมเดาะบอลต่อเนื่อง 4 ชั่วโมงห้ามตกพื้น ไม่ได้ท้าให้คุณตีลูกถ้าไม่ตั้งใจซ้อม ไม่ได้ให้ลูกซ้อมเยอะจนเพื่อนบ้านต้องแจ้งหน่วยงานมาคุ้มครองเด็ก ไม่ได้ให้ลูกต้องซ้อมเช้าซ้อมเย็นตั้งแต่ยังเล็ก ไม่ได้ให้ขายบ้านขายรถเอาอนาคตมาเดิมพันไว้กับลูก แต่อยากถามว่าถ้า

- FIFA ให้นักกีฬาเริ่มเล่นเวทตอนอายุ 15-16 ปี แต่เราให้ลูกสร้างความแข็งแรงตั้งแต่ 5 ขวบ

- สมาคมกุมารแพทย์อเมริกา แนะนำว่าเด็กอายุไม่เกิน 12 ปีไม่ควรวิ่งต่อเนื่องเกินระยะ 8 กิโลเมตรและรวมแล้วในหนึ่งอาทิตย์ไม่ควรเกิน 24 กิโลเมตร แต่เราให้ลูกวิ่งวันละเป็น 20 กิโลเมตร อาทิตย์หนึ่งรวมแล้วร้อยกว่ากิโลเมตร

- ตามตำราบอกเด็กที่อายุไม่ถึง 13 ปี ไม่ควรฝึก Plyometric(เช่นการกระโดดต่อเนื่อง) ถ้าจะทำต้องจำกัดจำนวนครั้ง แต่ลูกเราทำมากเกินกว่าตำราบอกไปไกล

- หมอบอกว่าห้ามยกหนัก ให้เริ่มจากพื้นฐานกายบริหาร ยางยืด แต่ลูกเราฝึกยกแบบหนักๆ (ไม่เกิน 6 ครั้ง)

- ลูกคนอื่นรีบเลือกชนิดกีฬาซ้อมทุกวันต่อเนื่องหลายปี ลูกเรามี off season เปลี่ยนไปเล่นกีฬาอื่นทีเป็นเดือนๆ

- ลูกคนอื่นซ้อมเน้นเบสิคล้วนๆตอนเล็กๆ ลูกเราเน้นเล่นอิสระ (Free Play)

ฯลฯ

มันมีเส้นแบ่งระหว่าง
• ถ้าอยากชนะก็ต้องทำมากกว่าคนอื่น
• ทำเยอะจนเด็กเจ็บ หมดไฟ
• ทำตามตำราแล้วได้ผลดี
• ทำตามทฤษฎีแล้วอ่อนซ้อมเกินไป

ซึ่งไม่ว่าแบบไหน ก็มีตัวอย่างของคนที่ประสบความสำเร็จและล้มเหลว แล้วเราจะเอาอย่างไรดี

ในยุคที่นักกีฬาสามารถทำเงินได้มหาศาล เหมือนจะมีเด็กมาฝึกกีฬาจริงจังมากกว่าทุกยุคทุกสมัย แต่สุดท้ายตัวเลขจากสถิติกลับพบว่า จำนวนเด็กที่เติบโตไปเป็นวัยรุ่นแล้วเหลือรอดยังเล่นกีฬาอยู่น้อยลงจนน่าใจหาย จนต้องมีแคมเปญอย่าง Balance is better จากนิวซีแลนด์ ที่มีการรณรงค์ไม่ให้พ่อแม่รีบให้เด็กเล่นกีฬาประเภทเดียวจริงจัง กดดันเด็กมากเกินไป หรือโครงการอย่าง Project play ที่หลายๆหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของอเมริกา ไม่ว่าจะ NBA ,PGA , NIKE , Under Armour , ESPN, ทีมชาติสหรัฐอเมริกา และองค์กรที่อบรมโค้ชและเทรนเนอร์อย่าง ACSM มารณรงค์ให้เด็กได้เล่นกีฬาอย่างเหมาะสม เนื่องจากปัญหาการสอนเด็กเหมือนเป็นผู้ใหญ่ตัวเล็ก ไม่เข้าใจพัฒนาการของแต่ละวัย ไม่เข้าใจหลักการที่ควรทำให้เด็กรักกีฬาก่อน จนทำให้เด็กเกิดอาการหมดไฟ จนถึงมีอาการบาดเจ็บรุนแรงสูงขึ้นอย่างน่ากังวล

ถ้าการออกโปรแกรมการซ้อมเหมือนโดสยา การให้มากไปก็เกิดอันตรายให้น้อยไปก็ไม่ได้ผล ดังนั้นโค้ชที่ไม่รู้ว่าปริมาณเท่าไรถึงจะเหมาะสมก็เหมือนหมอเถื่อนจ่ายยามั่วนั่นเอง

ดังนั้นถ้าคนเป็นโค้ชไม่รู้เรื่องเหล่านี้ ผู้ปกครองก็ไม่มีความรู้เพียงพอที่จะปกป้องลูกตนเองจากโค้ชที่ไม่มีความรู้ เด็กเองก็ไม่มีความรู้พอที่จะบอกพ่อแม่ว่าตนเองไม่ไหวแล้วกับการฝึกซ้อมแบบผิดๆ

เราจึงมีความจำเป็นที่จะต้อง update ความรู้ หาจุดสมดุล มีแนวทางที่ปฏิบัติได้จริงเหมาะสมกับบริบทของแต่ละคน เพราะมันก็มีปัญหาอีกด้านนั่นก็คือไกด์ไลน์จากแต่ละหน่วยงานก็ล้วนแล้วแต่ออกมาด้วยความหวังดีต่อเด็ก แต่ด้วยข้อจำกัดทางด้านข้อมูลในขณะนั้น หลายครั้งก็กลายเป็นการจำกัดศักยภาพเด็กเสียเอง ตัวอย่างเช่น

ที่สมาคมกุมารแพทย์อเมริกาเคยแนะนำว่าเด็กอายุไม่เกิน 12 ปีไม่ควรวิ่งต่อเนื่องเกินระยะ 8 กิโลเมตรและรวมแล้วในหนึ่งอาทิตย์ไม่ควรเกิน 24 กิโลเมตร เพราะในอดีตพอการเป็นนักกีฬาแล้วมีชื่อเสียงเงินทอง พ่อแม่ก็จับลูกมาฝึกวิ่งจริงจังกันจนเด็กมีอาการบาดเจ็บ หน่วยงานต่างๆจึงต้องมาช่วยกันกำหนดไกด์ไลน์ในการฝึกเด็ก แต่เรื่องนี้มีหลายประเด็นที่เราควรรู้ เช่น ข้อมูลในตอนนั้นยังไม่มีการจำแนกรายละเอียดที่เพียงพอ จึงทำให้เกิดการสรุปแบบเหมารวม ยกตัวอย่างเช่น เด็กที่วิ่งแล้วบาดเจ็บก็เกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย โภชนาการไม่ดี นอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ ลงแข่งบ่อยเกินไป ฯ แต่ที่เห็นได้ชัดๆเลยแม้ในยุคปัจจุบันก็คือ โปรแกรมไม่เหมาะสม วิ่งเร็วแล้วยังให้วิ่งนานแต่ละครั้งต้องฝืนวิ่งจนสุดชีวิต วิ่งหนักแต่ให้พักน้อย ซ้อมหนักทุกวันไม่มีวันพัก ซ้อมมั่วไม่รู้หลักระบบพลังงาน ซึ่งปัจจัยเหล่านี้สามารถทำให้เจ็บให้พังได้ทั้งๆที่ระยะทางวิ่งไม่ได้มาก หรือการนำปัจจัยต่างๆมาปนกัน อย่างเช่น การที่เด็กเลิกเล่นกีฬามีได้ตั้งแต่ พ่อแม่ Toxic กดดัน คาดหวัง , โค้ชใช้ความรุนแรง ,เพื่อนร่วมทึม Bully , กีฬาที่เล่นไม่มีช่องทางเป็นอาชีพมั่นคง ฯลฯ

ดังนั้นมันก็เลยเกิดคำแนะนำที่ไปจำกัด ศักยภาพร่างกายมนุษย์ของเด็กที่สามารถทำได้จริงๆ

เพราะถ้าเราลองดูประวัติแชมป์นักวิ่งชาวแอฟริกาทั้งหลาย เติบโตมาด้วยการเดิน/วิ่งไปกลับโรงเรียน วันละ 20 กิโลเมตร ตั้งแต่เด็ก หรือหมายความว่า มีเด็กมากมายที่วิ่งมากกว่า 7 เท่าของคำแนะนำตั้งแต่เล็ก แล้วโตมาปกติแถมได้แชมป์อีกต่างหาก ซึ่งในปัจจุบันก็ยังมีเด็กแอฟริกันที่ต้องวิ่งไปโรงเรียนไกลๆกันอยู่อีกมากมายและไม่มีรายงานอัตราการบาดเจ็บที่ผิดปกติในคนกลุ่มนี้ แถมในปัจจุบันก็มีเด็กหลายคนที่เข้าร่วมการวิ่งมาราธอนไปจนถึงอัลตร้ามาราธอน จนมีงานวิจัยมากมายที่ศึกษาและพยายามอัพเดทแนวทางการฝึกการวิ่งระยะไกลสำหรับเด็ก

หรืออย่างในเรื่องการฝึก Plyometric การฝึกที่มีการกระโดดต่อเนื่อง บางไกด์ไลน์แนะนำว่าถ้าอายุต่ำกว่า 13 ปีไม่ให้มีการฝึกเลย แต่ลองมาดูในชีวิตจริงกัน การเล่นกระต่ายขาเดียว จริงๆถือว่าเป็นท่าฝึก Plyometric ขั้นสูง เด็กหลายคนกระโดดกันวันเป็นร้อยครั้ง ก็ไม่ได้เกิดการบาดเจ็บอันตรายมากกว่าเด็กทั่วไปแต่อย่างไร

และที่สำคัญในเรื่องเวทเทรนนิ่ง แม้ในปัจจุบันองค์การอนามัยโลกจะมีไกด์ไลน์ให้เด็กอายุตั้งแต่ 5 ขวบ มีกิจกรรมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อกันแล้ว แต่อย่างในไกด์ไลน์จาก FIFA ที่อาจจะยังไม่ถึงรอบอัพเดทแนะนำให้เริ่มฝึกความแข็งแรงตอนอายุ 15 ปี ด้วยการให้เล่นเบาๆ ทำกายบริหาร หรือใช้แค่เพียงยางยืด ไม่ให้ยกหนัก แต่คำแนะนำนี้อาจทำให้เด็กเสียโอกาสที่จะพัฒนาความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นเพื่อป้องกันการบาดเจ็บ พลาดโอกาสพัฒนาระบบประสาทได้อย่างเต็มที่ ทั้งๆที่ในปัจจุบันมีการแข่งขันยกน้ำหนักทั้งแบบโอลิมปิคและพาเวอร์ลิฟท์ติ้งในรุ่นอายุ 10 ขวบแล้วด้วยซ้ำ ถ้าเราไม่ได้ศึกษาข้อมูลให้รอบด้านพอ ลูกเราก็อาจจะพลาดโอกาสที่จะได้ทุนจากโรงเรียน/อคาเดมีดีๆ พลาดโอกาสที่จะได้ติดทีมชาติในรุ่นเยาวชน แล้วเราก็อาจจะได้แต่นั่งบ่นว่าโค้ชเลือกแต่เด็กที่แข็งแรงเพราะเราเองไม่หาความรู้

ผมชอบฉากหนึ่งในหนังเรื่อง King Richard (เรื่องของพ่อวีนัส และเซเรน่า วิลเลียม นักเทนนิสชื่อดัง ที่พ่อวางแผนการเป็นนักเทนนิสให้ตั้งแต่เด็ก) ซึ่งเพื่อนบ้านเห็นการที่เด็กต้องซ้อมทุกวัน ไม่ว่าสภาพอากาศจะเป็นอย่างไร วันละหลายชั่วโมง ก็เลยโทรไปแจ้งเจ้าหน้าที่ ซึ่งริชาร์ดเค้าก็เลยถามเจ้าหน้าที่ว่า คุณจะมาจับผมเนี่ยนะ ที่ผมต้องเคี่ยวเข็ญเด็กๆก็เพราะเป็นหน้าที่ของผมที่จะนำพวกเค้าออกจากสลัมแหล่งเสื่อมโทรมที่นี่ แต่เจ้าหน้าที่กลับไม่สนใจถ้าเด็กๆไปยุ่งกับพวกอันธพาล ใช้ยาเสพติด และทำเรื่องเลวร้าย (ถ้าเป็นยุคนี้ก็อาจจะเพิ่มการปล่อยให้ลูกอยู่กับมือถือหน้าจอทั้งวัน ปล่อยให้เด็กใช้โซเซียลตั้งแต่อายุไม่ถึงโดยไม่ควบคุม โรงเรียนปล่อยให้เด็กเลื่อนชั้นทั้งๆที่สอบไม่ผ่าน ฯ)

ซึ่งหลายครั้งพ่อแม่ที่มีลูกๆเป็นนักกีฬาก็อาจจะเจอคำกล่าวหาว่าเข้มงวดกับลูกเกินไปรึเปล่าแบบนี้

ผมยกตัวอย่างปัญหาเรื่องการใช้ทฤษฎีอีกเรื่องละกัน ตอนที่แคนาดามีปัญหาผลงานด้านการกีฬาตกต่ำ สาเหตุหนึ่งก็เพราะพ่อแม่เคี่ยวเข็ญลูกมากเกินไป ซึ่งก็มีเคสที่คาดหวังว่าลูกจะเป็นคนที่พาตนเองให้พ้นจากความยากจน ทำความฝันแทนตนเอง หรือแม้จะแค่เอาไว้อวดชาวบ้าน ซึ่งเราจะเห็นได้เวลาไปแข่ง มีตั้งแต่สั่งโค้ช ด่าเด็กทีมตรงข้าม ด่าลูกเวลาเล่นไม่ได้ดังใจ จนเด็กหมดไฟจนไปถึงเป็นโรคซึมเศร้ากันเลยทีเดียว ทางรัฐบาลจึงได้ออกไกด์ไลน์ LTAD (Long-term athlete development) แนะนำการฝึกกีฬาสำหรับเด็กว่าวัยไหนควรทำอะไร แต่คุณรู้หรือไม่ว่าในรายละเอียด ตัวผู้จัดทำเองก็ระบุว่า ทฤษฎีนี้ไม่ได้ถูกนำไปทดลองว่าใช้แล้วได้ผลดีหรือไม่ และไม่รู้ด้วยซ้ำว่าดีกว่าแนวทางเก่าๆที่เค้าฝึกกันมาหรือเปล่า?(ภาพในคอมเมนท์) เพราะเด็กแต่ละคนร่างกายเจริญเติบโตเร็วช้าแตกต่างกัน ทักษะ ความคิดก็แตกต่างกันด้วย เช่น บางคนพร้อมและชอบแข่งขันตั้งแต่เด็ก แพ้ก็ไม่คิดมาก ไปซ้อมก็สนุก คนนอกก็ไม่ควรไปคิดแทนเค้าว่าเด็กโดนทรมาน ซ้อมไม่เหมาะช่วงวัย แถมวัฒนธรรมแต่ละประเทศ รูปแบบการเลี้ยงดู ฐานะทางบ้าน ก็ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องที่แต่ละครอบครัวจะเลือกตัดสินใจว่าจะใช้แนวทางไหน ซึ่งแนวทางเข้มงวดของจีนตอนนี้ก็พัฒนาขึ้นมาจนได้เหรียญทองเท่าอเมริกาแล้ว

ดังนั้นปัญหาตอนนี้ที่ผมเจอจึงเป็นเรื่องของ The Race to The WRONG Finish Line แข่งกันไปผิดเส้นชัย ฝั่งนึงก็เคี่ยวเข็ญจนเด็กพัง อีกฝั่งนึงก็ปกป้องจนเด็กไม่สามารถพัฒนาตนเองได้อย่างเต็มศักยภาพ

เอาง่ายๆที่พบเจอกับนักกีฬาเด็กบ้านเราตอนนี้ สมรรถภาพทางกายต่ำกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำของเด็กสุขภาพดี ที่จะเติบโตสมวัยห่างไกลโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่ควรเป็นเสียอีก เพราะองค์การอนามัยโลกแนะนำให้เด็กมีกิจกรรมแอโรบิกระดับปานกลางขึ้นไปทุกวัน วันละ 60 นาที มีกิจกรรมสร้างความแข็งแรงอาทิตย์ละ 3 วัน แต่เด็กที่ไปเรียนกีฬาส่วนมาก เป็นการเรียนทักษะ มีกิจกรรมที่ให้เหนื่อยแค่ไม่กี่นาที เสียเวลาไปกับการรอคิวต่อแถว และได้เรียนกันแค่อาทิตย์ละไม่กี่วัน ส่วนวันที่เหลือก็ไม่ได้ออกกำลังกายเพราะผู้ปกครองคิดว่าเพียงพอแล้ว กิจกรรมสร้างความแข็งแรงก็ไม่เคยให้ทำ

ดังนั้นผมขอแค่ให้ผู้ปกครอง/โค้ชที่ดูแลเด็กกล้าที่จะศึกษาข้อมูลความรู้ให้รอบด้าน(ไม่ต้องเชื่อผมก็ได้) มีส่วนร่วมในการดูแลชีวิตของลูกเรามากกว่าไปฝากความหวังหรือเชื่อใจแค่โค้ชคนใดคนหนึ่ง(ซึ่งเค้าอาจจะเก่งด้านแทคติค แต่อาจจะไม่ได้มีความรู้ด้านฟิตเนส โภชนาการ ฯ)

ขอเพียงเราลงแรงศึกษาก่อนเสียหน่อย ก็จะสามารถนำข้อดีของทั้งสองฝั่ง มีแนวทางมากมายที่จะทำให้เด็กรักกีฬาอยากเล่นเองโดยเราไม่ต้องบังคับ มีวิธีฝึกให้หนักได้ผลดีและปลอดภัย มีวิธีการฝึกที่ใช้เวลาน้อยแต่ได้ผลมาก

ซึ่งบ้านเรามีปัญหาคือ หลายคนเป็นนักกีฬาเก่าแล้วเป็นโค้ชโดยไม่เคยอบรม หรือพออบรมก็อบรมโค้ชของผู้ใหญ่ไม่เข้าใจพัฒนาการของเด็ก หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอบรมให้โค้ชหลายครั้งก็ใช้ความรู้ที่เหมือนนั่งไทม์แมชชีนย้อนไปสักเมื่อ 20 ปีที่แล้วมาสอน

โดยผมรณรงค์เรื่องโค้ชกีฬาเด็กต้องผ่านการอบรมเรื่องพัฒนาการและวิทยาศาสตร์การกีฬาสำหรับเด็กมาหลายปี จนสามารถผลักดันเข้าเสนอสู่แผนพัฒนากีฬาชาติ โดยให้โค้ชที่ส่งเด็กเข้าแข่งรายการของรัฐต้องผ่านการอบรม(อย่างน้อยทางออนไลน์)ก่อน 100%
https://www.facebook.com/share/p/19Qb7DD3UR/

แต่เนื่องจากไม่ทราบว่าระบบราชการจะต้องใช้เวลาอีกนานเท่าไร จะได้ทำจริงมั้ย ผมจึงตั้งเพจ Youth Coach Revolution มาดำเนินการไปพลางๆ เพราะทุกปีที่ช้าออกไป ก็จะมีเด็กถูกทำร้าย ไปไม่ถึงฝันจากการฝึกแบบผิดๆมากขึ้นทุกวัน

ซึ่งอย่างที่แจ้งไว้ ว่าต่อให้โครงการสำเร็จ โค้ชได้รับการอบรม 100% ก็ยังเป็นหน้าที่พ่อแม่อีกอยู่ดี ที่ควรจะต้องหาความรู้ในการดูแลลูก (ไม่ต้องเป็นเด็กที่ฝันจะเป็นนักกีฬาหรอก แค่จะให้เค้าสุขภาพดีเติบโตสมวัย ก็ควรหาความรู้ไว้ก่อนแล้ว) เพราะการออกกำลังกายสร้างความแข็งแรงไม่ได้เป็นเรื่องยากและซับซ้อนอะไรขนาดนั้น ขอเพียงเรารู้ทฤษฎี เราก็เริ่มดูแลเด็กๆเองได้ตั้งแต่เล็ก

โดยผมได้จัดทำ ebook สรุปเนื้อหาเบื้องต้นไว้ ไปอ่านกันได้เลยครับ (มีการอัพเดทแล้วใครได้รุ่นแรกไป มาทบทวนกันอีกรอบได้ ส่วนคนที่ลงเรียนแนะนำอย่าพึ่งอ่าน เพราะอยากให้ไปค่อยได้ใช้ความคิดหาวิธีกันก่อน)
https://online.fliphtml5.com/sxewy/tgeu/

โค้ชเป้ง
• ส่วนใครอยากมาเรียนและทดลองปฏิบัติจริง ผมก็จะมีการจัด Workshop กับ โค้ชแจ้ Sports Collab วิทยากรและฟิตเนสโค้ชรับเชิญพิเศษ สมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย รายละเอียดในคอมเมนท์นะครับ ดูน้อยลง

ที่อยู่

96 ถนนชักพระ แขวงตลิ่งชัน
Taling Chan
10170

เบอร์โทรศัพท์

0865053927

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

เป็นคนแรกที่รู้ข่าว: เราจะส่งอีเมลแจ้งเมื่อ Ez2fit โพสต์ข่าวสารและโปรโมชั่น อีเมลของคุณจะไม่ถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น และคุณสามารถยกเลิกการรับข่าวสารได้ทุกเมื่อ

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง Ez2fit:

ทางลัด

แชร์