26/05/2026
💉ว่าด้วยเรื่อง Adrenaline สำหรับใช้ในการรักษาภาวะแพ้ยารุนแรง (Anaphylaxis) โดยเป็นเหตุการณ์แพ้ยาที่ร้ายแรง หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที อาจเป็นอันตรายรุนแรง และลุกลามภายในเวลาไม่กี่นาที จนนำไปสู่ความล้มเหลวของระบบทางเดินหายใจ หรือระบบหัวใจและหลอดเลือด จนถึงแก่ชีวิตได้ 😱
✅เป้าหมายของการรักษาคือการวินิจฉัยตั้งแต่เนิ่นๆ และรีบให้ยาอะดรีนาลีน (epinephrine) เพื่อป้องกันไม่ให้อาการลุกลามจนอันตรายถึงชีวิต เช่น เกิดภาวะช็อก
🤫ในช่วงเริ่มต้น เราไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าอาการจะรุนแรงเพียงใด จะลุกลามเร็วแค่ไหน จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องฉีดยาอะดรีนาลีน เข้ากล้ามเนื้อทันทีที่เกิดภาวะแพ้ยารุนแรง
🕰️การฉีดยาล่าช้ามีความสัมพันธ์กับการเสียชีวิตที่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ควรให้ยาอะดรีนาลีนแก่ผู้ป่วยที่มีอาการหรือสัญญาณบ่งชี้ถึงภาวะแพ้รุนแรงที่กำลังจะเกิดขึ้น ในกรณีที่มีข้อสงสัยทางคลินิกสูง แม้ว่าจะยังไม่เข้าเกณฑ์การวินิจฉัยอย่างเป็นทางการก็ตาม
💉อะดรีนาลีนมีจำหน่ายในท้องตลาดในความเข้มข้นที่แตกต่างกัน ได้แก่ 1 มก./มล. และ 0.1 มก./มล. จึงจำเป็นต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษเพื่อให้แน่ใจว่าใช้ความเข้มข้นที่ถูกต้อง เนื่องจากความผิดพลาดอาจนำไปสู่การได้รับยาเกินขนาดโดยไม่ตั้งใจ ซึ่งมีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงทางหัวใจและหลอดเลือด หรือถึงขั้นเสียชีวิตได้
💉- การฉีดยาเข้ากล้ามเนื้อ (IM) เป็นการบริหารยาที่แนะนำให้ใช้เป็นอันดับแรก เนื่องจากระดับความเข้มข้นของยาในเลือดและเนื้อเยื่อเพิ่มขึ้นได้รวดเร็วและสม่ำเสมอกว่าการฉีดเข้าใต้ผิวหนัง
💉- การฉีดเข้ากล้ามเนื้อ (IM) ดีกว่าการฉีดเข้าหลอดเลือดดำโดยตรง (IV bolus) เนื่องจากทำได้เร็วกว่าและปลอดภัยกว่า เช่น มีความเสี่ยงต่ำกว่าในการเกิดภาวะแทรกซ้อนทางหัวใจและหลอดเลือด ตัวอย่างเช่น ความดันโลหิตสูงรุนแรงและหัวใจเต้นผิดจังหวะชนิดรุนแรง
✍️ขนาดยาที่แนะนำสำหรับผู้ป่วยทุกช่วงวัยคือ 0.01 มก./กก. (โดยให้สูงสุดไม่เกิน 0.5 มก. ต่อครั้ง) ฉีดเข้ากล้ามเนื้อบริเวณส่วนกลางด้านนอกของต้นขา (กล้ามเนื้อต้นขาด้านนอก หรือ Vastus lateralis)
🖌️หากมียาในรูปแบบปากกาฉีดยาอัตโนมัติ (autoinjector) แบบในคลิปจะช่วยลดความล่าช้าในการรักษาได้
📌ผู้ป่วยประมาณ 90 % มีการตอบสนองต่อการฉีดอะดรีนาลีนเข้ากล้ามเนื้อเพียงครั้งเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากได้รับยาอย่างรวดเร็วหลังจากเริ่มมีอาการ
💊หากผู้ป่วยไม่มีการตอบสนอง หรือมีการตอบสนองไม่เพียงพอ สามารถฉีดอะดรีนาลีนเข้ากล้ามเนื้อซ้ำได้ทุกๆ 5 นาที หรืออาจให้เร็วกว่านั้นหากมีข้อบ่งชี้ทางคลินิก
🤫ในกรณีที่จำเป็นต้องได้รับยาเพิ่ม โดยทั่วไปมักจะต้องใช้เพิ่มอีกเพียง 1 โดส หรือน้อยครั้งที่จะต้องใช้ถึง 2 โดส จากการศึกษาพบว่า มักเกิดในผู้ป่วยที่มีประวัติเกิดภาวะแพ้รุนแรงมาก่อน
🚑สำหรับผู้ป่วยที่ยังคงมีความดันโลหิตต่ำ หลังจากได้รับอะดรีนาลีนเข้ากล้ามเนื้อในครั้งแรก ควรได้รับสารน้ำทางหลอดเลือดดำร่วมด้วย
📌กลไกการออกฤทธิ์
- ช่วยลดการหลั่งสารจาก mast cells ช่วยป้องกันหรือแก้ไขการอุดกั้นของทางเดินหายใจ และช่วยป้องกันหรือแก้ไขภาวะระบบหัวใจและหลอดเลือดล้มเหลว
- กระตุ้นตัวรับ Alpha-1-adrenergic ทำให้หลอดเลือดหดตัว เพิ่มแรงต้านทานของหลอดเลือดส่วนปลาย และลดอาการบวมของเยื่อเมือก (เช่น ในทางเดินหายใจส่วนบน)
- กระตุ้นตัวรับ Beta-1-adrenergic เพิ่มแรงบีบตัวของหัวใจ และเพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจ
- กระตุ้นตัวรับ Beta-2-adrenergic ช่วยขยายหลอดลมและลดการหลั่งสารสื่อกลางที่ก่อให้เกิดการอักเสบจาก mast cell และ basophils
❤️🩹ผลข้างเคียงของอะดรีนาลีน (Adverse effects) ในผู้ป่วยทุกช่วงวัย การได้รับยาใน "ขนาดรักษา" ไม่ว่าจะผ่านช่องทางใด มักก่อให้เกิดผลข้างเคียงที่ไม่รุนแรง และเกิดขึ้นเพียงชั่วคราว เช่น ความวิตกกังวล, อาการกระสับกระส่าย, ปวดศีรษะ, เวียนศีรษะ, ใจสั่น, ผิวซีด และอาการสั่น อาการและสัญญาณเหล่านี้คล้ายคลึงกับสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างการตอบสนองแบบ "สู้หรือหนี" (fight-or-flight) ตามธรรมชาติ ซึ่งเกิดจากอะดรีนาลีนภายในร่างกายเองเมื่อเผชิญกับสถานการณ์ที่น่ากลัวหรือเป็นอันตรายถึงชีวิตอย่างกะทันหัน
🕰️การฉีดยาอะดรีนาลีนที่ "ช้า" ไม่เพียงแต่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเสียชีวิต แต่ยังเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ทำให้ผู้ป่วยมีโอกาสเกิดอาการแบบ Biphasic ได้มากขึ้น
⚡️ในภาวะแพ้รุนแรง ทุกวินาทีมีความหมาย การให้ Epinephrine อย่างทันท่วงที อาจเปลี่ยนจากวิกฤตให้กลายเป็นโอกาสรอดชีวิต
ด้วยความปรารถนาดี💕
ADR TrangHos
-----------------
อ้างอิง : UpToDate ; https://www.uptodate.com/contents/anaphylaxis-emergency-treatment?search=Anaphylaxis&source=search_result&selectedTitle=1~150&usage_type=default&display_rank=1&searchCorrelationId=c532159e-64b5-4e4c-9bab-ec3795d293fa&searchCorrelationTerm=Anaphylaxis