16/09/2026
เอาความฝันตัวเองไปยัดเยียดให้ลูกหรือเปล่า? เข้มงวดขนาดนี้ทรมานเด็กมากไปมั้ย?
ปล่อยให้ลูกมีชีวิตวัยเด็กบ้างเถอะ?
หลายคำท้วงติงที่ผู้ปกครองนักกีฬาเด็กต้องเจอ
ซึ่งผมก็อยากถามบ้างว่า ถ้าลูกมีความฝันอยากเป็นนักกีฬา พ่อแม่กล้าทำเรื่องแบบนี้มั้ยล่ะ?
ผมไม่ได้หมายถึงการบังคับลูกซ้อมเดาะบอลต่อเนื่อง 4 ชั่วโมงห้ามตกพื้น ไม่ได้ท้าให้คุณตีลูกถ้าไม่ตั้งใจซ้อม ไม่ได้ให้ลูกซ้อมเยอะจนเพื่อนบ้านต้องแจ้งหน่วยงานมาคุ้มครองเด็ก ไม่ได้ให้ลูกต้องซ้อมเช้าซ้อมเย็นตั้งแต่ยังเล็ก ไม่ได้ให้ขายบ้านขายรถเอาอนาคตมาเดิมพันไว้กับลูก แต่อยากถามว่าถ้า
- FIFA ให้นักกีฬาเริ่มเล่นเวทตอนอายุ 15-16 ปี แต่เราให้ลูกสร้างความแข็งแรงตั้งแต่ 5 ขวบ
- สมาคมกุมารแพทย์อเมริกา แนะนำว่าเด็กอายุไม่เกิน 12 ปีไม่ควรวิ่งต่อเนื่องเกินระยะ 8 กิโลเมตรและรวมแล้วในหนึ่งอาทิตย์ไม่ควรเกิน 24 กิโลเมตร แต่เราให้ลูกวิ่งวันละเป็น 20 กิโลเมตร อาทิตย์หนึ่งรวมแล้วร้อยกว่ากิโลเมตร
- ตามตำราบอกเด็กที่อายุไม่ถึง 13 ปี ไม่ควรฝึก Plyometric(เช่นการกระโดดต่อเนื่อง) ถ้าจะทำต้องจำกัดจำนวนครั้ง แต่ลูกเราทำมากเกินกว่าตำราบอกไปไกล
- หมอบอกว่าห้ามยกหนัก ให้เริ่มจากพื้นฐานกายบริหาร ยางยืด แต่ลูกเราฝึกยกแบบหนักๆ (ไม่เกิน 6 ครั้ง)
- ลูกคนอื่นรีบเลือกชนิดกีฬาซ้อมทุกวันต่อเนื่องหลายปี ลูกเรามี off season เปลี่ยนไปเล่นกีฬาอื่นทีเป็นเดือนๆ
- ลูกคนอื่นซ้อมเน้นเบสิคล้วนๆตอนเล็กๆ ลูกเราเน้นเล่นอิสระ (Free Play)
ฯลฯ
มันมีเส้นแบ่งระหว่าง
• ถ้าอยากชนะก็ต้องทำมากกว่าคนอื่น
• ทำเยอะจนเด็กเจ็บ หมดไฟ
• ทำตามตำราแล้วได้ผลดี
• ทำตามทฤษฎีแล้วอ่อนซ้อมเกินไป
ซึ่งไม่ว่าแบบไหน ก็มีตัวอย่างของคนที่ประสบความสำเร็จและล้มเหลว แล้วเราจะเอาอย่างไรดี
ในยุคที่นักกีฬาสามารถทำเงินได้มหาศาล เหมือนจะมีเด็กมาฝึกกีฬาจริงจังมากกว่าทุกยุคทุกสมัย แต่สุดท้ายตัวเลขจากสถิติกลับพบว่า จำนวนเด็กที่เติบโตไปเป็นวัยรุ่นแล้วเหลือรอดยังเล่นกีฬาอยู่น้อยลงจนน่าใจหาย จนต้องมีแคมเปญอย่าง Balance is better จากนิวซีแลนด์ ที่มีการรณรงค์ไม่ให้พ่อแม่รีบให้เด็กเล่นกีฬาประเภทเดียวจริงจัง กดดันเด็กมากเกินไป หรือโครงการอย่าง Project play ที่หลายๆหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของอเมริกา ไม่ว่าจะ NBA ,PGA , NIKE , Under Armour , ESPN, ทีมชาติสหรัฐอเมริกา และองค์กรที่อบรมโค้ชและเทรนเนอร์อย่าง ACSM มารณรงค์ให้เด็กได้เล่นกีฬาอย่างเหมาะสม เนื่องจากปัญหาการสอนเด็กเหมือนเป็นผู้ใหญ่ตัวเล็ก ไม่เข้าใจพัฒนาการของแต่ละวัย ไม่เข้าใจหลักการที่ควรทำให้เด็กรักกีฬาก่อน จนทำให้เด็กเกิดอาการหมดไฟ จนถึงมีอาการบาดเจ็บรุนแรงสูงขึ้นอย่างน่ากังวล
ถ้าการออกโปรแกรมการซ้อมเหมือนโดสยา การให้มากไปก็เกิดอันตรายให้น้อยไปก็ไม่ได้ผล ดังนั้นโค้ชที่ไม่รู้ว่าปริมาณเท่าไรถึงจะเหมาะสมก็เหมือนหมอเถื่อนจ่ายยามั่วนั่นเอง
ดังนั้นถ้าคนเป็นโค้ชไม่รู้เรื่องเหล่านี้ ผู้ปกครองก็ไม่มีความรู้เพียงพอที่จะปกป้องลูกตนเองจากโค้ชที่ไม่มีความรู้ เด็กเองก็ไม่มีความรู้พอที่จะบอกพ่อแม่ว่าตนเองไม่ไหวแล้วกับการฝึกซ้อมแบบผิดๆ
เราจึงมีความจำเป็นที่จะต้อง update ความรู้ หาจุดสมดุล มีแนวทางที่ปฏิบัติได้จริงเหมาะสมกับบริบทของแต่ละคน เพราะมันก็มีปัญหาอีกด้านนั่นก็คือไกด์ไลน์จากแต่ละหน่วยงานก็ล้วนแล้วแต่ออกมาด้วยความหวังดีต่อเด็ก แต่ด้วยข้อจำกัดทางด้านข้อมูลในขณะนั้น หลายครั้งก็กลายเป็นการจำกัดศักยภาพเด็กเสียเอง ตัวอย่างเช่น
ที่สมาคมกุมารแพทย์อเมริกาเคยแนะนำว่าเด็กอายุไม่เกิน 12 ปีไม่ควรวิ่งต่อเนื่องเกินระยะ 8 กิโลเมตรและรวมแล้วในหนึ่งอาทิตย์ไม่ควรเกิน 24 กิโลเมตร เพราะในอดีตพอการเป็นนักกีฬาแล้วมีชื่อเสียงเงินทอง พ่อแม่ก็จับลูกมาฝึกวิ่งจริงจังกันจนเด็กมีอาการบาดเจ็บ หน่วยงานต่างๆจึงต้องมาช่วยกันกำหนดไกด์ไลน์ในการฝึกเด็ก แต่เรื่องนี้มีหลายประเด็นที่เราควรรู้ เช่น ข้อมูลในตอนนั้นยังไม่มีการจำแนกรายละเอียดที่เพียงพอ จึงทำให้เกิดการสรุปแบบเหมารวม ยกตัวอย่างเช่น เด็กที่วิ่งแล้วบาดเจ็บก็เกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย โภชนาการไม่ดี นอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ ลงแข่งบ่อยเกินไป ฯ แต่ที่เห็นได้ชัดๆเลยแม้ในยุคปัจจุบันก็คือ โปรแกรมไม่เหมาะสม วิ่งเร็วแล้วยังให้วิ่งนานแต่ละครั้งต้องฝืนวิ่งจนสุดชีวิต วิ่งหนักแต่ให้พักน้อย ซ้อมหนักทุกวันไม่มีวันพัก ซ้อมมั่วไม่รู้หลักระบบพลังงาน ซึ่งปัจจัยเหล่านี้สามารถทำให้เจ็บให้พังได้ทั้งๆที่ระยะทางวิ่งไม่ได้มาก หรือการนำปัจจัยต่างๆมาปนกัน อย่างเช่น การที่เด็กเลิกเล่นกีฬามีได้ตั้งแต่ พ่อแม่ Toxic กดดัน คาดหวัง , โค้ชใช้ความรุนแรง ,เพื่อนร่วมทึม Bully , กีฬาที่เล่นไม่มีช่องทางเป็นอาชีพมั่นคง ฯลฯ
ดังนั้นมันก็เลยเกิดคำแนะนำที่ไปจำกัด ศักยภาพร่างกายมนุษย์ของเด็กที่สามารถทำได้จริงๆ
เพราะถ้าเราลองดูประวัติแชมป์นักวิ่งชาวแอฟริกาทั้งหลาย เติบโตมาด้วยการเดิน/วิ่งไปกลับโรงเรียน วันละ 20 กิโลเมตร ตั้งแต่เด็ก หรือหมายความว่า มีเด็กมากมายที่วิ่งมากกว่า 7 เท่าของคำแนะนำตั้งแต่เล็ก แล้วโตมาปกติแถมได้แชมป์อีกต่างหาก ซึ่งในปัจจุบันก็ยังมีเด็กแอฟริกันที่ต้องวิ่งไปโรงเรียนไกลๆกันอยู่อีกมากมายและไม่มีรายงานอัตราการบาดเจ็บที่ผิดปกติในคนกลุ่มนี้ แถมในปัจจุบันก็มีเด็กหลายคนที่เข้าร่วมการวิ่งมาราธอนไปจนถึงอัลตร้ามาราธอน จนมีงานวิจัยมากมายที่ศึกษาและพยายามอัพเดทแนวทางการฝึกการวิ่งระยะไกลสำหรับเด็ก
หรืออย่างในเรื่องการฝึก Plyometric การฝึกที่มีการกระโดดต่อเนื่อง บางไกด์ไลน์แนะนำว่าถ้าอายุต่ำกว่า 13 ปีไม่ให้มีการฝึกเลย แต่ลองมาดูในชีวิตจริงกัน การเล่นกระต่ายขาเดียว จริงๆถือว่าเป็นท่าฝึก Plyometric ขั้นสูง เด็กหลายคนกระโดดกันวันเป็นร้อยครั้ง ก็ไม่ได้เกิดการบาดเจ็บอันตรายมากกว่าเด็กทั่วไปแต่อย่างไร
และที่สำคัญในเรื่องเวทเทรนนิ่ง แม้ในปัจจุบันองค์การอนามัยโลกจะมีไกด์ไลน์ให้เด็กอายุตั้งแต่ 5 ขวบ มีกิจกรรมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อกันแล้ว แต่อย่างในไกด์ไลน์จาก FIFA ที่อาจจะยังไม่ถึงรอบอัพเดทแนะนำให้เริ่มฝึกความแข็งแรงตอนอายุ 15 ปี ด้วยการให้เล่นเบาๆ ทำกายบริหาร หรือใช้แค่เพียงยางยืด ไม่ให้ยกหนัก แต่คำแนะนำนี้อาจทำให้เด็กเสียโอกาสที่จะพัฒนาความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นเพื่อป้องกันการบาดเจ็บ พลาดโอกาสพัฒนาระบบประสาทได้อย่างเต็มที่ ทั้งๆที่ในปัจจุบันมีการแข่งขันยกน้ำหนักทั้งแบบโอลิมปิคและพาเวอร์ลิฟท์ติ้งในรุ่นอายุ 10 ขวบแล้วด้วยซ้ำ ถ้าเราไม่ได้ศึกษาข้อมูลให้รอบด้านพอ ลูกเราก็อาจจะพลาดโอกาสที่จะได้ทุนจากโรงเรียน/อคาเดมีดีๆ พลาดโอกาสที่จะได้ติดทีมชาติในรุ่นเยาวชน แล้วเราก็อาจจะได้แต่นั่งบ่นว่าโค้ชเลือกแต่เด็กที่แข็งแรงเพราะเราเองไม่หาความรู้
ผมชอบฉากหนึ่งในหนังเรื่อง King Richard (เรื่องของพ่อวีนัส และเซเรน่า วิลเลียม นักเทนนิสชื่อดัง ที่พ่อวางแผนการเป็นนักเทนนิสให้ตั้งแต่เด็ก) ซึ่งเพื่อนบ้านเห็นการที่เด็กต้องซ้อมทุกวัน ไม่ว่าสภาพอากาศจะเป็นอย่างไร วันละหลายชั่วโมง ก็เลยโทรไปแจ้งเจ้าหน้าที่ ซึ่งริชาร์ดเค้าก็เลยถามเจ้าหน้าที่ว่า คุณจะมาจับผมเนี่ยนะ ที่ผมต้องเคี่ยวเข็ญเด็กๆก็เพราะเป็นหน้าที่ของผมที่จะนำพวกเค้าออกจากสลัมแหล่งเสื่อมโทรมที่นี่ แต่เจ้าหน้าที่กลับไม่สนใจถ้าเด็กๆไปยุ่งกับพวกอันธพาล ใช้ยาเสพติด และทำเรื่องเลวร้าย (ถ้าเป็นยุคนี้ก็อาจจะเพิ่มการปล่อยให้ลูกอยู่กับมือถือหน้าจอทั้งวัน ปล่อยให้เด็กใช้โซเซียลตั้งแต่อายุไม่ถึงโดยไม่ควบคุม โรงเรียนปล่อยให้เด็กเลื่อนชั้นทั้งๆที่สอบไม่ผ่าน ฯ)
ซึ่งหลายครั้งพ่อแม่ที่มีลูกๆเป็นนักกีฬาก็อาจจะเจอคำกล่าวหาว่าเข้มงวดกับลูกเกินไปรึเปล่าแบบนี้
ผมยกตัวอย่างปัญหาเรื่องการใช้ทฤษฎีอีกเรื่องละกัน ตอนที่แคนาดามีปัญหาผลงานด้านการกีฬาตกต่ำ สาเหตุหนึ่งก็เพราะพ่อแม่เคี่ยวเข็ญลูกมากเกินไป ซึ่งก็มีเคสที่คาดหวังว่าลูกจะเป็นคนที่พาตนเองให้พ้นจากความยากจน ทำความฝันแทนตนเอง หรือแม้จะแค่เอาไว้อวดชาวบ้าน ซึ่งเราจะเห็นได้เวลาไปแข่ง มีตั้งแต่สั่งโค้ช ด่าเด็กทีมตรงข้าม ด่าลูกเวลาเล่นไม่ได้ดังใจ จนเด็กหมดไฟจนไปถึงเป็นโรคซึมเศร้ากันเลยทีเดียว ทางรัฐบาลจึงได้ออกไกด์ไลน์ LTAD (Long-term athlete development) แนะนำการฝึกกีฬาสำหรับเด็กว่าวัยไหนควรทำอะไร แต่คุณรู้หรือไม่ว่าในรายละเอียด ตัวผู้จัดทำเองก็ระบุว่า ทฤษฎีนี้ไม่ได้ถูกนำไปทดลองว่าใช้แล้วได้ผลดีหรือไม่ และไม่รู้ด้วยซ้ำว่าดีกว่าแนวทางเก่าๆที่เค้าฝึกกันมาหรือเปล่า?(ภาพในคอมเมนท์) เพราะเด็กแต่ละคนร่างกายเจริญเติบโตเร็วช้าแตกต่างกัน ทักษะ ความคิดก็แตกต่างกันด้วย เช่น บางคนพร้อมและชอบแข่งขันตั้งแต่เด็ก แพ้ก็ไม่คิดมาก ไปซ้อมก็สนุก คนนอกก็ไม่ควรไปคิดแทนเค้าว่าเด็กโดนทรมาน ซ้อมไม่เหมาะช่วงวัย แถมวัฒนธรรมแต่ละประเทศ รูปแบบการเลี้ยงดู ฐานะทางบ้าน ก็ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องที่แต่ละครอบครัวจะเลือกตัดสินใจว่าจะใช้แนวทางไหน ซึ่งแนวทางเข้มงวดของจีนตอนนี้ก็พัฒนาขึ้นมาจนได้เหรียญทองเท่าอเมริกาแล้ว
ดังนั้นปัญหาตอนนี้ที่ผมเจอจึงเป็นเรื่องของ The Race to The WRONG Finish Line แข่งกันไปผิดเส้นชัย ฝั่งนึงก็เคี่ยวเข็ญจนเด็กพัง อีกฝั่งนึงก็ปกป้องจนเด็กไม่สามารถพัฒนาตนเองได้อย่างเต็มศักยภาพ
เอาง่ายๆที่พบเจอกับนักกีฬาเด็กบ้านเราตอนนี้ สมรรถภาพทางกายต่ำกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำของเด็กสุขภาพดี ที่จะเติบโตสมวัยห่างไกลโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่ควรเป็นเสียอีก เพราะองค์การอนามัยโลกแนะนำให้เด็กมีกิจกรรมแอโรบิกระดับปานกลางขึ้นไปทุกวัน วันละ 60 นาที มีกิจกรรมสร้างความแข็งแรงอาทิตย์ละ 3 วัน แต่เด็กที่ไปเรียนกีฬาส่วนมาก เป็นการเรียนทักษะ มีกิจกรรมที่ให้เหนื่อยแค่ไม่กี่นาที เสียเวลาไปกับการรอคิวต่อแถว และได้เรียนกันแค่อาทิตย์ละไม่กี่วัน ส่วนวันที่เหลือก็ไม่ได้ออกกำลังกายเพราะผู้ปกครองคิดว่าเพียงพอแล้ว กิจกรรมสร้างความแข็งแรงก็ไม่เคยให้ทำ
ดังนั้นผมขอแค่ให้ผู้ปกครอง/โค้ชที่ดูแลเด็กกล้าที่จะศึกษาข้อมูลความรู้ให้รอบด้าน(ไม่ต้องเชื่อผมก็ได้) มีส่วนร่วมในการดูแลชีวิตของลูกเรามากกว่าไปฝากความหวังหรือเชื่อใจแค่โค้ชคนใดคนหนึ่ง(ซึ่งเค้าอาจจะเก่งด้านแทคติค แต่อาจจะไม่ได้มีความรู้ด้านฟิตเนส โภชนาการ ฯ)
ขอเพียงเราลงแรงศึกษาก่อนเสียหน่อย ก็จะสามารถนำข้อดีของทั้งสองฝั่ง มีแนวทางมากมายที่จะทำให้เด็กรักกีฬาอยากเล่นเองโดยเราไม่ต้องบังคับ มีวิธีฝึกให้หนักได้ผลดีและปลอดภัย มีวิธีการฝึกที่ใช้เวลาน้อยแต่ได้ผลมาก
ซึ่งบ้านเรามีปัญหาคือ หลายคนเป็นนักกีฬาเก่าแล้วเป็นโค้ชโดยไม่เคยอบรม หรือพออบรมก็อบรมโค้ชของผู้ใหญ่ไม่เข้าใจพัฒนาการของเด็ก หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอบรมให้โค้ชหลายครั้งก็ใช้ความรู้ที่เหมือนนั่งไทม์แมชชีนย้อนไปสักเมื่อ 20 ปีที่แล้วมาสอน
โดยผมรณรงค์เรื่องโค้ชกีฬาเด็กต้องผ่านการอบรมเรื่องพัฒนาการและวิทยาศาสตร์การกีฬาสำหรับเด็กมาหลายปี จนสามารถผลักดันเข้าเสนอสู่แผนพัฒนากีฬาชาติ โดยให้โค้ชที่ส่งเด็กเข้าแข่งรายการของรัฐต้องผ่านการอบรม(อย่างน้อยทางออนไลน์)ก่อน 100%
https://www.facebook.com/share/p/19Qb7DD3UR/
แต่เนื่องจากไม่ทราบว่าระบบราชการจะต้องใช้เวลาอีกนานเท่าไร จะได้ทำจริงมั้ย ผมจึงตั้งเพจ Youth Coach Revolution มาดำเนินการไปพลางๆ เพราะทุกปีที่ช้าออกไป ก็จะมีเด็กถูกทำร้าย ไปไม่ถึงฝันจากการฝึกแบบผิดๆมากขึ้นทุกวัน
ซึ่งอย่างที่แจ้งไว้ ว่าต่อให้โครงการสำเร็จ โค้ชได้รับการอบรม 100% ก็ยังเป็นหน้าที่พ่อแม่อีกอยู่ดี ที่ควรจะต้องหาความรู้ในการดูแลลูก (ไม่ต้องเป็นเด็กที่ฝันจะเป็นนักกีฬาหรอก แค่จะให้เค้าสุขภาพดีเติบโตสมวัย ก็ควรหาความรู้ไว้ก่อนแล้ว) เพราะการออกกำลังกายสร้างความแข็งแรงไม่ได้เป็นเรื่องยากและซับซ้อนอะไรขนาดนั้น ขอเพียงเรารู้ทฤษฎี เราก็เริ่มดูแลเด็กๆเองได้ตั้งแต่เล็ก
โดยผมได้จัดทำ ebook สรุปเนื้อหาเบื้องต้นไว้ ไปอ่านกันได้เลยครับ (มีการอัพเดทแล้วใครได้รุ่นแรกไป มาทบทวนกันอีกรอบได้ ส่วนคนที่ลงเรียนแนะนำอย่าพึ่งอ่าน เพราะอยากให้ไปค่อยได้ใช้ความคิดหาวิธีกันก่อน)
https://online.fliphtml5.com/sxewy/tgeu/
โค้ชเป้ง
• ส่วนใครอยากมาเรียนและทดลองปฏิบัติจริง ผมก็จะมีการจัด Workshop กับ โค้ชแจ้ Sports Collab วิทยากรและฟิตเนสโค้ชรับเชิญพิเศษ สมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย รายละเอียดในคอมเมนท์นะครับ ดูน้อยลง