ADR TrangHos งานเฝ้าระวังอาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ยา รพ.ตรัง

ขอบคุณชมรมทันตแพทย์ศัลยกรรมช่องปากและแม็กซิลโลเฟเชียลภาคใต้ค่ะ เป็นเกียรติมากๆ และเรียนเชิญลูกเพจทุกท่านค่ะ 💊🦷
19/07/2026

ขอบคุณชมรมทันตแพทย์ศัลยกรรมช่องปากและแม็กซิลโลเฟเชียลภาคใต้ค่ะ เป็นเกียรติมากๆ และเรียนเชิญลูกเพจทุกท่านค่ะ 💊🦷

งานใหญ่ยังไม่มา…แต่ความรู้ขอมาก่อน 😎🧠

ระหว่างรองานประชุม “แม็กซิลโลภาคใต้” ปีหน้า ณ สงขลา
มาประเทืองปัญญาแบบชิล ๆ ฟังเพลิน ๆ ฟีลพอดแคสต์ 🎧

EP นี้คุยเรื่อง **LAST**
แต่รับรองว่า…ยังไม่ใช่ตอนสุดท้ายแน่นอน 😆💉

ยังมีเรื่องสนุกและสาระดี ๆ ตามมาอีกเรื่อย ๆ
กดติดตามไว้ แล้วมาอัปสมองไปด้วยกันครับ!


#แม็กซิลโลภาคใต้

💊Drug-Induced Extravasation: ภาวะฉุกเฉินทางหลอดเลือดที่บุคลากรทางการแพทย์ต้องรู้!‼️🔍รู้หรือไม่ว่า... ยาฉีดที่เราใช้รักษา...
17/07/2026

💊Drug-Induced Extravasation: ภาวะฉุกเฉินทางหลอดเลือดที่บุคลากรทางการแพทย์ต้องรู้!‼️

🔍รู้หรือไม่ว่า... ยาฉีดที่เราใช้รักษาผู้ป่วย หากเกิดเหตุสุดวิสัยรั่วไหลออกนอกหลอดเลือดดำ อาจไม่ได้ทำให้แค่เกิดอาการบวมแดงทั่วไป แต่ยาบางชนิดสามารถทำลายเซลล์เนื้อเยื่อให้ตายและลุกลามเป็นวงกว้างได้ ⚠️

📌เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของผู้ป่วย วันนี้ขอหยิบยกความรู้ด้าน ADR เกี่ยวกับ "ภาวะยารั่วไหลออกนอกหลอดเลือดดำ" มาสรุปให้แบบครบจบ ตั้งแต่การจำแนกชนิดยา ปัจจัยเสี่ยง อาการแสดงที่ต้องรีบจัดการ ไปจนถึงขั้นตอนปฐมพยาบาลเบื้องต้นและการเลือกใช้ยาแก้พิษ (Antidotes) อย่างถูกต้อง

ด้วยความปรารถนาดี💕
ADR TrangHos

จัดทำโดย นศภ. ศตนันท์ ฤกษ์รุจิพิมล
นักศึกษาเภสัชศาสตร์ ชั้นปีที่ 6 มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์
ฝึกปฏิบัติงานผลัดที่ 3 การบริบาลทางเภสัชกรรม ด้าน ADR Monitoring

📚 Warfarin-induced skin necrosis ภาวะแทรกซ้อนที่พบไม่บ่อย แต่ไม่ควรมองข้าม‼️💊หลายคนรู้จัก Warfarin ในฐานะยาป้องกันลิ่มเล...
25/06/2026

📚 Warfarin-induced skin necrosis ภาวะแทรกซ้อนที่พบไม่บ่อย แต่ไม่ควรมองข้าม‼️

💊หลายคนรู้จัก Warfarin ในฐานะยาป้องกันลิ่มเลือดอุดตัน แต่รู้หรือไม่ว่า ในบางรายอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนที่พบได้น้อยแต่รุนแรงอย่าง “Warfarin-induced skin necrosis” หรือภาวะผิวหนังขาดเลือดจนเกิดเนื้อตาย

🩸อาการมักเริ่มจากผิวหนังแดง เจ็บ บวม เปลี่ยนเป็นสีม่วงคล้ำ และลุกลามเป็นแผลเนื้อตายได้ หากสังเกตพบความผิดปกติหลังเริ่มยา Warfarin ไม่ควรนิ่งนอนใจ เพราะการวินิจฉัยและรักษาอย่างรวดเร็วมีความสำคัญอย่างยิ่ง

📌มาทำความรู้จักภาวะนี้ สาเหตุ และแนวทางการดูแลรักษาไปพร้อมกัน🔍

ด้วยความปรารถนาดี💕
ADR TrangHos

💊ทำไมกินยาอยู่ดีๆ เหงือกถึงบวมโต? รู้จักภาวะ DIGO ที่คนใช้ยาประจำควรรู้‼️📌บางครั้งการรักษาโรคประจำตัวด้วยยาที่จำเป็น อาจ...
18/06/2026

💊ทำไมกินยาอยู่ดีๆ เหงือกถึงบวมโต? รู้จักภาวะ DIGO ที่คนใช้ยาประจำควรรู้‼️

📌บางครั้งการรักษาโรคประจำตัวด้วยยาที่จำเป็น อาจแฝงมาด้วยอาการข้างเคียงที่เราคาดไม่ถึง? หลายท่านที่ทานยากันชัก ยาลดความดันบางชนิด หรือยาสำหรับผู้ที่ปลูกถ่ายอวัยวะ อาจเคยประสบปัญหา "เหงือกบวมโตขึ้นมาผิดปกติ" จนแปรงฟันลำบาก หรือมีเลือดออกง่าย🦷🩸

🔍ภาวะนี้ทางการแพทย์เรียกว่า DIGO (Drug-Induced Gingival Overgrowth) หรือ "ภาวะเหงือกบวมโตจากการใช้ยา" ซึ่งไม่ใช่โรคเหงือกอักเสบธรรมดาที่เกิดจากการแปรงฟันไม่สะอาดเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากกลไกการตอบสนองของร่างกายต่อยาที่ทานเข้าไป💊

ด้วยความปรารถนาดี
ADR TrangHos💕

รู้หรือไม่ว่ายาที่เรารับประทานเข้าไป หากร่างกายตอบสนองผิดปกติหรือได้รับในปริมาณที่ไม่เหมาะสม อาจส่งผลให้เกิด "ภาวะตับเสี...
04/06/2026

รู้หรือไม่ว่ายาที่เรารับประทานเข้าไป หากร่างกายตอบสนองผิดปกติหรือได้รับในปริมาณที่ไม่เหมาะสม อาจส่งผลให้เกิด "ภาวะตับเสียหายจากการใช้ยา" หรือที่ทางการแพทย์เรียกว่า Drug-Induced Liver Injury (DILI) ได้

วันนี้ขอหยิบยกความรู้ ADR ทั้งปัจจัยเสี่ยง กลไก เครื่องมือประเมิน ฐานข้อมูลที่สำคัญ และกลุ่มยาที่ต้องเฝ้าระวังมาสรุปให้ได้อ่านกัน

ด้วยความปรารถนาดี
ADR TrangHos
จัดทำโดย นศภ. รัชชานนท์ ชุมวิโรจน์
นักศึกษาเภสัชศาสตร์ ชั้นปีที่ 6 มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
ฝึกปฏิบัติงานผลัดที่ 2 การบริบาลทางเภสัชกรรม ด้าน ADR Monitoring

03/06/2026

อธิบายการแปลผลตรวจยีนแพ้ยา Allopurinol แบบเข้าใจง่าย ฉบับประชาชน💕

“ตรวจยีนก่อนกินยา…รู้ไว้ ลดเสี่ยงได้”

ยา Allopurinol เป็นยาที่ใช้รักษาโรคเกาต์และภาวะกรดยูริกสูง แต่ในบางคนอาจเกิดอาการแพ้ยารุนแรงได้ เช่น ผื่นลอกทั่วตัว ตุ่มพุพอง ไข้สูง ซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต

การตรวจยีน HLA-B*58:01 เป็นการตรวจหาความเสี่ยงในการแพ้ยา Allopurinol ก่อนเริ่มใช้ยา หากผลตรวจพบยีนนี้ แพทย์มักพิจารณาหลีกเลี่ยงการใช้ยาเพื่อป้องกันการเกิดอาการแพ้รุนแรง

✅ ผลลบ : ไม่พบยีน HLA-B*58:01 ความเสี่ยงแพ้ยารุนแรงต่ำกว่าผู้ที่มียีนนี้ แต่ยังควรสังเกตอาการผิดปกติหลังเริ่มยา

⚠️ ผลบวก : พบยีน HLA-B*58:01 มีความเสี่ยงแพ้ยา Allopurinol สูงกว่าคนทั่วไป

การตรวจยีนไม่ได้บอกว่าจะแพ้ยาแน่นอนหรือไม่แพ้ 100% แต่ช่วยให้แพทย์ประเมินความเสี่ยงและเลือกการรักษาได้ปลอดภัยมากขึ้น

ด้วยความปรารถนาดี
ADR TrangHos💕

29/05/2026

⚠️ “แค่ผื่นขึ้น” อาจไม่ใช่เรื่องเล็ก…การแพ้ยารุนแรงจาก Allopurinol สามารถลุกลามจนเป็นภาวะอันตรายถึงชีวิตได้

เริ่มจากไข้ ผื่นแดง ปากพุพอง เจ็บตา หรือผิวหนังลอกสัญญาณเหล่านี้อาจเป็นภาวะ Severe Cutaneous Adverse Reactions (SCARs) ที่ต้องหยุดยาและรีบพบแพทย์ทันที

แต่ความเสี่ยงนี้… “อาจลดได้”ด้วยการตรวจยีน (HLA-B*58:01) ก่อนเริ่มยา

HLA-B*58:01 คืออะไร??
คือ ยีนที่บอกความเสี่ยงแพ้ยา Allopurinol รุนแรง ถ้าผู้ป่วยมียีนนี้ แล้วใช้ยา Allopurinol อาจเสี่ยงเกิดผื่นแพ้รุนแรง ผิวหนังลอก หรืออันตรายถึงชีวิตได้ จึงสามารถตรวจยีนก่อนเริ่มยา เพื่อช่วยลดความเสี่ยงและเพิ่มความปลอดภัยในการใช้ยาได้

อย่างไรก็ตามการใช้ยาอย่างปลอดภัยเริ่มจากการสังเกตอาการผิดปกติ และไม่มองข้ามสัญญาณเตือนของร่างกาย

🎥 คลิปนี้จัดทำขึ้นจาก AI เพื่อสร้างความตระหนักรู้ทางการแพทย์เท่านั้น เนื้อหา ภาพ และเหตุการณ์ในคลิปเป็นการจำลองสถานการณ์เพื่อการเรียนรู้ ไม่ใช่เหตุการณ์จริง และไม่ควรใช้แทนคำแนะนำทางการแพทย์จากบุคลากรทางการแพทย์โดยตรง
———
ด้วยความปรารถนาดี
ADR TrangHos💕

27/05/2026

การเข้าใจความต่างระหว่าง ‘แพ้จริง : True Allergy’ และ ‘แพ้เทียม : Pseudoallergy’ ไม่ใช่แค่เรื่องวิชาการ แต่สำคัญต่อความปลอดภัยของผู้ป่วยในทุกครั้งที่ได้รับยา!!

🤫การแพ้ยากลุ่ม NSAIDs สามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก คือ
- การแพ้ยาจริง (True allergy)
- การแพ้ยาแบบเทียม (Pseudoallergy)
ซึ่งมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจนในด้านกลไกการเกิด

⚙️กลไกการเกิดอาการ
- การแพ้จริง (True allergy) เกิดจากปฏิกิริยาของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย โดยหากเป็นอาการแบบเฉียบพลันจะผ่านภูมิคุ้มกันชนิด IgE
- การแพ้ยาแบบเทียม (Pseudoallergy) ไม่ได้ผ่านระบบภูมิคุ้มกัน แต่เกิดจากฤทธิ์ของยาที่ไปยับยั้งเอนไซม์ COX-1 ส่งผลให้สาร Prostaglandin E2 (PGE2) ลดลง ซึ่งสารนี้ทำหน้าที่ช่วยประคับประคอง mast cell เมื่อ PGE2 ลดลง mast cell จึงปลดปล่อยสารก่อภูมิแพ้เช่น Histamine ออกมา

🕰️ระยะเวลาและประวัติการได้รับยา
- การแพ้จริง มักไม่เกิดขึ้นในการได้รับยาครั้งแรก ร่างกายต้องเคยได้รับยาชนิดนั้นหรือสารที่มีโครงสร้างคล้ายกันมาก่อนเพื่อสร้างภูมิต้านทาน แล้วจึงจะแสดงอาการเมื่อได้รับยาซ้ำ
- การแพ้ยาแบบเทียม สามารถเกิดขึ้นได้ตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้รับยา โดยไม่จำเป็นต้องมีประวัติเคยใช้ยานั้นมาก่อน

⚡️การแพ้ยาข้ามกัน (Cross-reactivity)
- การแพ้จริง จะแพ้ข้ามกันเฉพาะในยาที่มีโครงสร้างทางเคมีเหมือนหรือคล้ายคลึงกันเท่านั้น เช่น หากแพ้ยาในกลุ่ม Propionic acid derivatives (เช่น Ibuprofen) อาจใช้ยาในกลุ่มโครงสร้างอื่นที่ต่างออกไปได้ ยกเว้น Naproxen ที่อยู่ในกลุ่ม Propionic เหมือนกัน
- การแพ้ยาแบบเทียม ผู้ป่วยจะแพ้ข้ามกลุ่มไปยังยากลุ่ม NSAIDs ทุกตัวที่มีฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ COX-1 โดยไม่สนใจว่าจะมีโครงสร้างทางเคมีเหมือนกันหรือไม่

✅แนวทางการจัดการ
- กรณีแพ้จริง ให้หลีกเลี่ยงยาตัวที่แพ้และยาที่มีโครงสร้างเคมีเดียวกัน โดยทั่วไปสามารถเลือกใช้ยา NSAIDs ในกลุ่มโครงสร้างอื่นที่ต่างออกไปได้
- กรณีแพ้แบบเทียม ต้องหลีกเลี่ยงยา NSAIDs ที่ยับยั้ง COX-1 ทุกตัว โดยยาที่มักใช้เป็นทางเลือกได้ คือยาในกลุ่ม Selective COX-2 inhibitors (เช่น Celecoxib, Etoricoxib, Parecoxib)

ด้วยความปรารถนาดี💕
ADR TrangHos

26/05/2026

💉ว่าด้วยเรื่อง Adrenaline สำหรับใช้ในการรักษาภาวะแพ้ยารุนแรง (Anaphylaxis) โดยเป็นเหตุการณ์แพ้ยาที่ร้ายแรง หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที อาจเป็นอันตรายรุนแรง และลุกลามภายในเวลาไม่กี่นาที จนนำไปสู่ความล้มเหลวของระบบทางเดินหายใจ หรือระบบหัวใจและหลอดเลือด จนถึงแก่ชีวิตได้ 😱

✅เป้าหมายของการรักษาคือการวินิจฉัยตั้งแต่เนิ่นๆ และรีบให้ยาอะดรีนาลีน (epinephrine) เพื่อป้องกันไม่ให้อาการลุกลามจนอันตรายถึงชีวิต เช่น เกิดภาวะช็อก

🤫ในช่วงเริ่มต้น เราไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าอาการจะรุนแรงเพียงใด จะลุกลามเร็วแค่ไหน จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องฉีดยาอะดรีนาลีน เข้ากล้ามเนื้อทันทีที่เกิดภาวะแพ้ยารุนแรง

🕰️การฉีดยาล่าช้ามีความสัมพันธ์กับการเสียชีวิตที่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ควรให้ยาอะดรีนาลีนแก่ผู้ป่วยที่มีอาการหรือสัญญาณบ่งชี้ถึงภาวะแพ้รุนแรงที่กำลังจะเกิดขึ้น ในกรณีที่มีข้อสงสัยทางคลินิกสูง แม้ว่าจะยังไม่เข้าเกณฑ์การวินิจฉัยอย่างเป็นทางการก็ตาม

💉อะดรีนาลีนมีจำหน่ายในท้องตลาดในความเข้มข้นที่แตกต่างกัน ได้แก่ 1 มก./มล. และ 0.1 มก./มล. จึงจำเป็นต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษเพื่อให้แน่ใจว่าใช้ความเข้มข้นที่ถูกต้อง เนื่องจากความผิดพลาดอาจนำไปสู่การได้รับยาเกินขนาดโดยไม่ตั้งใจ ซึ่งมีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงทางหัวใจและหลอดเลือด หรือถึงขั้นเสียชีวิตได้

💉- การฉีดยาเข้ากล้ามเนื้อ (IM) เป็นการบริหารยาที่แนะนำให้ใช้เป็นอันดับแรก เนื่องจากระดับความเข้มข้นของยาในเลือดและเนื้อเยื่อเพิ่มขึ้นได้รวดเร็วและสม่ำเสมอกว่าการฉีดเข้าใต้ผิวหนัง
💉- การฉีดเข้ากล้ามเนื้อ (IM) ดีกว่าการฉีดเข้าหลอดเลือดดำโดยตรง (IV bolus) เนื่องจากทำได้เร็วกว่าและปลอดภัยกว่า เช่น มีความเสี่ยงต่ำกว่าในการเกิดภาวะแทรกซ้อนทางหัวใจและหลอดเลือด ตัวอย่างเช่น ความดันโลหิตสูงรุนแรงและหัวใจเต้นผิดจังหวะชนิดรุนแรง

✍️ขนาดยาที่แนะนำสำหรับผู้ป่วยทุกช่วงวัยคือ 0.01 มก./กก. (โดยให้สูงสุดไม่เกิน 0.5 มก. ต่อครั้ง) ฉีดเข้ากล้ามเนื้อบริเวณส่วนกลางด้านนอกของต้นขา (กล้ามเนื้อต้นขาด้านนอก หรือ Vastus lateralis)

🖌️หากมียาในรูปแบบปากกาฉีดยาอัตโนมัติ (autoinjector) แบบในคลิปจะช่วยลดความล่าช้าในการรักษาได้

📌ผู้ป่วยประมาณ 90 % มีการตอบสนองต่อการฉีดอะดรีนาลีนเข้ากล้ามเนื้อเพียงครั้งเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากได้รับยาอย่างรวดเร็วหลังจากเริ่มมีอาการ

💊หากผู้ป่วยไม่มีการตอบสนอง หรือมีการตอบสนองไม่เพียงพอ สามารถฉีดอะดรีนาลีนเข้ากล้ามเนื้อซ้ำได้ทุกๆ 5 นาที หรืออาจให้เร็วกว่านั้นหากมีข้อบ่งชี้ทางคลินิก

🤫ในกรณีที่จำเป็นต้องได้รับยาเพิ่ม โดยทั่วไปมักจะต้องใช้เพิ่มอีกเพียง 1 โดส หรือน้อยครั้งที่จะต้องใช้ถึง 2 โดส จากการศึกษาพบว่า มักเกิดในผู้ป่วยที่มีประวัติเกิดภาวะแพ้รุนแรงมาก่อน

🚑สำหรับผู้ป่วยที่ยังคงมีความดันโลหิตต่ำ หลังจากได้รับอะดรีนาลีนเข้ากล้ามเนื้อในครั้งแรก ควรได้รับสารน้ำทางหลอดเลือดดำร่วมด้วย

📌กลไกการออกฤทธิ์
- ช่วยลดการหลั่งสารจาก mast cells ช่วยป้องกันหรือแก้ไขการอุดกั้นของทางเดินหายใจ และช่วยป้องกันหรือแก้ไขภาวะระบบหัวใจและหลอดเลือดล้มเหลว
- กระตุ้นตัวรับ Alpha-1-adrenergic ทำให้หลอดเลือดหดตัว เพิ่มแรงต้านทานของหลอดเลือดส่วนปลาย และลดอาการบวมของเยื่อเมือก (เช่น ในทางเดินหายใจส่วนบน)
- กระตุ้นตัวรับ Beta-1-adrenergic เพิ่มแรงบีบตัวของหัวใจ และเพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจ
- กระตุ้นตัวรับ Beta-2-adrenergic ช่วยขยายหลอดลมและลดการหลั่งสารสื่อกลางที่ก่อให้เกิดการอักเสบจาก mast cell และ basophils

❤️‍🩹ผลข้างเคียงของอะดรีนาลีน (Adverse effects) ในผู้ป่วยทุกช่วงวัย การได้รับยาใน "ขนาดรักษา" ไม่ว่าจะผ่านช่องทางใด มักก่อให้เกิดผลข้างเคียงที่ไม่รุนแรง และเกิดขึ้นเพียงชั่วคราว เช่น ความวิตกกังวล, อาการกระสับกระส่าย, ปวดศีรษะ, เวียนศีรษะ, ใจสั่น, ผิวซีด และอาการสั่น อาการและสัญญาณเหล่านี้คล้ายคลึงกับสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างการตอบสนองแบบ "สู้หรือหนี" (fight-or-flight) ตามธรรมชาติ ซึ่งเกิดจากอะดรีนาลีนภายในร่างกายเองเมื่อเผชิญกับสถานการณ์ที่น่ากลัวหรือเป็นอันตรายถึงชีวิตอย่างกะทันหัน

🕰️การฉีดยาอะดรีนาลีนที่ "ช้า" ไม่เพียงแต่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเสียชีวิต แต่ยังเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ทำให้ผู้ป่วยมีโอกาสเกิดอาการแบบ Biphasic ได้มากขึ้น

⚡️ในภาวะแพ้รุนแรง ทุกวินาทีมีความหมาย การให้ Epinephrine อย่างทันท่วงที อาจเปลี่ยนจากวิกฤตให้กลายเป็นโอกาสรอดชีวิต

ด้วยความปรารถนาดี💕
ADR TrangHos
-----------------
อ้างอิง : UpToDate ; https://www.uptodate.com/contents/anaphylaxis-emergency-treatment?search=Anaphylaxis&source=search_result&selectedTitle=1~150&usage_type=default&display_rank=1&searchCorrelationId=c532159e-64b5-4e4c-9bab-ec3795d293fa&searchCorrelationTerm=Anaphylaxis

25/05/2026

“จากประวัติแพ้ยาที่คลุมเครือ… สู่การตัดสินใจที่มั่นใจมากขึ้น”
มารู้จัก PEN-FAST score เครื่องมือที่กำลังได้รับความสนใจในการประเมิน penicillin allergy

⚠️ คำเตือน: PEN-FAST Score เป็นเครื่องมือช่วยประเมินความเสี่ยงการแพ้ Penicillin เบื้องต้น ควรใช้โดยแพทย์หรือเภสัชกรที่มีความรู้ในการประเมินอาการแพ้ยาเท่านั้น ไม่ควรใช้เพื่อวินิจฉัยหรือปรับการรักษาด้วยตนเอง

📌PEN-FAST Score คือ เครื่องมือที่แพทย์ใช้ประเมินความเสี่ยง เพื่อคัดกรองผู้ป่วยที่แจ้งประวัติว่า "แพ้ยาเพนิซิลลิน" (Penicillin allergy) ว่าแท้จริงแล้วมีโอกาสแพ้ยานี้รุนแรงแค่ไหน⚡️⚡️

✍️จุดประสงค์หลักคือการหาผู้ป่วยกลุ่มที่มี "ความเสี่ยงต่ำ" (Low risk) เพื่อที่แพทย์จะได้สามารถทำการทดสอบให้กินยาต่อหน้า (Oral Challenge) ได้อย่างปลอดภัย ช่วยลดการหลีกเลี่ยงยาเพนิซิลลินโดยไม่จำเป็น (เพราะผู้ป่วยกว่า 90% ที่คิดว่าตัวเองแพ้เพนิซิลลิน แท้จริงแล้วไม่ได้แพ้จริง)

เมื่อรวมคะแนนแล้ว จะนำมาประเมินความเสี่ยงเพื่อวางแผนการรักษาต่อ ดังนี้:
->0 คะแนน = ความเสี่ยงต่ำมาก (Very Low Risk) มีโอกาสแพ้จริงน้อยกว่า 1%
->1-2 คะแนน = ความเสี่ยงต่ำ (Low Risk) มีโอกาสแพ้จริงประมาณ 5%

✅✅**กลุ่มที่ได้ 0-2 คะแนน ถือเป็นกลุ่มปลอดภัย แพทย์สามารถพิจารณาทำ Direct Oral Challenge (ให้ทานยาเพนิซิลลิน ต่อหน้าแพทย์เพื่อยืนยัน) ได้เลยโดยไม่ต้องทดสอบทางผิวหนัง (Skin test) ก่อน***

->3 คะแนน = ความเสี่ยงปานกลาง (Moderate Risk) มีโอกาสแพ้จริงประมาณ 20%
->4 - 5 คะแนน = ความเสี่ยงสูง (High Risk) มีโอกาสแพ้จริงสูงถึง 50% ขึ้นไป

❌❌**กลุ่มที่ได้ 3 คะแนนขึ้นไป ห้ามลองทานยาเด็ดขาด ต้องส่งพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิแพ้เพื่อทำ Skin test หรือเลี่ยงไปใช้ยา กลุ่มอื่น**

PEN-FAST score เป็นเครื่องมือที่ทำให้หมอรู้ได้ทันทีว่า คนไข้ที่บอกประวัติว่า "แพ้เพนิซิลลิน" คนไหนที่สามารถกินยาพิสูจน์ได้เลยอย่างปลอดภัย หรือคนไหนที่เสี่ยงอันตรายห้าม rechallenge ด้วยการทานยาเด็ดขาด💊

ด้วยความปรารถนาดี💕
ADR TrangHos

ที่อยู่

งานเภสัชสนเทศ โรงพยาบาลตรัง
Trang

เวลาทำการ

จันทร์ 08:30 - 16:30
อังคาร 08:30 - 16:30
พุธ 08:30 - 16:30
พฤหัสบดี 08:30 - 16:30
ศุกร์ 08:30 - 16:30

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ADR TrangHosผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์