08/08/2026
"ถ้าพ่อผมไปตบหัวครู ครูก็ไม่โกรธใช่มั้ยครับ" 😘
การกลั่นแกล้งกันในเด็กในกรณีที่มีความรุนแรง ปัจจัยสำคัญคือ การเพิกเฉยของผู้ดูแล ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่หรือผู้ปกครอง
ถ้าในกรณีทั่วไปผมคิดว่าเด็กๆถ้ามีเล่นกันแกล้งกันมันเป็นเรื่องปกติเด็กเค้าจะเริ่มทดลองว่าเค้าทำอะไรใครมีขอบเขตแค่ไหน ดังนั้นถ้าผู้ปกครองและครูเพิกเฉยกับพฤติกรรมนี้ก็จะทำให้เด็กเกิดความเคยชินและกลายเป็นพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ วันก่อนผมแชร์โพสต์เรื่องการกลั่นแกล้งกันในเด็กลงเฟสส่วนตัว แล้วคนสนใจกันเยอะ เลยขอโอกาสมาอภิปรายเพิ่มเติม
การแกล้งกันถ้าเด็กทั้ง 2 ฝ่ายอำนาจ(ขนาดตัว พรรคพวก)ใกล้เคียงกัน โดนอะไรก็ทำกลับไปเลย เด็กก็จะมีการเรียนรู้เองว่าจะปกป้องตัวเองยังไงและทำอะไรกับคนอื่นได้บ้าง แต่สาเหตุที่ลูกผมไปฟ้องครู เพราะที่บ้านมีลูกชาย 2 คน และเค้าชินกับการถ้าโดนแหย่แล้วต่อยกลับ มันจะเป็นทะเลาะวิวาท แม้คนเริ่มก่อนจะมีความผิดมากกว่า แต่คนตอบโต้ก็อาจจะมีความผิดไปด้วย (เล่าให้เค้าฟังถึงความแตกต่างระหว่างกฏหมายทะเลาะวิวาทกับการป้องกันตัว เช่น ถ้าเป็นฝ่ายยั่วยุ แล้วอีกฝ่ายมาทำร้ายจะบอกว่าป้องกันตัวไม่ได้ หรือ การป้องกันตัวมันมีเหตุอันสมควรที่ต้องพิจารณา และการตอบโต้ที่ต้องพอเหมาะกับเหตุ) ดังนั้นถ้าอยากให้อีกฝ่ายโดนลงโทษแล้วตนเองไม่โดนอะไรก็มาฟ้องจะดีกว่า
ซึ่งผมเองก็เข้าใจครู เพราะนี่ขนาดมีลูกวัยประถมแค่ 2 คน มีเรื่องให้ฟ้องกันทั้งวัน เรื่องกระจุ๊กกระจิ๊ก อะไรกันไม่รู้ทั้งวัน ถ้าอารมณ์ดีเล่นกัน อีกฝ่ายก็ทำได้ไม่เป็นไร แต่พอเริ่มแพ้ งอแง ก็มาฟ้อง ฯ
แต่อย่างไรก็ตามผมแนะนำให้ผู้ปกครองรับฟังและจัดการทุกครั้ง โดยตั้งกฏให้มีมาตรฐานจะไม่ว่าจะเป็น การกระทำใดที่ผิด และผิดแล้วจะโดนอะไร ก็จะเป็นเรื่องง่ายขึ้น(โดยสามารถให้ทั้งคู่ช่วยนกันร่างข้อตกลงได้)
แต่ในกรณีถ้าอีกฝ่ายไม่เลิก หรือถ้ารู้ว่าสู้ไม่ได้เมื่ออยู่ที่โรงเรียนผมก็แนะนำให้ลูกดำเนินตามมาตรการ
1. เตือนว่าไม่ชอบ หาพยาน บอกเพื่อนบอกครู มาบอกพ่อ
2. ถ้าครูเตือนแล้วเพื่อนยังทำอยู่และครูก็ไม่ได้มีมาตรการการลงโทษอะไร ก็ค่อยทำกลับ ทำให้แรงในจุดที่ไม่ได้อันตราย อย่างถ้าตบหัวแรง 30% กับตบ 90% ความผิดพอกัน แต่ตบแรงทำให้รู้ว่าเราเอาจริง (คนแกล้งมันไม่ชอบเหยื่อที่สู้หรอก มันไปหาเหยื่อหงอๆดีกว่า) ตบแล้ววิ่งหนีไปฟ้องครูเลยไม่ต้องรอลุ้นว่าอีกฝ่ายจะมีปฎิกิริยายังไง เราก็ไม่โดนเอาผิด เพราะแจ้งครูแล้วครูไม่จัดการ ถ้าจะลงโทษเราก็ต้องลงโทษเท่าที่เค้าลงโทษฝ่ายนั้นตอนแรก แต่ฝ่ายนั้นต้องโดนไปอีกขั้น (แต่ถ้าไม่เห็นด้วยว่าทำไมแนะนำให้ลูกใช้ความรุนแรงและลูกเราไม่ใช่คนสู้คนก็ข้ามไปข้อ 3 *แต่ระหว่างโดนตบหัวแล้วอีกฝ่ายแค่มาขอโทษ ผมว่าขอตบคืนแล้วขอโทษกลับจะดีกว่าซึ่งส่วนนี้ผมมองว่าเป็นเรื่องการเรียนรู้ของเด็ก เด็กต่อยกันเดี๋ยวมันก็ดีกัน แต่ผมไม่สนับสนุนให้ลงโทษด้วยการตีเด็ก เพราะเด็กเป็นวัยที่สมอง สติปัญญา การควบคุมอารมณ์ ยังไม่ถูกพัฒนาเต็มที่การทำอะไรผิดแล้วถูกลงโทษทำร้ายร่างกาย ผมว่าไม่ได้แก้ที่ต้นเหตุ ส่วนใครที่เห็นด้วยว่าให้ตีเด็ก ก็ลองคิดดูว่า ขนาดเราโตเต็มวัย เป็นผู้ใหญ่ควรมีความรับผิดชอบ เรายังทำผิดกฏมากมายเลย ถ้าจะสนับสนุนการตีเด็กยังงั้นเวลาเราทำผิดกฏจราจรฝ่าไฟแดง เปลี่ยนเลนเส้นทึบ แล้วโดนตำรวจลากมาตีกลางสี่แยก ทำงานพลาด ทำงานไม่เสร็จโดนผู้จัดการเรียกมาตีหน้าแผนกบ้างจะเอามั้ย)
3. ถ้าไม่ดีขึ้นพ่อก็จะขอพบครูและผู้ปกครอง เพื่อสอบถามให้ชัดเจนถึงกฏว่าการกระทำใดเป็นความผิด แล้วมีการดูแลควบคุมพฤติกรรมนี้อย่างไร ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ ถ้ามีการผิดซ้ำจะจัดการอย่างไร
*แต่ถ้าประเภทพ่อใหญ่โตลูกเป็นนักเลงมีพรรคพวกแบบในหนังก็คงต้องมีอีกมาตรการนึง
โรงเรียนควรมีมาตรการเดียวกันชี้แจงให้นักเรียนเข้าใจ ว่าพฤติกรรมไหนไม่เหมาะสม ถ้าทำผิดจะมีบทลงโทษอะไร ครั้งต่อไปมีโทษเพิ่มขึ้นแค่ไหน การละเมิดก็คือละเมิด ไม่ว่าจะตบเบา แหย่ ล้อเล่น ถ้าอีกฝ่ายไม่ชอบก็คือควรจะต้องหยุด
ซึ่งผมก็คิดว่า การมี empathy เอาใจเขามาใส่ใจเราทำให้สามารถ เข้าใจปัญหา และหาทางแก้ไขได้ดีขึ้นเพราะสิ่งสำคัญที่ห้ามมองข้าม คือ คนเกเร บางทีอาจจะเป็นคนที่ต้องการความช่วยเหลือมากที่สุด เพราะอย่างลูกผมสมัยก่อนช่วงที่ผมงานเยอะๆก็จะพบว่าเค้าก่อเรื่องบ่อย พอหลังจากพูดคุยกันตรงๆ ถามไปถามมา เค้าก็บอกว่าเค้าพึ่งรู้ตัวว่าที่ก่อเรื่องก็เพื่อให้พ่อมาสนใจ
ดังนั้นผู้ปกครองเด็กที่แกล้งคนอื่นเอง ก็ควรจะลองทบทวนการเลี้ยงดูว่ามีเวลาอยู่กับลูกมากน้อยแค่ไหน ช่วงเวลาที่อยู่ด้วยกันมันเป็นเวลาคุณภาพมั้ย(หรือต่างคนต่างนั่งจ้องมือถือคนละเครื่อง) ปล่อยลูกไว้กับหน้าจอทั้งวันหรือเปล่า เด็กมีการดูแลการรับสื่อที่เหมาะสมกับอายุมั้ย เกมที่เล่นอายุขั้นต่ำเหมาะสมหรือเปล่า ยูทูปช่องที่ดูมีแต่การแกล้งกันมีความรุนแรงเหมาะกับวัยมั้ย การ์ตูนที่ดูกันทั้งเมืองดาบพิฆาตอสูร แอทแทคออนไททันมันต้องอายุ 13-15 ปีขึ้นไป แต่เด็กอนุบาลบ้านเราดูกันทั้งบ้านทั้งเมือง เป็นต้น
ซึ่งครูเองก็ควรให้ความรู้กับผู้ปกครอง เพราะไม่เช่นนั้น สุดท้ายผู้ปกครองก็อาจจะกลับไปลงโทษบุตรหลานตนเองอย่างรุนแรง แต่แก้ไขพฤติกรรมอะไรไม่ได้สร้างปัญหาที่มากขึ้นไปอีก การสอนแบบนี้ลูกเราก็จะได้โกรธแค่ที่พฤติกรรมเพื่อน แต่ไม่ได้เกลียดเพื่อนด้วย (ผู้ปกครองฝ่ายที่ถูกกระทำก็จะได้เข้าใจ เผื่อใจไว้ด้วย ว่าถ้าเกิดลูกเราไปทำคนอื่น เราอยากจะได้การลงโทษแบบไหน ได้โอกาสแก้ไขอย่างไร *ผมเองก็เคยโดนเชิญผู้ปกครองเพราะลูกซ่าเหมือนกัน 555)
โดยถ้าให้ผมเป็นรัฐบาล สิ่งที่ผมคิดว่าจะทำแล้วน่าจะพอช่วยแก้ปัญหาได้ นั่นคือ การให้ความสำคัญกับการเล่นของเด็กเล็ก และการเล่นกีฬาของเด็กประถมให้มากขึ้นเยอะๆเลยครับ
เนื่องจากแม้ตอนเรียนอนุบาลจะเริ่มมีการเข้าสังคมมีครูคอยดูแลกันแล้ว แต่มันเป็นการบังคับพฤติกรรม เด็กเค้าไม่อยากมานั่งนิ่งๆกันอยู่แล้ว
อย่างเคสนึงที่ผมเคยเจอ เป็นเด็กอนุบาลในหมู่บ้าน เกเรมาก ชอบหยิก ตี กัด ขี่จักรยานชนคนอื่น พอแจ้งผู้ปกครอง ยายก็ด่า ยายก็ตี (เพราะพ่อแม่ไม่ดูแล มาเฝ้าลูกเล่นก็ดูแต่หน้าจอ ลูกทำผิด ก็ไม่สนใจ อย่างมากก็พากลับบ้าน)
แต่ผมเวลาผมพาลูกไปเล่น เนื่องจากจบวิทย์กีฬาและพลศึกษามา ผมก็จะเป็นหัวหน้าเด็ก คอยช่วยแนะนำกติกา คุมกฏ ดังนั้นจริงๆเด็กทุกคนก็อยากเล่นแหละครับ พอเค้าทำผิดกติกา แทนที่จะกีดกัน ก็จะให้ไปนั่งรอแทน การนั่งรอกับการไล่กลับบ้านมันต่างกันมาก เพราะระหว่างรอเด็กก็จะเห็นคนอื่นเล่นสนุกกันอยู่ และเมื่อมาเล่นแล้วสนุกก็จะคอยระวังไม่ให้มีพฤติกรรมทำผิดอีก ช่วงแรกอาจจะมีบ้างแต่ก็ค่อยๆลดลง ซึ่งตรงนี้ต่างกับการปล่อยให้เด็กเล่นกันเองเหมือนอยู่ตามลานวัดสมัยก่อนบ้าง เพราะถ้าปล่อยเด็กเล่นกันเอง 100% มันจะไปขึ้นอยู่กับเด็กโต แล้วถ้าเด็กโตเกเร มันก็จะส่งผลต่อลูกเรา (เต็มที่เด็กก็เรียนรู้จะอยู่แบบลูกสมุน)
หน้าที่เด็กคือเล่นครับ ดังนั้นเด็กต้องรู้สึกสนุกกับการเล่นให้ได้ก่อน แล้วคนดูแลจะมีอำนาจต่อรอง ให้เค้าทำตามด้วยความรู้สึกทางบวกได้ และเมื่อเข้าสู่วัยประถม การให้เล่นกีฬาก็จะทำให้ รู้จักเคารพกติกา มีน้ำใจนักกีฬา มีที่ระบายพลัง ให้เหมาะสมกับตามธรรมชาติของเด็กครับ
แต่สิ่งสำคัญที่สุดยังไงก็ควรมีการให้ความรู้ผู้ปกครองมากกว่านี้ จริงๆต้องมีคู่มือให้ตั้งแต่ตั้งครรภ์ มีการสอบมีการอบรมให้ได้น่าจะดี หาแรงจูงใจอย่างถ้าทำแบบทดสอบผ่านจะได้เงินสนับสนุนค่าเล่าเรียนอะไรก็ว่าไป มีเช็คลิสต์ให้เด็กทำ ว่าได้รับการดูแลจากผู้ปกครองเป็นอย่างไร ไม่ใช่แค่ด้านการปล่อยปละละเลย แต่อีกด้านที่มีการกดดันเด็กมากเกินไป รัฐก็ควรมีการสำรวจว่า เด็กได้รับการพักผ่อนเพียงพอมั้ย เรียนหนักไปหรือเปล่า เรียนพิเศษวิชาการ ศิลปะ ดนตรี กีฬา เวลารวมมากกว่าที่กฏหมายแรงงานให้ผู้ใหญ่ทำเสียอีก เป็นต้น
แล้วเพื่อนๆมีวิธีแก้ปัญหาลูกโดนแกล้ง เด็กทะเลาะกันอย่างไร มาแชร์กันได้นะครับ
โค้ชเป้ง