04/03/2026
สงคราม
#ภัยพิบัติที่มนุษย์เลือกเอง
สงครามเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้... จริงหรือ?
"ในหน้าประวัติศาสตร์ 3,421 ปีที่ถูกบันทึกไว้ มีเพียง 268 ปีเท่านั้นที่โลกไร้ซึ่งสงคราม"
— Will Durant (นักประวัติศาสตร์ผู้เขียน The Story of Civilization)
สถิตินี้อาจทำให้หลายคนถอนหายใจและยอมรับว่า ความรุนแรงคงเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติที่เราไม่อาจหลีกหนี เพราะหากเรามองลึกลงไปในธรรมชาติ ความขัดแย้งและการแย่งชิงพื้นที่ก็ไม่ได้เป็นเอกสิทธิ์เฉพาะของเผ่าพันธุ์มนุษย์ ฝูงชิมแปนซีมีการยกพวกข้ามถิ่นเพื่อเข่นฆ่ากัน มดทำสงครามล้างเผ่าพันธุ์กันอยู่ใต้ฝ่าเท้าเรา หรือแม้แต่ใต้ทะเลลึก... ปะการังก็ยังปล่อยสารพิษและยืดเส้นใยออกมารบราฆ่าฟันเพื่อแย่งชิงพื้นที่ตกกระทบของแสงแดด
สงครามดูเหมือนจะถูกฝังอยู่ใน DNA ของสิ่งมีชีวิตบนโลกใบนี้
แต่สิ่งที่ทำให้ "สงครามของมนุษย์" แตกต่างออกไป คือเรามีสติปัญญา มีอารยธรรม และมีสิ่งที่เรียกว่า "การตัดสินใจ"
จากประสบการณ์ที่ผมเดินทางไปถ่ายทำสารคดีในพื้นที่ขัดแย้งมาหลายแห่งทั่วโลก เมื่อคุณไปยืนอยู่ท่ามกลางซากปรักหักพัง กลิ่นฝุ่นควัน และเสียงร้องไห้ของผู้สูญเสีย... ความรู้สึกแรกที่กระแทกเข้ามาคือ สงครามมันทำงานเหมือน "ภัยพิบัติทางธรรมชาติ" มันกวาดล้างทุกสิ่งทุกอย่างราบเป็นหน้ากลอง ไม่สนว่าคุณจะเป็นใคร เป็นเด็ก ผู้เฒ่า หรือคนดีแค่ไหน
แต่ความตลกร้ายคือ สึนามิไม่มีเจตจำนง แผ่นดินไหวไม่มีความเกลียดชัง ทว่าความพินาศในสงคราม... ล้วนเกิดจากการกดปุ่มและจรดปากกาสั่งการของมนุษย์ด้วยกันเองทั้งสิ้น มันคือภัยพิบัติที่มนุษย์เลือกที่จะสร้างมันขึ้นมาเอง
และถ้าคุณลองหนีบเอาหนังสือประวัติศาสตร์ไปอ่านกลางสมรภูมิ คุณจะพบแพทเทิร์นที่ซ้ำรอยเดิมเสมอ นั่นคือ **ไม่มีผู้นำคนไหนเริ่มสงครามด้วยการบอกว่าตัวเองเป็นผู้ร้าย** ทุกสงครามที่เกิดขึ้น ผู้ริเริ่มมักจะสวมบทบาทของ "ผู้ถูกกระทำ" เสมอ พวกเขามักจะมีข้ออ้างที่ฟังดูชอบธรรม มีความจำเป็นที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และมักจะบอกประชาชนของตนว่า การพรากชีวิตผู้อื่นในครั้งนี้ คือทางเลือกเดียวที่มีเพื่อปกป้องความมั่นคง ศักดิ์ศรี หรือพระเจ้าของพวกเรา
เวลาเรามองข่าวความตึงเครียดของโลกในเวลานี้ หลายคนอาจจะรู้สึกว่าเรื่องระดับชาติเป็นเรื่องไกลตัว หรือมองว่ามันเป็นแค่เกมของมหาอำนาจ แต่เราต้องไม่ลืมความจริงข้อหนึ่ง...
ในทุกๆ สมการของการเมือง มี "ชีวิตมนุษย์" ซ่อนอยู่ในนั้นเสมอ... ทุกการขยับหมากบนกระดานภูมิรัฐศาสตร์ หมายถึงซากโรงเรียนที่พังทลาย หมายถึงบ้านของใครสักคนที่กลายเป็นเถ่าถ่าน และครอบครัวที่ต้องแตกสลาย
ในขณะเดียวกัน ทุกชีวิตของมนุษย์บนโลกใบนี้ ก็ถูกขับเคลื่อนและกำหนดชะตากรรมด้วยการเมืองอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ มันคือสัจธรรมที่ทับซ้อนกันอยู่อย่างสมดุลและโหดร้าย
ในสภาวะที่โลกกำลังตึงเครียดและเปราะบางอย่างในปัจจุบัน ผมไม่ได้คาดหวังว่าเราจะสามารถลบสัญชาตญาณความขัดแย้งที่ฝังลึกอยู่ในสายธารวิวัฒนาการออกไปจากเผ่าพันธุ์มนุษย์ได้ในเร็ววัน
แต่ในฐานะมนุษย์ที่มีจิตสำนึก เราต่างรู้ดีอยู่แก่ใจว่าอะไรคือความถูกผิด ความโหดร้ายเป็นสิ่งที่เราสัมผัสและตัดสินได้ด้วยตัวเองโดยไม่ต้องมีใครมาสอน...
ในเมื่อเรามีสติปัญญามากพอที่จะสร้างอาวุธที่ทำลายล้างโลกได้ทั้งใบ ทำไมเราถึงยังมีสติปัญญาไม่มากพอ ที่จะเรียนรู้การอยู่ร่วมกันโดยไม่ต้องทำลายล้างกัน?
ประวัติศาสตร์ 3,421 ปี สอนอะไรเราบ้าง? หรือเราจะเป็นแค่สิ่งมีชีวิตที่รอคอยให้ตัวเลข "ปีแห่งสงคราม" เพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ โดยอ้างว่ามันเป็นสิ่งที่... หลีกเลี่ยงไม่ได้?